พืชทำเงิน
ระบบวนเกษตร หมายถึง การทำเกษตรในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือการนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่าทำการเพาะปลูกในบางช่วงเวลา สลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุมและมีความชุ่มชื้นสูง บางพื้นที่มีชื่อเรียกเฉพาะตามลักษณะความโดดเด่นของระบบนั้นๆ การเกษตรรูปแบบนี้ส่วนใหญ่พบในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรจะผลิตโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม เช่น ไม่โค่นไม้ป่า หรือการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “วนเกษตร” เป็นแนวคิดและทางเลือกปฏิบัติทางการเกษตรแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยสามารถแบ่งเป็นหลายประเภท ดังนี้ 1. วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน 2. วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ โดยการปลูกต้นไม้เสริมในที่ไม่เหมาะสมกับพื
ในยุคที่เกษตรกรต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น คุณนิด-กุณฑล เชยสุนทร เกษตรกรจากตำบลหนองข้างคอก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี คือตัวอย่างของผู้ที่พลิกจากการปลูกผัก มาสร้างอาชีพที่มั่นคงด้วยการปลูกฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่ ฝรั่งสายพันธุ์เนื้อกรอบ รสหวาน มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ “ก้นผลเกลี้ยง” จากการปลิดกลีบเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก จนกลายเป็นจุดสังเกตของฝรั่งคุณภาพจากหนองข้างคอก ด้วยการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระยะปลูก การใส่อินทรียวัตถุบำรุงดิน การห่อผลแบบควบคุมจำนวนต่อกิ่ง ไปจนถึงการดูแลต้นให้สมบูรณ์ในแต่ละรอบผลผลิต ทำให้ฝรั่งในพื้นที่ 1 ไร่กว่า 100 ต้น สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยได้ถึง 3 ตันต่อรอบ ฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่มีทรงผลกลม ผิวเปลือกสีเขียวอ่อนนวล สีเนื้อขาว เนื้อกรอบ รสชาติหวาน มีเอกลักษณ์คือ ผลผลิตฝรั่งมีการปลิดกลีบเลี้ยงของผลฝรั่งออก ซึ่งลักษณะประจำพันธุ์ของฝรั่งกลมสาลี่เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเกลี้ยง มีสีน้ำตาล กิ่งที่ยังอ่อนอยู่จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดความสูงของลำต้นมีประมาณ 3-5 เมตร ในส่วนของใบ มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่ มีความกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG ต่อ Carbon Credit จะต้องทำการเกษตรที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม การลดการเผาซังข้าว ตอซัง การกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ถูกต้อง การลดปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมทั้งการแก้ปัญหา PM 2.5 การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงาน นายพิชิต เกียรติสมพร หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาน้ำขังแบบเดิมเป็นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดก๊าซมีเทนในดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจากการสัมภาษณ์นายพิชิต บอกเล่าว่า ตนเองทำนาเปียกสลับแห้งบนพื้นที่ จำนวน 20 ไร่ จากนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดโดยกรมการข้าว ซึ่งได้มีบริษัทเอกชนมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวรักษ์โลกและการขายคาร์บอนเครดิต ตนเองจึงสนใจทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อขายคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา นายพิชิตในฐาน
ชีวิตเริ่มต้นมาจากคำว่า “ศูนย์” นั่นคือ ข้อสรุปสั้นๆ บนเส้นทางชีวิตต้องสู้ของเกษตรกรต้นแบบในเขตปฏิรูปที่ดิน เจ้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชาลุ่มน้ำยมในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ชื่อ ประดิษฐ์ นันท์ตา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ 5 บ้านแม่พร้าว ตำบลบ้านหวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง “ผมเป็นคนจังหวัดแพร่ ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดลำปางเพราะพี่ชายชวนมา ในปี 2545 ผมกับครอบครัวมาแบบไม่มีอะไรเลย ที่ดินทำกินของตนเองก็ไม่มี เริ่มต้นผมมาเช่าที่ดินของคนรู้จักทำกินก่อน ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ ปีแรกที่ลงทุน เจ๊งครับ กู้เงินมาลงทุน 30,000 บาท ขายข้าวโพดได้ 15,000 บาท” “ไม่ท้อครับ สู้ต่อ สู้มาอีกหลายปี จนชีวิตเริ่มดีขึ้น เพราะได้รับคัดเลือกจาก ส.ป.ก. ให้ได้รับสิทธิ์ในที่ดินของ ส.ป.ก. จำนวน 30 ไร่” หลังจากมีที่ดินเป็นของตนเอง เขาได้เริ่มต้นเดินตามแนวทางที่วาดฝันไว้ “เพราะได้ความรู้ได้เปิดโลกให้กว้างขึ้นด้วยการสนับสนุนของ ส.ป.ก. ทั้งการเข้ามาให้ความรู้ที่สวน และการพาไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยึดมั่นในการว
คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเก่ง ให้ข้อคิดหลักการทำเกษตรเบื้องต้นว่า “ทำการเกษตร ถ้ารู้จักจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะมีพื้นที่กี่ไร่ มีน้อย มีมาก ก็สามารถสร้างรายได้ อย่างไม่ขัดสนได้เช่นกัน คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ อยู่บ้านเลขที่ 100 หมูที่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เจ้าตัวบอกว่า หลังลาออกจากงาน ก็มาเริ่มลุยงานเกษตรแต่ความรู้งานเกษตรมีน้อยมาก รู้แค่ว่าอยากปลูกอยากขายเท่านั้น แต่ไม่รู้วิธีการอื่นๆ เพราะฉะนั้นก่อนลงมือทำ จำเป็นต้องเข้าอบรมตามแหล่งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ได้มีการลงสนามทำจริง ปลูกจริง ทำให้รู้ว่างานเกษตรกรรมนอกจากจะต้องสู้กับฝนฟ้าอากาศแล้ว ยังต้องสู้กับพ่อค้าคนกลางอีกด้วย กว่าที่ผลผลิตจะไปถึงมือผู้บริโภค ก็เสียเปรียบจนแทบไม่เหลืออะไร จึงได้ข้อคิดแล้วว่า หากคิดจะทำการเกษตร ก่อนลงมือปลูก คือต้องศึกษาหาตลาดก่อน ทางรอดของเกษตรกรคือ ต้องสามารถเป็นได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ได้ควบคู่กันไป “เมื่อเข้าใจวิธีการปลูกและการตลาดอย่างลึกซึ้งแล้ว จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ พืชที่เลือกปลูกเป็นอย่างแรกคือ มะนาว เนื่องจากเมื่อปี ’53 ตอนนั้นยังเรียนมหาวิทย
นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง และนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในปีนี้ผลผลิตทุเรียนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกในช่วงที่ผ่านมา ในเบื้องต้นประเมินผลผลิตทุเรียนอยู่ที่ 1,100,000 ตัน เสี่ยงเจอผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพอากาศร้อนสุดขั้ว พายุฤดูร้อนฯลฯ ผลผลิตอาจลดลง 15% หรือ ประมาณ 160,000 ตัน คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณ 8 – 9.5 แสนตัน แต่ผลผลิตก็ยังมากกว่าปีก่อน ประมาณ 10% “ผมเชื่อว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในทุเรียน ทั้งแคดเมียม และ BY 2 ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนในปีนี้ เพราะทุกวันนี้ ชาวสวนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจขั้นตอนปฏิบัติในสวนทั้งปฏิบัติตาม GAP และปัจจัยการผลิตมากขึ้นแล้ว ดังนั้นด้านตลาดส่งออกจึงไม่มีปัญหาอะไร” คุณวสันต์กล่าว นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง แสดงความห่วงกังวล ผลผลิตจะล้นตลาดในประเทศปีนี้ เนื่องจากประเทศไทยเผชิญภาวะภัยยาวนานตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เกิดภาวะแห้งแล้ง อากาศร้อน ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเพลี้ยไฟไรแดงค
หลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกเดินออกจากธุรกิจเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม เนื่องจากมองเป็นงานหนัก บางคนมองว่าไม่เท่ รวมถึงบางคนมองว่าเป็นงานยากในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สำหรับ นิ้ง-สิริยากร ธรรมจิตร์ บัณฑิตป้ายแดง เจ้าของแบรนด์ทุเรียน “ลูกสาวกำนัน” จ.จันทบุรี เลือกยืนหยัดกลับมาสานต่อธุรกิจสวนทุเรียนของครอบครัว กลายเป็น New Gen ยุวเกษตรกร ที่มุ่งมั่นให้ธุรกิจเกษตรเติบโตอย่างมีนวัตกรรม นิ้งเล่าว่า เดิมเป็นเด็กที่ชื่นชอบงานด้านวิชาการ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วง ม.6 คุณพ่อไปเห็นทุนการศึกษา ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เพื่อเข้าศึกษาต่อคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (IAM) คณะที่ช่วยให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ สร้างรายได้สูง “ตอนแรกเคยตั้งคำถามว่า ถ้าเรียนด้านเกษตรกรรมเฉยๆ จะไหวหรือไม่ แต่ที่บ้านบอกเราชัดเจนว่า ไม่ได้อยากให้เรากลับมาเพื่อทำสวน แต่อยากให้มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม—” “—ทางคณะให้เราเรียนรู้ด้านเกษตรควบคู่กับธุรกิจ ไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎี แต่ให้เราได้เข้าสู่ภาคปฏิบัติจริงๆ ตลอด 4 ปี ทั้งการฝึกงานที่สวนทุเรียนในจังหวัดอื่น กา
“ ช่วงโควิด 19 ” คือ จุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเกษตรกรของ“สุไรนา บือราเฮง” เจ้าของ ชาช่า ออร์แกนิก ฟาร์ม จ.นราธิวาส เดิมเธอมีธุรกิจหลัก คือ นำเข้าสินค้าจากประเทศมาเลเซียมาจำหน่าย แต่ช่วงโควิด มาเลเซียประกาศปิดประเทศ งานประจำต้องชะงัก ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น จึงแบ่งพื้นที่เล็กๆ ของครอบครัวปลูกผักกินเอง เนื่องจากไม่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านการเกษตรเลย ลองผิดลองถูกศึกษาไป ทำไป สุดท้ายก็ได้ขายผลผลิต ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัว สุไรนา ตั้งเป้าหมายทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ปลูกผักปลอดภัยแบบที่ปลูกให้ครอบครัวทาน เธอมุ่งมั่น ตั้งใจ พัฒนาตัวเองอย่างมาก เริ่มต้นจากสมัครเรียนหลักสูตรการปลูกผักสลัดอินทรีย์ระยะสั้นที่ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพอำเภอยี่งอ สาขาวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส ปลายปี 2564 เธออยากมีเครือข่ายเพื่อได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตร จึงสมัครเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรรุ่นใหม่ 2565 Young Smart Famer และยื่นขอตรวจรับรองมาตรฐานการฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GAPสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยผักของฟาร์ม สุไรนา เป็นเกษตรกรต้นแบบ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียวที่ใช้
“มะม่วงอกร่องบ้านเสม็ดงาม” ช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน หากผ่านเส้นทางไปอู่ต่อเรือพระเจ้าตากที่บ้านเสม็ดงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนถึงอู่ต่อเรือฯ 4-5 กิโลเมตร สองข้างทางจะมีแผงมะม่วงอกร่องที่ชาวสวนนำมาวางขายหน้าบ้านเป็นระยะๆ คุณเพ็ญทิวา คุณวัฒน์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองจันทบุรี ให้ข้อมูลว่า มะม่วงอกร่องบ้านเสม็ดงามเป็นมะม่วงน้ำกร่อย รสชาติหวานเฉียบเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มีปลูกเฉพาะหมู่ที่ 10 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองบัว ด้วยสภาพพื้นที่เหมาะสม ธรรมชาติเป็นเกาะล้อมรอบด้วยน้ำเค็ม เป็นน้ำกร่อย ดินชายฝั่งทะเล อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มะม่วงอกร่องที่นี่ปลูกกันมานาน บางแห่งต้นอายุร่วม 100 ปี ระยะหลังมีปลูกมะม่วงอกร่องและพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่นเพิ่มเติม ก่อนนี้ชาวบ้านเก็บขายตลาดในตัวเมืองจันทบุรี ราคาลูกละ 1-1.50 บาท ต่อมา “มะม่วงอกร่องบ้านเสม็ดงาม” เริ่มติดตลาด เพราะรสชาติอร่อย หวาน หอม อบต.หนองบัวได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกและจัดงานเทศกาลมะม่วงอกร่องบ้านเสม็ดงาม และมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านไปเที
ต้นสาคูเป็นพืชตระกูลปาล์มเกิดในที่ชุ่มน้ำจืดสามารถพบทั่วไป บริเวณริม ห้วย หนอง คลอง บึงในหลายจังหวัดภาคใต้เช่น จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา สตูล ฯลฯ ต้นสาคู ในฐานะพืชชุ่มน้ำ เปรียบเสมือน “ฝายเก็บกักน้ำ”ตามธรรมชาติ เรียกว่า หากพื้นที่ไหนปลูกต้นสาคูไว้ น้ำไม่เคยแห้งเลยทีเดียว ต้นสาคูสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ปลายยอดสุดโคนรากเลยทีเดียว ชาวบ้านในพื้นที่ต่างมองเห็นคุณค่าและใช้ประโยชน์ปาล์มสาคูในวิถีชีวิตได้อย่างกว้างขวาง ต้นสาคู ใช้เป็นพืชอาหาร – ใช้ยอดอ่อนทำเป็นอาหาร ยอดอ่อนที่มีอายุ 4-5 ปี นำมารับประทานโดยใช้ประกอบอาหาร ลำต้นใช้ผลิตแป้งสาคูสำหรับทำขนม หรือใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น หมู เป็ด ไก่ เมื่อต้นปาล์มสาคูตายก็พบมีแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งมาเจาะกินแกนในของลำต้น พร้อมวางไข่ เรียกว่า ด้วงสาคู ชาวบ้านนิยมเก็บตัวอ่อน มารับประทานเพราะมีโปรตีนสูง ต้นสาคู เป็นยาสมุนไพร -ใช้รากทำยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะรากแขนงที่เชื่อว่ารักษาอาการปวดศีรษะได้ ส่วนผลต้นสาคู มีรสเปรี้ยวและฝาดเล็กน้อยสามารถลดความดันโลหิตสูงและบรรเทาอาการเป็นโรคเบาหวานได้ ต้นสาคู เป็นที่อยู่อาศัย
