MOST POPULAR
แม้ชื่อจะชวนให้เข้าใจว่าเป็นพืชท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้ว “แตงกวาญี่ปุ่น” มีถิ่นกำเนิดจากแถบเอเชียและแอฟริกา ก่อนที่ญี่ปุ่นจะนำมาพัฒนาสายพันธุ์จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ และไร้รสขม จึงตอบโจทย์เมนูอาหารหลากหลาย โดยเฉพาะสายสุขภาพ ซึ่งความนิยมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศต้นทาง แต่ยังขยายอิทธิพลมาถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ปัจจุบันในไทยมีการส่งเสริมให้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่กลับพบปัญหาว่า ผลผลิตยังคงขาดตลาดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ คำถามคือ เหตุผลที่ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขายนั้น มาจากยอดขายที่พุ่งสูงเพียงอย่างเดียว หรือมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลและผลผลิตต่อไร่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย คุณแต๊ก-ศุภฤกษ์ บุญประสพ เกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตัดสินใจทิ้งอาชีพเซลล์ในเมืองกรุง กลับบ้านเกิดมารับช่วงต่อทำสวนแก้วมังกรกับครอบครัว จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงเข้ามาส่งเสริมการปลูกองุ่น เขาจึงเข้าไปอบรมหาความรู้ พร้อมตรวจสอบจนแน่ใจว่าน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและรวมก
องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ตัวเลขจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคน โดยเป็นผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ที่ 10 % คาดจำนวนผู้สูงวัยจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 16% ภายในปี 2593 ปัจจุบัน ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ เมืองไทยมีประชากรผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ของประชากรไทยทั้งประเทศ 66,057,967 คน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผู้สูงอายุในไทยเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ มีอำนาจทางการเงิน และมีอิทธิพลต่อคนในครอบครัว แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของ Aging Society ครอบคลุมทุกประเทศทั่วทุกมุมโลก ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและสุขภาพผู้สูงวัย เพราะภาวะสูงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของระบบช่องปาก คอหอย กล่องเสียง ทำให้ผู้สูงวัยมีอาการกลืนลำบาก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ หรือ ยา ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญอย่างเช่น โปรตีน ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแ
นวัตกรรมที่ดี ไม่ได้วัดกันที่ความแปลกใหม่เท่านั้น แต่ต้องตอบได้ว่า “ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นอย่างไร” “กล่องเลี้ยงชันโรง” ที่พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมกับนวัตกรชุมชน คือคำตอบของโจทย์นั้นอย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่เพียงอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงผึ้งชันโรง หากแต่เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บน้ำผึ้งชันโรงได้มากขึ้น ลดการสูญเสีย เพิ่มรายได้ และต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ให้กับคนในชุมชน ผลจากการดำเนินโครการวิจัยนวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงพร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเสริมสร้างพลังนวัตกรชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ที่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ได้ทำการพัฒนากล่องเลี้ยงชันโรง โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ หน่วยงานสังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนานวัตกรรม แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้คนในชุมชนสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างรายได้จริง “ก่อนหน้านี้ ผู้เลี้ยงชันโรงจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน คือกล่องเลี้ยงแบบเดิมไม่ส
ต้นอ่อนทานตะวัน พืชจิ๋วประโยชน์แจ๋ว อุดมด้วยสารอาหารสูง มีวิตามิน A, B, C, E ไฟเบอร์ และต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา และลดคอเลสเตอรอล ถือเป็น Superfood สำหรับสายสุขภาพอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือใช้เวลาเพาะเพียง 7 วัน ก็ตัดกินได้ทันที ต้นทุนต่ำ ใช้พื้นที่ไม่มาก เพาะมุมข้างบ้านก็ทำได้ ตอบโจทย์พนักงานประจำที่อยากหาอาชีพเสริม หรือคนพื้นที่น้อยที่มองหารายได้เพิ่ม นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างอาชีพที่น่าจับตามอง พี่นัน-นภัสวรรณ แสวงวุฒิพันธ์ เจ้าของ “ลุงนันกับป้านุ้ย ฟาร์มต้นอ่อนผักอร่อย” ซอยเคหะร่มเกล้า 29 แยก 5 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อดีตพนักงานออฟฟิศที่ตัดสินใจลาออกจากงานเพราะถึงจุดอิ่มตัว หันมาเริ่มต้นอาชีพเกษตรอย่างเต็มตัว พี่นันเล่าว่า ตอนลาออกยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรต่อ แต่ด้วยความชอบต้นไม้เป็นทุนเดิม ประกอบกับครอบครัวทำเกษตรมาก่อนจึงมีพื้นฐานติดตัว จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากรายการทีวีที่เผยแพร่เรื่องราวเกษตรกรเพาะต้นอ่อนทานตะวันรายได้ 10 ล้าน โดยบอกว่า “7 วันก็รวยได้” ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากสำเร็จแบบนั้นบ้าง จึงตัดสินใจลงมือทำทันที จุดเริ่มต้นใช้พื้น
