พืชทำเงิน
ทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เป็น 3 ขั้นตอน ในขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของทฤษฎีใหม่ เป็นขั้นตอนของการผลิตทางการเกษตรโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรมีอาหารอย่างเพียงพอสำหรับบริโภคในครอบครัว คุณสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร เล่าให้ฟังว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ในปี 2560 โดยการนำของผู้บริหาร และพร้อมกับทีมงานเพื่อนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย หรือพนักงาน ได้ร่วมจัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา เกษตรกลาง บางเขน ระหว่างวันที่ 15-17 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมให้กับประชาชนหรือเกษตรกรที่มาร่วมงานได้รับความรู้และเสริมสร้างประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนวิถีสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน ในงานมีเกษตรกรต้นแบบและปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จใน
ชมภาพชาวบ้านเมืองเจี้ยนเต๋อ มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน กำลังเก็บดอกเก๊กฮวยบนพื้นที่ 6.3 เอเคอร์ เพื่อนำไปทำชาดอกเก๊กฮวย ปัจจุบันการปลูกดอกไม้ชนิดนี้ถือเป็นธุรกิจที่กำลังโดดเด่น ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาโดยรัฐบาลท้องถิ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งของเกษตรกร และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนพื้นที่ชนบทแห่งนี้ ดอกเก๊กฮวย หรือ เบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum Linn. ในวงศ์ Compositae) หรือ เบญจมาศหนู (Chrysanthemum morifolium Ramat. ในวงศ์เดียวกัน) วิธีทำน้ำเก๊กฮวย นำดอกเก๊กฮวยอบแห้ง 5-10 ดอก ลงไปต้มในหม้อกับน้ำประมาณ 2 ลิตร นาน 5 นาที แล้วกรองออก เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลกรวดลงไปเพื่อเพิ่มความหวานตามแต่ชอบ หรือจะเพิ่มความหอมโดยใช้ใบชาหรือเตยลงไปด้วยก็ได้ รับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น ประโยชน์ของน้ำเก๊กฮวยมีหลายประการ นอกจากความหอมสดชื่นแก้กระหายแล้ว ยังเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ในตำราการแพทย์แผนจีน ช่วยในการระบายและย่อยอาหาร ช่วยขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เลี้ยงหัวใจ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคเส้นเลือดตีบ และโรคหัวใจไ
“น้ำ อุณหภูมิ และแสงแดด” นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อผลผลิต คุณภาพ และการเก็บเกี่ยวของอ้อย ทั้งนี้ พื้นที่เพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก หากเจอภัยแล้งอาจสร้างความเสียหายต่อตออ้อยและอ้อยปลูกได้ ดังนั้น การวางแผนปลูกอย่างถูกต้อง และปลูกในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ต้นอ้อยได้รับน้ำอย่างเพียงพอตลอดช่วงการเจริญเติบโต ผลผลิตอ้อยจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลออร์แกนิก และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ร่วมมือกันจัดทำ โครงการ วังขนาย-คูโบต้า พลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ ให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ลดปัญหาด้านแรงงานไปพร้อมๆ กัน ปลูกอ้อยอินทรีย์ ที่มหาสารคาม คุณนธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มวังขนาย เปิดเผยว่า กลุ่มวังขนาย ร่วมมือกับสยามคูโบต้า จัดโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการปลูกอ้อยอินทร
อดีตสาวโรงงาน ปลูกผักชีฝรั่งกิโลกรัมละ 50 รายได้งาม วันนี้ 23 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า ช่วงต้นฤดูหนาวนี้ได้รับแจ้ง มีเกษตรกรปลูกผักสวนครัว สร้างรายได้ดี โดยเฉพาะผักชีฝรั่ง มีผู้ปลูกทำเงินสร้างรายได้มากกว่าแสนบาท จึงลงพื้นที่พบนางศิริพร คล้ายเจริญ อายุ 44 ปี เลขที่ 46หมู่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตสาวโรงงาน ที่ผันชีวิตสาวโรงงานหันมาทำการเกษตรกรรมแบบอินทรีย์แบบผสมผสาน สร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนใช้แรงงานในบ้านกับสามี ไม่ได้ว่าจ้างใคร ผลตอบรับได้ผลเกินคาด จากการทดลองปลูกผักชีฝรั่งในที่ดินว่างเปล่า 1 ไร่เศษ ครั้งแรกขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท รับเงินสดมาแล้วเป็นๆแสนบาท นางศิริพร หรือ (เอ๋)กล่าวว่า “การปลูกผักชีฝรั่ง หรือ ที่เราเรียกกันอีกอย่าง ผักชีใบเลื่อย ไม่ยุ่งยากนักซื้อเมล็ดพันธ์มา กก.ละ1,500 บาท ใช้ปลูกในอัตรา 10 กก/ไร่ ผักชีฝรั่งจะเริ่มถอนได้ต่อเมื่อมีอายุ 3 เดือนพอดี วิธีการเก็บผักชี ฝรั่งจะใช้มือถอนเอานั่งถอน ซึ่งจะเลือกถอนเฉพาะต้นที่โตสมบูรณ์เต็มที่ โดยให้สังเกตดูว่าต้นจะยาวพอประมาณครึ่งศอก หรือ 25 ซม.มัดด้วยยาง
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นมนุษย์เงินเดือนลาออกจากงานประจำ หันมายึดอาชีพเกษตรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นอย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้คือ ก่อนปลูกพืชชนิดใด จะศึกษาหาความรู้ว่าพืชชนิดนั้นๆ เหมาะกับดินประเภทใด พร้อมหาตลาดรองรับไว้เรียบร้อย ซึ่งเมื่อมีการวางแผนและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบก็สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นผลกำไร ซึ่งถือเป็นรายได้ดีทีเดียว อย่าง คุณวิชิต ทองประสาร หรือ คุณแมน อายุ 41 ปี เจ้าของ “สวนไผ่ทองประสาร” และ คุณสุภาวดี บุญทศ หรือ คุณมด อยู่ที่ตำบลโคกสำราญ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สองสามีภรรยาที่เคยทำงานในบริษัทเอกชนมาก่อน โดยคุณแมนนั้นเป็นถึงผู้จัดการศูนย์รถยนต์มิตซูบิชิ ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุดท้ายเมื่อปลายปี 2557 ตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เพราะมองว่าแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด แต่ก็คือลูกจ้างอยู่วันยังค่ำ สู้ออกมาทำอาชีพอิสระเป็นเจ้าของกิจการเองดีกว่า ซึ่งวันหนึ่งลูกๆ ก็ยังสามารถสืบทอดต่อไปได้ จุดเด่น ไผ่ตงอินโดฯ คุณวิชิต เล่าที่มาที่ไปของการปลูกไผ่ตง สายพันธุ์อินโดฯ ว่า ก่อนหน้านี้ได้เริ่มศึกษาหาพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศ และสภาพดินข
ในประเทศไทย เราจะคุ้นเคยกับอาหารเผ็ดร้อนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เพราะวัฒนธรรมการรับประทานอาหารรสจัดจ้าน ซึ่งหมายถึงในจานอาหารเหล่านั้นจะมีพริกเป็นเครื่องปรุง เพื่อรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น จากสถิติแล้ว คนไทยจะบริโภคพริกประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าโดยรวมทั้งประเทศกว่า 30,000 ล้านบาท และมีการปลูกเพื่อส่งออกคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อปี ด้วยเหตุนี้ พริกจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของคนไทยที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากพริกสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย นอกจากพริกจะเป็นเครื่องเทศยอดนิยมแล้ว พริกยังจัดว่าเป็นสมุนไพรชั้นยอดเช่นเดียวกัน สรรพคุณของพริก ช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ในทางเภสัชวิทยานั้น สารสกัดจากผลพริก ซึ่งก็คือสาร capsaicinoids เป็นสารที่ให้ความเผ็ดและกลิ่น โดยประกอบด้วยสารต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบ แต่จะพบสาร capsaicin เป็นหลัก คิดเป็นประมาณ 60% จากทั้งหมด โดยจะพบสารนี้มากบริเวณไส้กลางของเมล็ดพริก ซึ่งปริมาณของสารนี้ขึ้นอยู่กับอายุของพริก จากรายงานวิจัยพบว่า พริกที่อยู่ในระยะผลอ่อนจะมีปริมาณนี้น้อยกว่
เคยกล่าวมาแล้วว่า การที่เราเอาสารเคมีหลายชนิดมาผสมกัน อาจจะเป็นผลเสียในเรื่องของประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะได้ผลไม่เต็มที่ คุณสุเทพ สหายา นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผสมสารเคมียังมีปัญหาอีกมากมายที่ทำให้การใช้สารเคมีไม่ได้ผล การเข้ากันไม่ได้กับวัสดุอุปกรณ์ที่เราใช้พ่นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เช่น สารเคมีที่พ่นเป็นละอองละเอียด เครื่องพ่นต้องใช้หัวฉีดพ่นรูเล็ก ถ้าเรานำสารเคมีไปผสมกับเชื้อราบิวเวอเรีย ไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นสารที่ต้องใช้หัวฉีดพ่นรูใหญ่ เมื่อเราไปผสมกันแล้วไปใช้กับถังพ่นที่มีหัวฉีดพ่นรูเล็ก พ่นไปสักพักหนึ่งหัวพ่นก็จะอุดตัน การพ่นไปที่แปลงพืชสารก็จะพ่นไปไม่ทั่วถึง เช่นนี้เรียกว่าเป็นการเข้ากันไม่ได้ทางวัสดุอุปกรณ์ ต้นทุนการผลิตสูง เพราะพ่นสารเคมีไม่ได้ผล ปัญหาการใช้สารเคมีที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดในตอนที่แล้ว ทำให้การพ่นสารเคมีไม่ได้ผล การนำสารเคมีมาผสมรวมกันแทนที่จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต ประหยัดสารเคมีและประหยัดแรงงาน กลับกลายเป็นเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น มีเกษตรกรเคยบอกว่า เมื่อวานพ่นยาฆ่าเพลี้ย
มะละกอพันธุ์แขกดำ ลักษณะเป็นทรงพุ่มเตี้ย แข็งแรง ความสูงประมาณ 2-4 เมตร ก้านใบสีเขียวอ่อน ลักษณะสั้นและแข็งแรง ก้านใบตั้งตรง ยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ใบหนากว่าพันธุ์อื่นๆ มีเส้นใบ 9-11 แฉก มีการออกดอกติดผลเร็ว ผลมีขนาดปานกลาง ส่วนหัวและปลายผลมีขนาดเท่ากัน ผลยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร ผลในขณะที่ยังดิบเปลือกมีสีเขียวเข้ม เปลือกหนา เนื้อหนา ผลสุกมีสีแดงอมส้ม เนื้อสีแดงเข้ม น้ำหนักผลประมาณ 0.60-1.70 กิโลกรัม เหมาะสำหรับบริโภคสุกและดิบ ในครั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้มานำเสนอเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ทำแล้วรวย แต่จะขอถ่ายทอดประสบการณ์ของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ไม่ย่อท้อต่อราคาและกลไกของตลาดที่มีทั้งดีและไม่ดี ผิดหวังมาก็หลายครั้ง สุดท้าย มาลงตัวที่มะละกอแขกดำ สร้างรายได้แบบพออยู่พอกิน คุณกิตติวัฒน์ รังสีวิสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 3 ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้ที่จะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำเกษตรที่ไม่ได้สวยงามนัก “อยากให้เกษตรกรที่ได้อ่านเรื่องของลุงกิตติวัฒน์แล้วมีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะลุงกิตติวัฒน์ก็เจ็บมาเยอะ กว่าจะตั้งตัวได้ ทำเกษตรอาจไม่รวย แต่เกษตรสอนให้เรารู
คุณเจริญพร ตราชัย อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวถนน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับงานทางด้านการเกษตรเหมือนทุกวันนี้ สมัยก่อนทำงานอยู่ที่ไตหวัน ต่อมาจึงได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งเขามีความชอบในเรื่องของการเกษตร จึงได้ยึดอาชีพเกษตรกรรมสร้างรายได้ “พอเราได้กลับมาอยู่ไทย ก็เลยมาจับงานทางการเกษตร เรียกว่าลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแตงโมฟักทอง ก็ทำมาหมด ตอนนี้ก็รู้สึกว่า มันดูแลยาก และที่สำคัญราคาของผลผลิตก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็เลยมามองว่าจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะถ้าปลูกแบบตามใจเรา สินค้าที่ขายได้ก็ไม่ได้ราคา จึงได้มีแนวการปลูกที่ปรับเปลี่ยนใหม่ คือเลือกพืชที่ตลาดต้องการ” คุณเจริญพร เล่าถึงความเป็นมา เมื่อจับทิศทางของตลาดที่จะจำหน่ายสินค้าได้แล้ว คุณเจริญพร บอกว่า จึงได้เปลี่ยนมาปลูกเมล่อน ข้าวโพดหวานญี่ปุ่นกับข้าวโพดทับทัมสยาม และมีสวนมะนาวบ้างเล็กน้อย โดยยึดเชิงเป็นเกษตรผสมผสานให้ภายในพื้นที่สวน มีการทำเกษตรที่หลากลหลาย ก็จะทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้หลายช่องทางมากขึ้นอีกด้วย โดยเมล่อนที่ปลูกจะใช้เป็นระบบโรงเรือน นำต้นกล้าเมล่อนมาปลูกลงในวัสดุปลู
เปิดมุ้งแค่ 2 ครั้ง คือตอนปลูกกลับช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ลดปัญหาการจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพและรักษาคุณภาพการผลิตได้ดี ลดการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช แมลงศัตรูพืชไม่สามารถเข้าไปได้ มีบางส่วนตัวที่เล็ดลอดเข้าไปได้ แต่จะไม่ใช่แมลงศัตรูพืช ที่สำคัญของผักกินใบ ไม่มีปัญหาเรื่องโรคพืช ไม่มีอาการของโรคพืชที่เกิดขึ้นบนใบทั้งในระยะกล้า และระยะเก็บเกี่ยว ลดการขึ้นของวัชพืช เมื่อปลูกซ้ำพื้นที่เดิมไปเรื่อยๆ ปริมาณวัชพืชจะลดลงไปเอง การให้ปุ๋ยและจุลินทรีย์ไปกับน้ำ ทำให้สะดวกไม่จำเป็นต่อการเปิดมุ้งเพื่อลดน้ำ หรือให้ปุ๋ยและจุลินทรีย์ แมลงภายในจะตายหมด พลางแสงด้วยซาแลนสีเขียว ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น เพิ่มธาตุอาหารในดิน เมื่อปลูกทุกครั้งต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในดินก่อนการปลูกใหม่เสมอ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณคเชนทร์ ม้าทอง เบอร์โทร 0979949144
