พืชทำเงิน
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีดูแลกล้วยไม้แก่เกษตรกรผู้ประสบปัญหาฝนแล้ง – น้ำทะเลหนุนปะปนในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ หวั่นซ้ำรอยปี 58-59 นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ฝนแล้งน้ำทะเลหนุนเมื่อปลายปี 2558 – กลางปี 2559 ทำให้น้ำทะเลปะปนลงในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ จนสร้างความเสียหายให้กับชาวสวนกล้วยไม้ใน อำเภอบางเลน และอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม อำเภอไทรน้อย บางใหญ่ บางกรวย และอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการใช้น้ำที่มีค่าความเค็มหรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) สูงเกินกว่า 750 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร มารดต้นกล้วยไม้ ส่งผลให้รากกล้วยไม้เริ่มไหม้ ใบมีสีเหลือง เริ่มเหี่ยว และไม่เจริญเติบโต กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับเกษตรกรซ้ำรอยกับเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้เตรียมตัวรับมือเพื่อลดความเสียหายหากเกิดปัญหาฝนแล้งน้ำทะเลหนุนปะปน ด้วยวิธีดังนี้ 1. เพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำ เช่น ขุดบ่อเพิ่ม เพิ่มความลึกของบ่อเดิม หรือรักษาความสะอาดกำจัดวัชพืชบริเวณพื้นที่ว่างใต้โต๊ะเลี้ยงกล้วยไม้ ใ
ในระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงโม เมล่อน แคนตาลูป ฟักทอง มะระจีน และบวบ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันหนอนชอนใบ และด้วงเต่าแตงแดง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลแตง สำหรับแมลงวันหนอนชอนใบ มักพบตัวหนอนชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งใสอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช กรณีระบาดรุนแรง จะทำให้ใบเสียหายและร่วงหล่น ซึ่งอาจมีผลต่อผลผลิตได้ หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรเก็บเศษใบพืชที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากหนอนชอนใบและดักแด้หนอนชอนใบที่อาศัยอยู่ตามเศษใบพืชบนพื้นดินจะถูกทำลายไปด้วย จากนั้นให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังด้วงเต่าแตงแดง จะพบตัวด้วงเข้าทำลายแทะกัดกินใบยอด หากระบาดรุนแรง อาจทำให
กรณีปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ปริมาณการใช้ยางลดลง สวนทางกับไทยที่มีผลผลิตยางเพิ่มขึ้น จากการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในอดีต พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ว่า เกษตรกรไทยปลูกยางเป็น “พืชเชิงเดี่ยว” เป็นส่วนมาก เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวน จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนอย่างรุนแรง แนวทางการแก้ไขยางพาราอย่างยั่งยืน คือส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “พืชทางเลือก” เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ปลูกพืชเชิงซ้อนอื่นๆ หรือทำประมง ฯลฯ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มควบคู่กับการปลูกยาง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลกำกับด้านการปลูกยางพาราโดยตรง ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงนโยบายของรัฐบาลสู่ภาคปฏิบัติ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มาทำ “เกษตรผสมผสาน” ตามศาสตร์พระราชา เพื่อก้าวไปสู่ เกษตร 4.0 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล ทั้งนี้ ภาครัฐได้สนับสนุนสินเชื่อให้เกษต
ระยะนี้จะมีอากาศเย็น มีลมแรง และมีหมอกในตอนเช้า กรมวิชาการเกษตร แนะให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาวเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝักลายจุด โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วออกดอกและติดฝัก สำหรับเพลี้ยอ่อน มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยวและแกร็น หากพบการระบาด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับ หนอนเจาะฝักลายจุด จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่เจาะเข้าไปกัดกินภายในดอกอ่อน ต่อมาจะกัดกินส่วนของดอกและเกสรดอก ทำให้ดอกร่วงหล่น เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในฝักส่วนที่เป็นเมล็ดอ่อน ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ แนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรใช้วิธีกล โดยก่อนปลูกพืชประมาณ 2 สัปดาห์ ให้เกษตรกรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นาน เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาจหลงเหลืออยู่ในแปลงปลูก หากพบการระบาด ใ
“มะขามหวาน” เป็นพืชเอกลักษณ์และพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์มาแต่ดั้งเดิม จนได้ชื่อว่า เมืองมะขามหวาน เมื่อเอ่ยถึงเมืองมะขามหวานประชาชนโดยทั่วไปก็เข้าใจเป็นอย่างเดียวกันว่า หมายถึง เมืองเพชรบูรณ์ “มะขามหวาน” เป็นไม้ผลที่มีทรงพุ่มขนาดใหญ่ ปลูกได้ดีในสภาพพื้นที่ฝนตกไม่ชุกมากนัก ดินที่เหมาะสมในการปลูกมะขามหวานควรเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ทั้งมีฝนตกไม่ชุกนัก มะขามหวานจึงเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อรามารบกวนเหมือนพื้นที่อื่นๆ มะขามหวานจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากปลูกไปแล้ว 4 ปีขึ้นไป และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี ตั้งแต่ติดดอกจนถึงดอกบานจะใช้ระยะเวลาประมาณ 20 วัน หลังจากดอกบานจนถึงฝักแก่จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ต้นอายุ 10 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 100 กิโลกรัม ผลผลิต 1 กิโลกรัม จะมีประมาณ 30-45 ฝัก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ในทุกๆ ปี ประกอบกับในดินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่
สวัสดีค่ะ หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” กันมาแล้ว ซึ่งโครงการนี้มีความหมายคือ 9 หมายถึง รัชกาลที่ 9 และ 10 หมายถึง รัชกาลที่ 10 คือในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และ 1 คือ ปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาใช้พัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในรูปแบบชุมชนเกษตรกร โดยใช้กิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เน้นกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร เรียนรู้การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชน และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาพื้นที่ ฉบับนี้รันตีจึงอาสาพาท่านผู้อ่านไปชม โครงการ 9101 ที่กำลังเดินหน้าไปอย่างสวยงาม โดยมีผู้นำชุมชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ใส่พลังขับเคลื่อนเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน ตามรันตีมาเลยค่ะ บ้านไตรรัตน์ ที่ราบสูงบนภูเขา พาท่านมาที่ บ้านไตรรัตน์ หมู่ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่สภาพเป็นที่ราบสูงและภูเขา ดินมีลักษณะเป็นสีแดง แหล่งน้ำที่สำคัญคือ
สวัสดีครับ แฟนพันธุ์แท้เทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับนี้จะได้นำท่านเข้าสู่พื้นที่เมืองหนองหารหลวง…จังหวัดสกลนคร ด้านอาชีพเกษตรกรรมมีหลากหลาย เนื่องมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เกิดผลผลิตการเกษตรมากมาย ผมจะขอพาท่านไปเที่ยวชมสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกของเกษตรกรที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท คุณยอดชาย บุญรักษา เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ของจังหวัดสกลนคร “แบบอย่างของเกษตรกร มีการพัฒนาสู่การเกษตรที่ทันสมัย ใส่ใจเทคโนโลยี พลิกปฐพีให้เป็นทอง” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จากเด็กหนุ่มที่สู้ชีวิต ในครอบครัวเกษตรกรมาตั้งแต่วัยเยาว์ อาชีพการเกษตรจึงอยู่ในสายเลือดของ คุณยอดชาย บุญรักษา เกษตรกรรุ่นใหม่ อายุ 42 ปี ความคิดริเริ่มในการทำสวนมะม่วงเพื่อส่งออก อดีตเดิมเคยทำสวนมะขามหวาน แต่เนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศไม่ดี ทำให้ผลผลิตของมะขามหวานเสียหาย และราคาตกต่ำ จึงคิดหาพืชอื่นมาปลูกทดแทน ปี 2540 ได้ศึกษาหาความรู้จากการไปอบรมการผลิตมะม่วงนอกฤดูกับบริษัทเอกชน และได้อ่านในเอกสารวิชาการทางราชการ ได้ตัดสินใจนำมะม่วงน้ำดอกไม้ทะวาย เบอร์ 4 มาปลูกทดแทนมะขามหวาน และจำหน่ายผลผลิตเอง ต่อมาในปี 2548 ได้พัฒนาการผลิตด้วย
หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงชนิดหนึ่ง ประเทศไทยส่งออกทั้งแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง ตามสถิติที่ผ่านมา มีพื้นที่เพาะปลูก 25,000 ไร่ ปริมาณการผลิต 37,685 ต้น ประเทศผู้นำเข้ามากที่สุดและลดหลั่นกันไปตามลำดับ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา ส่วนอาการของโรคที่คุณเล่ามา เรียกว่า โรคลำต้นไหม้ในหน่อไม้ฝรั่ง เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง การระบาดมักพบในฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง สปอร์ของโรคสามารถปลิวไปในอากาศและไหลไปตามน้ำได้ มีความสามารถอาศัยอยู่ในซากได้ข้ามปี วิธีป้องกันกำจัด ให้รักษาความสะอาดในแปลงปลูกอยู่เสมอ ต้องถอนต้นที่เป็นโรคออกมาเผาทำลายทิ้งไป ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม หากปลูกพืชหมุนเวียนในแปลงได้จะยิ่งดี การใช้สารเคมี ให้เป็นตัวเลือกสุดท้ายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง ให้ฉีดพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม 50 เปอร์เซ็นต์ เอสซี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ สลับกับคอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ 80 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ห่างกัน 1 สัปดาห์ และต้องห้ามฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 5-7 วัน ครับ
โดยปกติแล้วภาคเกษตรกรรมไม่ได้ต่างจากภาคธุรกิจอื่นที่จำเป็นต้องยึดกลไกตลาดซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้บริโภค แต่ในภาวการณ์ปัจจุบันถือว่าภาคเกษตรกรรมมีส่วนสำคัญเพราะเป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทั้งโลก ขณะเดียวกัน หากผลิตอาหารที่ไม่ปลอดภัยก็อาจนำไปสู่การบั่นทอนสุขภาพ พร้อมกับโรคภัยต่างๆ ตามมา ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงมีความพยายามที่จะใส่ใจต่อสุขภาพร่างกายด้วยการเริ่มต้นที่การบริโภคอาหาร แล้วหันมาใส่ใจแล้วเลือกซื้อกับแหล่งผลิตอาหารต้นทางที่มีความเชื่อถือได้เท่านั้น แนวทางนี้จึงมีลักษณะสอดคล้องกับความคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่ว่า “รู้จักเขา เรามีสุข” ด้วยระบบตลาดของการเกษตรในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีชื่อเรียกว่า “FARM•TO” (ฟาร์มโตะ) คุณอาทิตย์ จันทร์นนทชัย หรือ คุณโต ผู้ดูแล FARM•TO ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มโตะคือช่องทางการขายผลผลิตเกษตรรูปแบบใหม่ที่เชื่อมเกษตรกรและผู้บริโภคเข้าหากัน ผ่านวิธีการ “ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิตการเกษตร” เพื่อให้ทั้งคู่ได้ช่วยเหลือและดูแลผลผลิตไปด้วยกัน โดยหากผู้บริโภคต้องการใกล้ชิดผลผลิตก็สามารถเดินทางมาเยี่ยมชมแล้วเช็กพิกัดพื้นที่การเพาะปลูกได้จากในระบบ กระทั่งเมื
หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ดีในเมืองไทย เพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืช ที่ต้องการแสงแดดจัด อุณหภูมิกลางวัน 24-25 องศาเซลเซียส ส่วนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,600 มิลลิเมตร ต่อปี ปัจจุบันมีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ระยอง และนครราชสีมา แหล่งปลูก แหล่งผลิตที่เหมาะสมสำหรับผลิตหน่อไม้ฝรั่งคือ ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำสะอาดอย่างพอเพียงตลอดปี เป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูงจนถึงปานกลาง ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี หน้าดินลึกอย่างน้อย 75 เซนติเมตร มีความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 6.0-7.5 หรือมีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างอย่างอ่อนๆ เกือบเป็นกลาง การเตรียมดิน การเตรียมดินปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยวิธีไถดะไถแปร และตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วไถพรวนย่อยดินให้แตกละเอียด พร้อมหว่านปูนขาว อัตรา 100-150 กิโลกรัม ต่อไร่ พร้อมใส่ปุ๋ยคอกเก่าอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ไถคลุกเคล้าลงในดินอย่างทั่วถึง การเตรียมต้นกล้า ปัจจุบันนิยมเพาะหน่อไม้ฝรั่งในถุงเพาะกล้าสีดำ ขนาด 4×6 นิ้ว ภายในถุงบรรจุวัสดุ ประกอบด้
