Featured ประมง

เทคนิคเลี้ยง “ปลาพลวงชมพู” ต้นแบบเกษตรมูลค่าสูง จ.ยะลา ราคากิโลกรัมละ 3,500 บาท 

ในช่วงเวลาที่โลกของการเกษตรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจ ภาวะภูมิอากาศ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด เกษตรกรยุคใหม่จึงไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดทรัพยากรเดิมให้เกิดมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพ คือเกษตรผสมผสานที่เชื่อมโยงทั้งพืช สัตว์ และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

คุณทศพล รุ่งเรืองใบหยก เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดยะลา ประจำปี 2568 สะท้อนภาพของการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้ความรู้ การวิเคราะห์ และการจัดการ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาชีพเกษตร โดยเฉพาะการยกระดับ “ปลาพลวงชมพู” จากปลาท้องถิ่นในลำธารป่าฮาลาบาลา ให้กลายเป็นสัตว์น้ำมูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับตลาดการท่องเที่ยวในอำเภอเบตงได้อย่างน่าสนใจ

ราคายางผันผวน สู่ฟาร์มปลาทำเงิน 

คุณทศพล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะเป็นเกษตรกรตั้งแต่แรก หากแต่เป็นผลจากสถานการณ์ที่บีบให้ต้องปรับตัว เพราะครอบครัวประกอบอาชีพสวนยางพาราเป็นหลัก แต่เมื่อราคายางมีความผันผวนอย่างหนัก รายได้ที่เคยมั่นคงกลับกลายเป็นความเสี่ยง ทำให้ได้ตัดสินใจกลับมาทบทวนทรัพยากรที่มีอยู่ พร้อมมองหาแนวทางใหม่ในการสร้างรายได้ โดยอาศัยแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน ที่เน้นการมีรายได้หลายทาง ลดการพึ่งพาเพียงอาชีพเดียว


“เดิมทีในครอบครัวมีการทำเกษตรหลายอย่าง มีการเลี้ยงปลาน้ำจืดอยู่ด้วย โดยเฉพาะปลาจีนในบ่อดิน เพื่อบริโภคและจำหน่ายเล็กน้อย แต่ยังเป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้สร้างกำไรมากนัก ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การเลี้ยงปลาในรูปแบบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์” 

คุณทศพลจึงเริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งจากหน่วยงานประมง และการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเลี้ยงปลาที่ตลาดมีความต้องการและสามารถสร้างเป็นเกษตรมูลค่าสูงได้ในอนาคต 

ปลาพลวงชมพู 

โตในน้ำไหล รายได้ยั่งยืน 

ประมาณปี 2560 คุณทศพล เล่าว่า ได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ “ปลาพลวงชมพู” จากหน่วยงานประมงจังหวัดยะลา แม้ในช่วงแรกจะได้รับเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ 100 ตัว แต่เมื่อได้ศึกษาข้อมูลจึงได้เริ่มมองเห็นศักยภาพของปลาชนิดนี้ ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นหายาก มีจุดเด่นด้านรสชาติ เนื้อแน่น ไขมันต่ำ และสามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ดที่มีคอลลาเจนสูง ทำให้เริ่มทดลองเลี้ยงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“การเลี้ยงปลาพลวงชมพูของฟาร์มผม จะใช้ระบบน้ำไหลผ่านจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของพื้นที่ โดยฟาร์มตั้งอยู่ใกล้ลำธาร และมีการออกแบบระบบน้ำให้ไหลผ่านบ่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง โดยน้ำที่ไหลจากที่สูงจะช่วยเติมออกซิเจนตามธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลา”  

เลี้ยงปลาพลวงชมพูให้ได้คุณภาพ 

ต้องคุมตั้งแต่บ่ออนุบาลถึงบ่อดิน 

ในด้านการจัดการและการเลี้ยงปลาพลวงชมพูให้ได้คุณภาพนั้น คุณทศพล เล่าให้ฟังอีกว่า ได้เลือกใช้แนวทางผสมผสานระหว่างบ่อปูนและบ่อดิน โดยเริ่มอนุบาลลูกปลาพลวงชมพูขนาด 3 นิ้ว ในบ่อปูนประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกปลาแข็งแรงก่อนย้ายลงบ่อดิน  

“ข้อดีของการเลี้ยงในบ่อดิน ก็จะเป็นในด้านของแหล่งอาหาร และสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติ ช่วยให้ปลาเติบโตได้ดีขึ้น อาหารที่ใช้เลี้ยงจะเน้นโปรตีนสูงในช่วงแรก และปรับลดลงตามช่วงวัย แต่ยังคงไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์โปรตีน เพื่อรักษาคุณภาพการเจริญเติบโต โดยจะให้กินอาหารช่วงเช้าและเย็น ในบางครั้งก็หาผลผลิตทางการเกษตรมาให้กิน เพื่อเป็นการลดต้นทุนบ้าง” 

อย่างไรก็ตาม ปลาพลวงชมพูเป็นปลาที่มีความไวต่อสภาพแวดล้อมและตกใจง่าย คุณทศพล แนะเทคนิคว่า การจัดการฟาร์มจึงต้องให้ความสำคัญกับความสงบของพื้นที่ การควบคุมคุณภาพน้ำ และการป้องกันศัตรู เช่น งู หรือสัตว์อื่นๆ ที่อาจเข้ามารบกวน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยสร้างความสูญเสียจำนวนมาก ทำให้ต้องเรียนรู้และปรับปรุงระบบการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จมาถึงปัจจุบัน 

ปลาพลวงชมพู กิโลกรัมละ 3,500 

ยกระดับฟาร์มสู่เกษตรมูลค่าสูง 

สำหรับการตลาดของปลาพลวงชมพูในเชิงเศรษฐกิจนั้น คุณทศพล เล่าว่า ปลาชนิดนี้ถือเป็นสัตว์น้ำมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะ โดยเน้นไปที่กลุ่มร้านอาหารและภัตตาคารในอำเภอเบตง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งปลาพลวงชมพูจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2-3 ปี จะได้ขนาดไซซ์อยู่ที่ 1.5 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 3,500 บาทต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่านั้นตามขนาดและคุณภาพ นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

“นอกจากปลาพลวงชมพู ฟาร์มผมยังมีเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ อีกด้วยนะครับ อย่างเช่น ปลานิล และปลาจีน เพื่อเป็นรายได้เสริมและกระจายความเสี่ยง มีการเลี้ยงสัตว์ด้วยเป็นแนวคิดเกษตรผสมผสาน โดยไม่พึ่งพาสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว” 

ความสำเร็จ ณ ตอนนี้ของคุณทศพลไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงปลาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการคิดเป็นระบบ ตั้งแต่การเลือกชนิดสัตว์น้ำที่สอดคล้องกับตลาด การบริหารต้นทุน การจัดการทรัพยากรน้ำ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายตลาดในพื้นที่ท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ทำให้ฟาร์มสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และยกระดับสู่การเป็นเกษตรมูลค่าสูงได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี

ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของการเกษตรในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่า การเชื่อมโยงตลาด และการใช้ความรู้ในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของภาคเกษตรไทยในอนาคต และเป็นคำตอบของคำถามสำคัญว่า เกษตรกรจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างไรในโลกยุคใหม่

หากสนใจปลาพลวงชมพู หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ทศพลฟาร์ม จังหวัด ยะลา

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts