พืชทำเงิน
ทุเรียน เป็นไม้ผลที่มีแหล่งดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู ก่อนจะกระจายพันธุ์ไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยคาดว่า ได้รับสายพันธุ์ทุเรียนมาจากประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำมาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา ในอดีตไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้า ประมาณ 60-80 พันธุ์ เท่านั้น ในปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลงและหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ ทุเรียนสายพันธุ์โบราณ โดดเด่นเรื่องความทนทาน โรค-แมลง และการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เพราะถูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์มาจากเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอดีต ช่วงที่นักวิชาการไปเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณจากแหล่งผลิตที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ขณะที่บางสวนมีทุเรียนต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก 100-200 ปี ก็เคยเจอมาแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวม
ฟักทอง ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งทางด้านโภชนาการ ใช้ประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน และตอบโจทย์เรื่องของรายได้ ถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกสร้างรายได้ที่น่าสนใจให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ ฟักทอง ยังเป็นพืชที่ให้ผลผลิตตอบแทนต่อไร่สูง ลงทุนน้อย ทำเงินไว และที่สำคัญตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีความต้องการอีกมาก ปลูกได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว หากเรียนรู้เทคนิคการปลูกที่ถูกต้อง สามารถสร้างเงินหลักล้านให้กับเกษตรกรได้แบบง่ายๆ คุณวิสานนท์ เพิ่มพูน ผู้รวบรวมผลผลิตฟักทอง ประเทศไทย อาศัยอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด พัฒนาตนเองจากลูกจ้างขนฟักทอง ค่าแรงหลักร้อย สู่การเป็นผู้รวบรวมผลผลิตฟักทองที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน โดย คุณวิสานนท์ เริ่มลงทุนปลูกฟักทองครั้งแรกคือ พันธุ์ ทองอำพัน 346 ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ถึงปัจจุบันมีความรู้เรื่องสายพันธุ์ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ มีการจัดการแปลงที่เหมาะสม จนประสบความสำเร็จ ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ใช้เมล็ดแค่ 1 กระป๋อง บนพื้นที่ 2 ไร่ สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 8 ตัน มากที่สุดในโซนจังหวัดร้อยเอ็ด “ตั้งแต่ปลูกฟังทองมาร่วม 20 ปี สายพันธุ์ที่ตลาดรองรับมาตลอด ขายดีตลอดกาลคือ ทองอำไพ
เป็นผู้หญิงเก่งอีกคนของภาคอีสาน ที่มีรางวัลการันตีมากมาย ล่าสุด คุณพิมพา มุ่งงาม วัย 53 ปี เกษตรกรจากบ้านดวน อำเภอน้ำอ้อม จังหวัดยโสธร เจ้าของ “สวนพ่อพอเพียง” ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 9 ด้านเกษตรกรรม (ข้าวหอมมะลิอินทรีย์) ประจำปี 2561 ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปี 2558 คุณพิมพา มุ่งงาม ได้รับรางวัล “คนดีศรีเมืองยศ” สาขาส่งเสริมองค์กรชุมชนเข้มแข็ง จากผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และในปีเดียวกันยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “ปราชญ์ชาวบ้านดีเด่น ด้านเกษตรกรรม” จากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร เปิดสวนพ่อพอเพียง เป็นศูนย์เรียนรู้ สาเหตุที่ คุณพิมพา ได้รับรางวัลเหล่านี้ เพราะนอกจากเจ้าตัวจะทำเกษตรอินทรีย์จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปี 2540 จนประสบความสำเร็จแล้ว ยังได้เผื่อแผ่ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ตรงส่งต่อไปถึงเกษตรกรในพื้นที่และผู้คนที่สนใจทั่วไปด้วย โดยใช้ “สวนพ่อพอเพียง” ในเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท
กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในตำบลต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ สำหรับ ตำบลโคกม่วง มีแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหลายแห่ง เช่น 1. สวนป่าครัวเรือนเกษตรอินทรีย์ หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 2. แหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร 73/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง ยังได้เผยแพร่แนวคิดเกษตรอินทรีย์สู่วิถีชีวิตเกษตรกรและนักศึกษา กศน. โดยจัดคณะไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ กับ คุณประภาส สุวรรณรัตน์ ณ บ้านเลขที่ 94/1หมู่ที่ 4 บ้านโคกสัก ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา อย่างสม่ำเสมอ “ประภาส สุวรรณรัตน์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้านเกษตรผสมผสาน คุณประภาส สุวรรณรัตน์ เป็นอดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านปักคล้า เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่จำกัด ได้ผลผลิตดี สามารถปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ให้
ปัจจุบัน มีคนนิยมดื่มกาแฟกันมาก และในประเทศไทยก็มีการปลูกกาแฟเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ในจังหวัดพะเยาก็มีแหล่งปลูกกาแฟหลายพื้นที่ รวมถึงที่บ้านผาแดง ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ ก็ปลูกกันมานาน ส่งขายให้กับผู้ผลิตและโรงงานคั่วบดกาแฟเพื่อชงขายให้กับคอกาแฟทั่วไป ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกบ้านผาแดงนับสิบล้านบาท การปลูกกาแฟในภาคเหนือได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวง เพื่อทดแทนการปลูกพืชเสพติด โดยเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตันกาแฟกะลา ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี การพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟอาราบิก้าของโครงการหลวงได้นำมาเป็นต้นแบบการผลิตกาแฟอาราบิก้าจากประเทศโคลัมเบียมาใช้ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่ใกล้เคียงกับพื้นที่สูงของไทย โดยประเทศโคลัมเบียมีการพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟมายาวนาน และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟคุณภาพดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน การปลูกกาแฟของโคลัมเบียจะปลูกบนพื้นที่สูง 1,200-1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย 19-21.5 องศาเซลเซียส และจะปลูกต้นกล้วยควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นร่มเงาและมีรายได้จากกล้วย ร่
จากสาวพนักงานโรงงานที่จังหวัดชลบุรี คุณอำพร เหล่าลุมพุก ปัจจุบันอาศัยอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ผันตัวเองกลับภูมิลำเนาพร้อมสามี มาทำการเกษตร จากเดิมปลูกข้าว ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และภัยแล้ง จึงหันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่นา หันมาปลูกอ้อยคั้นน้ำ เมื่อปี 2562 สายพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ที่ให้ผลผลิตสูง ทนแล้ง รสชาติดี สีสวย หอม หวานอร่อย คั้นขายเอง สร้างรายได้หลักแสนต่อไร่ นับว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่คิดต่าง และลงมือปลูกเอง ค้นหาข้อมูลและปรึกษากับนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร แล้วขายด้วยตนเอง ถือว่าเป็น Smart Farmer คนเก่งของจังหวัดเชียงราย อ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 นั้น เป็นอ้อยที่มีลักษณะลำต้นสีเขียวอมเหลือง ลำปล้องทรงกระบอก หัวท้ายเสมอค่อนข้างยาวถึงยาวมาก ไม่มีร่องหรือรอยบุ๋มบริเวณตาหรือข้อ อายุเก็บเกี่ยว 8-10 เดือน หลังปลูก ซึ่งถือว่าเป็นระยะให้น้ำอ้อยที่มีคุณภาพ และปริมาณมากที่สุด สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย มีการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศท้องถิ่นได้ดี เจริญเติบโตได้เร็ว อัตราการแตกกอดี ได้มาก 12,000-12,500 ลำ ต่อ พื้นที่ปลูก 1 ไร่ รวมทั้งสามารถไว้ตอปล่อยให้แตกหน่
ไปอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หวนให้คิดถึง “ส้มจุก” ที่เรียกกันติดปากว่า “ส้มจุกจะนะ” ผลไม้ที่จัดว่าเป็นผลไม้โบราณไปแล้ว เพราะหาซื้อกินยาก ไม่ได้มีวางขายตามแผงผลไม้ทั่วไป หากจะซื้อกินให้ได้ก็น่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงสวน ในพื้นที่อำเภอจะนะ เพราะผลผลิตที่ออกมาในแต่ละขั้ว ถูกจับจองเกือบหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงแผงค้าเสียด้วยซ้ำ และหากเดินทางไปถึงสวน ก็อาจจะต้องรอคิว เพราะแม้แต่คนในพื้นที่เองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเข้าคิวซื้อส้มจุกจะนะด้วยเหมือนกัน สำนักงานเกษตรอำเภอจะนะ นำทีมเทคโนโลยีชาวบ้านเข้าถึงสวนส้มจุกที่ยังมีผลผลิตต่อเนื่อง และเป็นสวนที่ปราศจากเคมี มีการดูแลโดยวิธีธรรมชาติ และได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ สำนักงานเกษตรอำเภอจะนะ ให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกส้มจุกจะนะ ว่า ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอจะนะ มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกส้มจุกจะนะไว้ทั้งสิ้น 65 ราย คิดเป็นพื้นที่ 162 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เน้นปลูกส้มจุกจะนะปลอดสารเคมี แต่ยังพบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาแมลง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณ 200,000 บาท สำหรับขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ถุงห่อส้มจุกป้องกันแมลง ทั้ง
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจอยากปลูกมะรุมไว้บริโภคในครอบครัว แต่ผมไม่มีพื้นที่มากพอ จึงอยากทราบว่า ผมจะปลูกนกระถางจะได้หรือไม่ ถ้าหากปลูกได้ต้องปฏิบัติอย่างไร คุณหมอเกษตรโปรดอธิบายให้เข้าใจด้วย แล้วผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต่อไปครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง วิรัตน์ วีระโชติ นนทบุรี ตอบ คุณวิรัตน์ วีระโชติ มะรุม มีประโยชน์มากมาย ใช้บริโภคได้ตั้งแต่ใบอ่อน ดอก ฝักอ่อน และฝักแก่ หรือแม้แต่เมล็ดยังสามารถนำไปสกัดน้ำมันได้อีกด้วย นอกจากนี้ มะรุมยังปลูกง่าย เติบโตเร็ว และทนต่อโรค แม้แต่ปลูกในกระถางก็ให้ผลดีและอยู่ได้หลายปี วิธีปลูก คัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ และแก่เต็มที่ หากหาพันธุ์อินเดียจะยิ่งดี เพาะเมล็ดที่เตรียมไว้ลงในถุงเพาะชำ สีดำ มีวัสดุปลูกที่ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี หลังเมล็ดงอกประมาณ 2 เดือน ต้นกล้าจะเลื้อยและทอดยอดสูง หรือยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ให้ใช้มีดคมและสะอาดตัดต้นให้เตี้ยลง เหลือเพียง 12 เซนติเมตร ผูกกับหลักไม้ขนาดพอเหมาะ ให้ต้นตั้งตรง อีกไม่นานต้นกล้าจะแตกยอดใหม่ออกมาด้านข้างใต้รอยตัดลงมาเล็กน้อย บำรุงต่อไปอีก 2-3 เดือน ต้นกล้าจะแข็งแรง สมบูรณ์ ลำต้นม
ปัจจุบัน การทำสวนยางพารามีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก เนื่องจากปุ๋ยเคมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อปุ๋ยเคมีใส่ยางพาราให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร ทำให้ได้รับผลผลิตตกต่ำ รายได้ลดลง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก แต่มีเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ที่ไม่ยอมแพ้ คิดค้นวิธีการที่จะลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของปุ๋ยเคมี โดยหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพแทน คุณลุงสุริยา เพชรเกษม อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ซึ่งได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ทำการเกษตรไร่นาสวนผสม โดยการเลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผลและยางพารา ได้ตัดสินใจเลิกใช้ปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดหลักการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ต้นทุน 2,000 บาท/พื้นที่ปลูกยางพารา 10 ไร่ ผลผลิตที่ได้รับ 26 กิโลกรัม/วัน สูตรน้ำหมักชีวภาพที่ใช้บำรุงต้นยางพารา ประกอบด้วย 1. กล้วย จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 5 บาท 2. ปลา จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท 3. ฟักทอง จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท 4. มะละกอ จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท 5. กากน้ำตาล จำนวน 1 ก
หลายมุมของเมืองไทยเรา ที่มีร้านอาหารตามสั่ง มีเมนูมากมายให้เลือก สำหรับคนหิวข้าว แม้ไม่ใช่คนที่หิวโหย เพียงแต่ท้องมันเรียกร้องหาอาหาร เพื่อให้อิ่มท้องมีกำลังในการดิ้นรนไปตามเส้นทางชีวิตของตน มีหลายคนที่เข้าไปถึงร้านอาหารแล้ว ต้องใช้เวลาพักใหญ่ มองดูเมนูอาหาร เลือกกับข้าวที่จะกิน และหลายคนที่เข้าไปถึงร้านข้าวแล้วสั่งทันที เหมือนกับว่าจะเป็นคนคุ้นเคย ประเภทที่สั่งโดยไม่ต้องเลือกเมนูและตัดสินใจ จนพรรคพวกหลายคนเรียกมันว่า สั่งอาหารสิ้นคิด โถ!มันก็เป็นแค่ “กะเพราไก่ไข่ดาว” คิดยากนะนี่ คำว่า “กะเพรา” เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง อยู่ในกลุ่มพืชผักสวนครัว มักมีคนเขียนผิดเป็น “กระเพา” มั่งก็ “กระเพรา” ก็เขียนเมนูอาหารให้มันถูกก็แล้วกัน แต่ถึงบางทีแม้เมนูจะเขียนผิด แม่ค้าก็มักจะแย้งกลับว่า แล้วมันใช่อันเดียวกันหรือไม่ สั่งอาหารแล้วมาเสิร์ฟให้เหมือนกับที่ต้องการหรือไม่ ก็ว่ากันตามสะดวก วกกลับมาเรื่องกะเพรา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งสมุนไพร” เป็นพืชที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ใช้เป็นพืชผักประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสานยารักษาโรค เป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ และบำรุงธาตุในกาย เป็นยารักษาโรคทั้งภายใ
