สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

สี รูปร่าง ลักษณะใบ บอกสุขภาพต้นโกโก้ได้


ปัจจัยที่ทำให้ต้นโกโก้มีการเจริญเติบโตที่ดี มีผลผลิตสูง เริ่มตั้งแต่การจัดการต้นกล้า โกโกในเรือนเพาะชำ จนกระทั่งการปลูกลงแปลงและการดูแลรักษาต้นโกโก้โนแปลงอย่างต่อเนื่องรวมถึงระยะปลูก ร่มเงา โรค แมลงและสัตว์ศัตรูโกโก้ ต้นโกโก้ต้องใช้ธาตุอาหารสำหรับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี โดยส่วนหนึ่งของธาตุอาหารอยู่ในต้นโกโก้ เช่น ในลำต้น ราก ใบ ดอก และผล ในช่วง 5 ปีแรก ต้นโกโก้จะมีการเจริญเติบโดอย่างรวดเร็ว จากนั้นการเจริญเติบโตค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอ โดยธาตุอาหารที่ต้นโกโก้ใช้ในปริมาณมากคือ โพแทสเซียม รองลงมาคือไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสตามลำดับ

โกโก้ในช่วง 1 – 4 ปี มีการร่วงหล่นน้อยมาก เมื่อใบโกโก้ร่วงหล่นมากขึ้นจะย่อยสลายกลายเป็นธาตุอาหารให้กับต้นโกโก้ต่อไป เมื่อคำนวณปริมาณใบโกโก้ที่ร่วงหล่นออกมาเป็นธาตุอาหารแล้ว พบว่า มีปริมาณของไนโตรเจนมากที่สุด รองลงมา คือ โพแทสเซียม แคลเขียม แมกนีเซียม และ ฟอสฟอรัส ตามลำดับ ผลผลิตของโกโก้ที่นำออกจากแปลงไปจำหน่าย ในรูปของผล (pod) และ เมล็ด (bean) ถือว่าเป็นการนำเอาธาตุอาหารออกจากแปลงไปด้วย และเป็นส่วนที่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมลงไปในดินเพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้

ในระหว่างการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของโกโก้ นอกจากการหมุนเวียนของธาตุอาหารจากต้นโกโก้และการสูญเสียธาตุอาหารไปกับผลผลิตแล้ว ต้นโกโก้ยังต้องใช้ธาตุอาหารอีกส่วนหนึ่งเพื่อการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้น ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การชดเชยการสูญเสียธาตุอาหารไปกับการชะล้างพังทลายของดิน การที่ธาตุอาหารถูกชะล้างลงไปในดินชั้นล่างเกินระดับราก การระเหิดของปุ๋ยบางชนิด การแก่งแย่งธาตุอาหารระหว่างต้นโกโก้กับพืชร่วม พืชให้ร่มเงา หรือแม้แต่กับวัชพืชจึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน

การขาดธาตุอาหารของโกโก้

1) ธาตุไนโตรเจน (N) มีความสำคัญต่อพืชมากที่สุด เพราะช่วยสร้างคลอโรฟิลล์และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางลำต้น ธาตุโนโตรเจนส่วนใหญ่มาจากปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ จากน้ำฝนและจากการตรึงโดยจุลินทรีย์ โดยกระบวนการ Symmbioic fixer เช่น Rhizobium และ Nonsymbiotic fxer เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ฯลฯ การสูญเสียไนโตรเจนจากดินเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ การติดไปกับพืชที่เก็บเกี่ยว การกัดเซาะ/การกร่อน การเปลี่ยนเป็นแก๊ส เช่น แอมโมเนีย ,ไนตรัสออกไซด์
อาการขาดธาตุในโตรเจน สังเกตได้จากใบล่างจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เริ่มจากปลายใบ ถ้าขาดไนโตรเจนรุนแรงใบแก่จะมีสีน้ำตาลและร่วง เหลือเพียงใบอ่อน เนื่องจากขาดคลอโรฟิลล์ พืชไม่สามารถปรุงอาหารเลี้ยงต้นได้ หากเกิดอาการ ขณะต้นโกโก้ยังเล็ก จะทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต แก้ไขได้ด้วยการพ่นปุ๋ยไนโตรเจนทางใบทุกๆ 15 วัน


2) ธาตุฟอสฟอรัส (P) เมื่อเกิดอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส สังเกตได้จากใบล่างของต้นโกโก้มีสีม่วงหรือสีม่วงแดงจำนวนใบน้อยเริ่มจากใบแห้งเป็นจุด ๆ จนกระทั่งใบร่วงในที่สุด

3) ธาตุโพแทสเซียม (K) เมื่อต้นโกโก้ขาดโพแทสเซียม สังเกตได้จากบริเวณขอบปลายใบจะแห้งและมีสีน้ำตาลหรืออาจเป็นจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วใบ มักเกิดขึ้นในใบแก่ก่อน กรณีพืชขาดน้ำในฤดูแล้งอาจมีอาการคล้ายคลึงกัน จึงควรใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมให้เพียงพอและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

4) ธาตุแคลเซียม (Ca) มีส่วนสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสง ช่วยในการแบ่งเซลล์ เสริมสร้างความแข็งแรงของเปลือกและเส้นใย ช่วยลดการร่วงของผลโกโก้ก่อนระยะเก็บเกี่ยว อาการขาดแคลเซียม สังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของใบอ่อน ใบหยักเป็นคลื่น บิดเบี้ยว ม้วนงอ คล้ายอาการขาดโบรอน หากขาดรุนแรงอาจพบอาการตายอดตาย ส่วนมากพบในดินที่เป็นกรด ควรปรับปรุงดินด้วยปูนขาวเพื่อลดความเป็นกรดของดิน หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับสมดุลของแคลเซียมในระยะยาว หรือใส่ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรท (15-0)หรือพ่นปุ๋ยแคลเซียมทางใบในกรณีที่ต้องการลดผลกระทบโดยเร็ว

5) ธาตุแมกนีเซียม (Me) เป็นธาตุอาหารรองที่มีความสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสง โกโก้จะสร้างผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ธาตุแมกนีเชียมมีการชะล้างจากดินได้ง่ายโดยเฉพาะในดินทรายหรือดินเนื้อหยาบ ทั้งนี้ปริมาณธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม หรือแคลเซียมที่มีในดินมากเกินไปจะชักนำการขาดธาตุแมกนีเซียมด้วย หากพบอาการขาดแมกนีเชียมควรใส่คีเซอร์ไรด์ (Mq50.) อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี

6) ธาตุกำมะถัน (S) อาการขาดกำมะถันมักพบในดินทราย เนื่องจากอินทรียวัตถุน้อย หากต้นไม้ไม่เหมาะกับดินทราย ควรเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยที่มีอินทรียวัตถุมากขึ้น หากโกโก้ขาดธาตุกำมะถันให้แก้ไขโดยใส่ยิปซัมอัตรา 2 – 5 กิโลกรัม/ต้น/ปี

7) ธาตุโบรอน (B) ช่วยในการพัฒนาดอก จำเป็นต่อการงอกของละอองเกสร การติดผลและการทนต่อโรค โบรอนเป็นธาตที่เคลื่อนที่ได้ในดินและมีการสูญเสียได้ง่าย อาการขาดโบรอนสังเกตได้จากใบอ่อน จะมีขนาดเล็ก ใบมีการพัฒนาผิดปกติ ยอดอ่อนและใบจะย่น ยอดและบริเวณขอบจะเกิดรอยแผล การแก้ไขในระยะโรงเรือนอนุบาล ต้นกล้าใช้สารBorax/Sodium tetra borate 0.2 เปอร์เซ็นต์ (2 กรัม/ลิตร) อัตรา 75-100 มิลลิลิตร/ต้นกล้า ในแปลงปลูกใช้สาร Borax/Sodium tetra borate 0.2 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 30-50 กรัม/ต้น ปีละ 1 ครั้ง ใส่ทุก 2 ปี

8) ธาตุเหล็ก (Fe) ธาตุเหล็กมีหน้าที่ในการสร้างคลอโรฟิลล์ หากต้นโกโก้ขาดธาตุเหล็ก สังเกตได้จากใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีดบริเวณระหว่างเส้นใบและเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง บางครั้งพบว่าเส้นใบจะมีสีเขียวเข้มแต่พื้นที่ใบเป็นสีเหลืองซีด แก้ไขโดยใช้ FeSO, อัตรา 0.25-0.5 กิโลกรัม ทุก 3 ปี

9) ธาตุทองแดง (Cu) หากต้นโกโก้มีอาการขาดธาตุทองแดง สังเกตได้จาก ใบพืชจะมีสีเขียวเข้มผิดปกติ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการแสดงเริ่มจากยอดลงมาถึงโคนต้น การขาดธาตุทองแดงจะสังเกตอาการได้ชัดเจนที่ใบอ่อน มีขนาดเล็ก ปลายใบบิดและมีอาการไหม้ แก้ไขด้วยการใช้ธาตุอาหารเสริมที่มีทองแดงเป็นส่วนประกอบ โดยการฉีดพ่นใบอ่อนเมื่อขาดธาตุทองแดงเพื่อให้ทองแดงไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ การขาดธาตุทองแดงมักพบในสภาพปัญหาดินเปรี้ยว หากพืชขาดทองแดงจะทำให้ขาดธาตุอาหารอื่น ๆ ตามไปด้วย

10) ธาตุแมงกานีส (Mn) หากพืชขาดแมงกานีส ใบจะออกสีเหลือง เส้นใบสีเขียวปกติ ใบอ่อนอาจเกิดจุดสีขาวหรือสีเหลือง ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง เมื่อขาดธาตุแมงกานีสแก้ไขโดยการให้ปุ๋ยทางใบที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีสหรือให้แมงกานีสไนรูปของเกลืออนินทรีย์ ได้แก่ แมงกานีสชัลเฟต หรือแมงกานีสออกไซด์

11) ธาตุสังกะสี (Zn) ธาตุสังกะมีหน้าที่เกี่ยวกับฮอร์โมนพืช เมื่อขาดจะทำให้ปริมาณ IAA ที่ตายอดลดลง ข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อนกัน มีผลทางอ้อมกับกับการสร้างอาหารและการสังเคราะห์แสง อาการขาดธาตุสังกะสี สังเกตได้จากใบมีจุดสีเหลืองล้อมรอบจุดสีน้ำตาลคล้ายราสนิม หากมีอาการแบบนี้ พืชจะดูดซับออกซิเจนน้อยลง ทำให้เติบโตช้า ลำต้นป้อม ไม่ค่อยออกดอก ถ้ามีผลจะสีซีด เปลือกหนา และมีน้ำน้อย อาการพืชขาดสังกะสี มักเกิดขึ้นในสภาพอากาศที่ชื้นและเย็น ให้ฉีดพ่นทางใบด้วยปุ๋ยที่มีแร่ธาตุสังกะสี (Zn) เป็นส่วนประกอบ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าว จากเอกสารการจัดการความรู้ เทคโนโลยีการผลิตโกโก้ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร

Related Posts