ทุเรียนไทยที่เคยครองแชมป์ในฐานะ “ราชาแห่งผลไม้” และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความมั่นคงทางรายได้เริ่มสั่นคลอนจากการก้าวเข้ามาของคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างประเทศจีน
เพื่อให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน หยุดวงจรการตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ อย่างเด็ดขาด เพราะการเห็นแก่รายได้ระยะสั้นจะทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในภาพรวม เกษตรกรต้องเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาและความปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Smart Farming) เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ ไม่พึ่งพาเพียงตลาดจีนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองหาการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ที่เน้นสินค้าเกรดพรีเมียม
คุณกุ๊ก-กันยารัตน์ เล็กเลอสันต์ ต้นแบบคนรุ่นใหม่ที่นำทักษะการบริหารจัดการมาพลิกโฉมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จากอดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองหลวงเพื่อกลับบ้านเกิด ณ หมู่ที่ 8 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี สานต่อมรดกสวนทุเรียนของครอบครัวที่มีพื้นที่กว่า 100 ไร่ ให้กลายเป็นต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน

คุณกุ๊กเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นลูกหลานเกษตรกรจันทบุรีขนานแท้ ครอบครัวทำสวนสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด จากสวนมังคุดขยับขยายมาเป็นทุเรียนในรุ่นคุณแม่ ส่วนตัวเองแยกตัวไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาโท 2 ใบ และเติบโตในสายงานข้าราชการครูจนดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในย่านมีนบุรี
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเห็นคุณแม่ต้องดูแลสวนทุเรียนกว่า 100 ไร่ เพียงลำพัง และเมื่อท่านอายุมากขึ้น คุณแม่ก็ได้มาปรึกษาว่าหากเราไม่กลับมาช่วย อาจต้องปล่อยสวนให้คนงานทำแบบแบ่งเปอร์เซ็นต์ ประโยคนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า “หากวันหนึ่งประสบความสำเร็จแต่ไม่มีคนในครอบครัวอยู่ชื่นชมด้วย จะทำไปเพื่ออะไร” เช้าวันรุ่งขึ้นจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกทันที

แล้วกลับมาเริ่มงานสวนครั้งแรกในเดือนเมษายนปี 2564 โดยใช้ความถนัดด้านเทคโนโลยีเปิดตลาดขายทุเรียนออนไลน์ เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนและคนรู้จักที่มั่นใจในคุณภาพทุเรียนของสวนอยู่แล้ว กลยุทธ์หลักคือการตัดทุเรียนแก่จัด คัดเกรดพรีเมียมส่งตรงถึงมือผู้บริโภค จนเกิดการบอกต่อปากต่อปากในเรื่องความอร่อยและมาตรฐาน
ซึ่งนอกจากทุเรียนที่เป็นรายได้หลัก ที่สวนยังปลูกฝรั่งไส้แดงพันธุ์หงเป่าสือ และหงจ้วนสือ โดยใช้เทคนิคการดูแลประณีตเหมือนทุเรียน ทั้งการปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุและการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด ไว้สำหรับสร้างรายได้ในช่วง 8 เดือนที่ไม่มีทุเรียน เราจะทำฝรั่งพร้อมทาน และน้ำฝรั่งสกัดเย็น เป็นสินค้าหลัก
เปิดสูตรบริหารทุเรียน 100 ไร่ สวนรักจันท์
ยึดมาตรฐาน ‘ตัดแก่-คัดเกรด’ มัดใจลูกค้า
คุณกุ๊กเล่าว่า ปัจจุบันบริหารพื้นที่เกษตรทั้งหมดกว่า 100 ไร่ โดยมีทุเรียนเป็นพืชสร้างรายได้หลัก พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 90 ไร่ เน้นสายพันธุ์เชิงการค้าอย่างหมอนทอง กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นทุเรียนสายพันธุ์เบญจพรรณที่รวบรวมไว้หลากหลาย เช่น จันทบุรี 1, 2, 3, 10 นกหยิบ กระดุม และพวงมณี
ซึ่งในบรรดาความหลากหลายนี้ มี 4 สายพันธุ์ที่เป็นทีเด็ดประจำสวนของเรา ได้แก่
1. หมอนทอง หลายคนบอกว่าหมอนทองที่ไหนก็มีรสชาติเหมือนกัน แต่ที่สวนรักจันท์เรากล้าการันตีความต่าง เพราะเราดูแลด้วยระบบเกษตรแม่นยำ ที่ทำร่วมกับ สวทช. และ ม.ขอนแก่น ในการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความชื้นดิน เพื่อให้น้ำแบบพอดีตามที่ต้นไม้ต้องการจริงๆ และนอกจากน้ำ ยังเน้นการบำรุงลึกถึงชั้นดินด้วยอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมี เมื่อดินดี ต้นก็สมบูรณ์และสะสมแป้งได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือหมอนทองที่เนื้อแน่น พัฒนาจนแก่จัดได้สุดทาง ซึ่งพอตัดออกมาแล้วแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้สมบูรณ์ที่สุด ให้รสชาติที่หวานมัน เข้มข้นกว่าทุเรียนทั่วไปอย่างชัดเจน

2. จันทบุรี 2, 3 ลูกผสมระหว่างพวงมณีกับชะนี จุดเด่นของพันธุ์จันทบุรี 2 เนื้อเหนียวละเอียด ขนส่งง่าย ส่วนจันทบุรี 3 ลูกผสมระหว่างก้านยาวกับชะนี เนื้อครีมมี่สวย แต่อาจจะสุกไวหน่อย
3. พวงมณี ไม่เร่งสุก กลิ่นหอมฟุ้ง รสหวานแหลมตามธรรมชาติ เปลือกบาง เม็ดพอดีคำ

4. กระดุม ลบภาพจำกระดุมที่อื่นไปได้เลย เพราะที่นี่เปลือกบาง เนื้อเยอะ เม็ดเล็ก และสุกเองตามธรรมชาติโดยไม่ป้ายสาร
ซึ่งการจัดการสวนทุเรียนกว่า 100 ไร่ และให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างที่เราพอใจถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นทั้งตนเองและสามีจึงนำประสบการณ์ที่มีมาประยุกต์ใช้ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากคนทำสวน สู่การบริหารธุรกิจเกษตร ด้วยวางโครงสร้างไว้ 3 หัวใจหลัก ดังนี้
เริ่มต้นจากการลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินออก ด้วยเทคโนโลยี คือพอกลับมาถึงสวน สิ่งแรกที่ทำคือการประเมินปัญหาจนพบว่า ต้นทุนที่สูงที่สุดคือค่าแรงงาน ซึ่งในสมัยก่อนที่คุณแม่ทำต้องใช้คนงานเกือบ 20 คน เราจึงวิเคราะห์ว่างานส่วนไหนกินเวลามากที่สุด ซึ่งคำตอบคือการรดน้ำ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน ปัจจุบันรีโนเวทระบบใหม่จนควบคุมผ่านมือถือได้ ลดเวลาเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และบริหารจัดการระยะไกลได้จริง เพราะสวนกระจายตัวอยู่หลายอำเภอ การมีระบบออนไลน์และสถานีอากาศช่วยให้จัดการน้ำได้เอง แม้ในวันที่คนงานลากลับบ้านก็ไม่ต้องไปยืนเฝ้าทั้งวันเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งในช่วงแรกอาจจะต้องใช้เงินลงทุนสูงหน่อย แต่ในระยะยาวนี่คือการประหยัดทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าแรงได้อย่างคุ้มค่า

เมื่อคุมต้นทุนได้แล้ว สิ่งต่อมาคือการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ทุเรียนทุกต้นที่สวนรักจันท์จะมี QR Code ประจำต้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ว่าทุเรียนลูกนี้มาจากต้นไหน ‘เราตอบลูกค้าได้หมดว่าของมาจากไหน คุณภาพเป็นอย่างไร’ สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อถือที่ประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียมที่ลูกค้ามองหาความใส่ใจเป็นพิเศษ
ปิดท้ายด้วยวิธีคิดเพื่อความอยู่รอด ‘ต้องรู้ตัวเลข ถึงจะคุมกำไรได้’ เพราะเมื่อรู้ตัวเลขที่ชัดเจน จะเห็นทันทีว่าส่วนไหนสิ้นเปลืองและตัดออกได้ ถ้าต้นทุนต่ำ ต่อให้ราคาทุเรียนในตลาดตกลงมาเหลือกิโลละ 80 บาท ก็ยังอยู่ได้ พร้อมกับการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาล้งเพียงอย่างเดียว ตลาดไหนต้องการของเกรดพรีเมียมเราก็คัดพิเศษให้ ส่วนตลาดขายส่งปกติเราก็บริหารจัดการตามความเหมาะสม ถ้าเกษตรทำได้แบบนี้ เชื่อว่าไม่ว่าสถานการณ์ไหนเกษตรกรก็สามารถอยู่รอดได้
‘ทุเรียนเฟรชคัท’ สินค้าต่อยอดมูลค่าสูง
คัดเนื้อพร้อมทาน อร่อยแบบไม่ต้องลุ้น
คุณกุ๊กเปิดเผยถึงแนวคิดที่มาของการต่อยอดสู่ทุเรียนเฟรชคัทว่า สืบเนื่องจากที่สวนจะยึดถือมาตรฐานของทุเรียนเป็นสำคัญคือ ถ้าลูกไหนไม่แก่จัดเราจะไม่ตัด เพื่อให้ลูกค้าได้ทานทุเรียนที่รสชาติดีที่สุด แต่ทุเรียนที่แก่จัดมักจะมีข้อเสียคือสุกไวมาก โดยเฉพาะทุเรียนสายพันธุ์เบญจพรรณที่พอเริ่มส่งกลิ่นหอมก็จะมีเวลาเหลือให้ลูกค้าน้อยลง หากส่งผลสดไม่ทัน ทุเรียนที่ควรจะมีราคาสูงอาจต้องจบลงที่โรงงานกวนในราคาที่ถูกลงมาก

“ถ้าเราตัดทุเรียนไม่แก่ มันก็ไม่ใช่เป้าหมายของสวนเราแต่แรก การทำเฟรชคัทจึงเป็นจุดที่ลงตัวที่สุด เพราะลูกค้าได้กินทุเรียนที่หวานมันเต็มที่ ส่วนสวนก็ได้ขายทุเรียนคุณภาพแก่จัดในราคาที่ควรจะเป็น”
จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการทำ “ทุเรียนเฟรชคัท” แกะเนื้อพร้อมทาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการส่งมอบรสชาติที่อร่อยที่สุด ในช่วงเวลาที่พอดีที่สุดให้ถึงมือลูกค้า และเพื่อให้สินค้าไปได้ไกลกว่าการขายออนไลน์ทั่วไป ทางสวนจึงเข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อพัฒนาห้องแกะทุเรียนมาตรฐาน มีที่ปรึกษาด้านเทคนิคเข้ามาดูแลเรื่องความสะอาด ทำให้เนื้อทุเรียนสดใหม่ เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้นานโดยไม่มีสิ่งเจอปน
วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดและทางรอดของ “สวนรักจันท์”
คุณกุ๊กประเมินสถานการณ์ตลาดทุเรียนปีนี้ว่า ปริมาณผลผลิตอาจไม่ได้เยอะอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะหากดูจากเปอร์เซ็นต์ดอกจริงๆ โดยเฉพาะทุเรียนรุ่น 2-3 ที่ต้องเจอกับฝนหนักจนทำให้ผลผลิตติดน้อยลง ปริมาณของในตลาดจึงอาจไม่ล้นอย่างที่คิด ซึ่งในด้านราคาและกำลังซื้อนั้น มองว่าอาจจะไม่หวือหวามากนักเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ถึงขั้นเลวร้าย โดยในส่วนของสวนรักจันท์เองได้มีการวางแผนกระจายความเสี่ยงผ่านช่องทางขายที่หลากหลาย เพื่อประคองราคาเฉลี่ยเอาไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 120 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งการทำแบรนด์ “สวนรักจันท์” นั้น นอกจากจะเป็นความฝันตั้งแต่เด็กที่อยากส่งต่อผลไม้คุณภาพจากสวนให้ถึงมือลูกค้าโดยตรงแล้ว ในเชิงธุรกิจนี่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับวิกฤต หากวันไหนที่ล้งปิดรับซื้อหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด เราก็ยังมีช่องทางอื่นรองรับได้ทันที โดยเราใช้กลยุทธ์มัดใจลูกค้าด้วยการจัดเซ็ตทุเรียนแบบ “วาไรตี้” ที่รวมหลายสายพันธุ์ไว้ในกล่องเดียว เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมความหลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการซื้อทานเองและเป็นของฝากเกรดพรีเมียม

สำหรับภาพรวมผลผลิตของสวนรักจันท์จะเริ่มทยอยออกตั้งแต่เดือนมีนาคมยาวไปจนถึงสิงหาคม โดยมีปริมาณผลผลิตหมอนทองเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ตัน และเมื่อรวมกับสายพันธุ์อื่นๆ จะได้ผลผลิตรวมประมาณ 130-150 ตันต่อปี จากการบริหารพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ประมาณ 20 กว่าต้น ในระยะห่าง 10×8 เมตร และ 8×8 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ
“สุดท้ายเมื่อมองถึงอนาคตของทุเรียน เชื่อว่าตลาดยังคงสดใสสำหรับคนที่ทำจริง เพราะทุเรียนไม่ใช่พืชที่ปลูกได้ทุกที่ แม้แต่ในจันทบุรีเองถ้าดูแลไม่ดีทุเรียนตายก็เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่สูงและใช้เงินลงทุนมาก สำหรับมือใหม่ที่คิดจะลงทุนจึงต้องศึกษาให้ดี เพราะในช่วง 4-5 ปีแรกจะยังไม่มีรายได้เข้ามาเลย ประกอบกับโรคพืชที่ค่อนข้างเยอะ หากไม่มีเวลามาคลุกคลีเองหรือหวังจะจ้างทำอย่างเดียวก็ถือว่าเสี่ยงและไม่คุ้มค่า แต่ถ้าตั้งใจจริง ศึกษาจากคนปลูกตัวจริง และคุมต้นทุนให้ได้ ทุเรียนก็ยังเป็นพืชที่สร้างรายได้เลี้ยงตัวได้เป็นอย่างดี แม้ราคาอาจไม่สูงเท่าปีก่อนๆ แต่หากมีการจัดการที่ดีเหมือนที่สวนรักจันท์ได้ต่อยอดต้นทุนความรู้มาจากพ่อแม่ ก็เชื่อมั่นว่าเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนแน่นอน” คุณกุ๊กกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับท่านใดที่สนใจลิ้มรสความอร่อยของทุเรียนเฟรชคัท หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ สวนรักจันท์ Suanrakchan หรือโทร. 089-141-7654
