Exclusive Featured พืชทำเงิน

คุยกับ “ผศ.ดร.อารักษ์” นักวิจัยผำไทยชี้โอกาส ‘ตลาดผำ’ บุกอุตสาหกรรมอาหารคน-สัตว์วอลลุ่มใหญ่ โตตลาดโลก

เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ

แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร

เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่

ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น


จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยทีมวิจัยผำ มทส. กับทีม “ผำไทยแลนด์” ได้แบ่งผำออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มแรก คือ “ผำชุมชน” หรือผำทั่วไป ที่เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเพาะเลี้ยงเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองมาตรฐาน เป็นรูปแบบที่มีการซื้อขายกันมาตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันเริ่มได้รับความสนใจและมีตลาดกว้างขึ้น

ส่วนกลุ่มที่สองและสาม คือ “ผำอุตสาหกรรม” ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะมาตรฐาน การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ที่ครอบคลุมทั้งอาหารคน GAqP-Food (GOOD AQUACULTURE PRACTICES FOR WOLFFIA FARMS FOR USE AS FOOD) และอาหารสัตว์ GAqP-Feed (GOOD AQUACULTURE PRACTICES FOR WOLFFIA FARMS FOR USE AS FEED) มาตรฐานดังกล่าวจัดทำร่วมกันโดยกรมวิชาการเกษตรและกรมประมง และเริ่มเปิดให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการยื่นขอรับรองได้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

ผำกลุ่มที่สอง คือ “ผำอุตสาหกรรมอาหารคน” ขณะที่กลุ่มที่สาม คือ “ผำอุตสาหกรรมอาหารสัตว์” ซึ่งทั้งสองกลุ่มเป็นเป้าหมายสำคัญของงานวิจัย เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบในระดับอุตสาหกรรม ที่ต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

อาจารย์อารักษ์ ระบุว่า ผำกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผักพื้นบ้าน” ไปสู่พืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต และเริ่มมีหลายมหาวิทยาลัย รวมถึงภาคเอกชนเข้ามาทำวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

โดยมาตรฐานสำคัญที่อุตสาหกรรมให้ความสำคัญคือ ความสะอาดและความปลอดภัย ตั้งแต่กระบวนการผลิต การคัดเลือกพื้นที่เพาะเลี้ยง ไปจนถึงการส่งถึงมือผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการเข้ามาพัฒนาในด้านนี้มากขึ้น

สำหรับตลาดอาหารคน ถือเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็ว เพราะผำถูกนำไปต่อยอดได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงการพัฒนาเป็นสารสกัดหรือวัตถุดิบด้านสุขภาพในอนาคต ทำให้ตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์ แม้จะยังไม่เติบโตหวือหวาเท่ากลุ่มอาหารคน แต่ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารสุนัขและอาหารแมว ที่เริ่มมองหาวัตถุดิบโปรตีนทางเลือกคุณภาพดี ซึ่งผำสามารถตอบโจทย์ได้ แม้รูปแบบการผลิตอาจไม่ต้องเข้มงวดเท่ากลุ่มอาหารคน แต่ยังจำเป็นต้องผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับอาหารสัตว์เช่นกัน

ส่วนกลุ่มที่สี่ คือ “ผำซูเปอร์ฟู้ด” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบัน โดยผำประเภทนี้จะต้องผ่านการรับรองคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งด้านความปลอดภัยจากเชื้อก่อโรค โลหะหนัก รวมถึงมีการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ เช่น ปริมาณโปรตีนหรือสารสำคัญต่างๆ

ผำกลุ่มนี้เป็นตลาดเฉพาะ หรือ นิชมาร์เก็ต ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐานสูง มีความแตกต่าง และอาจต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าทั่วไป แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต

ทั้งนี้ ผำอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ 2 และ 3 จำเป็นต้องมีใบรับรองมาตรฐาน หากต้องการส่งสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดหรือส่งออกต่างประเทศ เพราะมาตรฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดและผู้บริโภค

“ผำ” ไม่ใช่แค่พืชกระแส แต่เป็นพืชแห่งอนาคต

อาจารย์อธิบายว่า คำว่า “พืชกระแส” เป็นคำที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทำให้มีพืชพื้นบ้าน สมุนไพร และพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกหลายชนิด แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การสร้างกระแสให้คนสนใจในช่วงสั้นๆ เท่านั้น หากต้องทำให้กระแสนั้นเติบโตอย่างยั่งยืน จนพัฒนาไปสู่การเป็น “พืชเศรษฐกิจ” ที่มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร มีตลาดรองรับ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมได้จริง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “ผำ” ได้พัฒนาจากผักพื้นบ้าน กลายเป็นพืชทางเลือกใหม่ของคนเมือง และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จากเดิมที่คนรู้จักเพียงในเมนูพื้นบ้าน ปัจจุบันมีการนำไปประยุกต์ใช้ในอาหารหลากหลายรูปแบบ เช่น ไข่เจียว สลัด โยเกิร์ต หรือเครื่องดื่มสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและคนเมืองเริ่มเปิดรับมากขึ้น

จึงมองว่า ปัจจุบันตลาดผำสดถือว่าเติบโตได้ดีระดับหนึ่ง ผู้บริโภคเริ่มรู้จักและเข้าใจมากขึ้นว่า หากต้องการบริโภคผำที่สะอาดและปลอดภัย ควรเลือกซื้อจากแหล่งใด แม้จะยังมีบางส่วนที่มองว่าผำเป็นเพียงผักพื้นบ้าน หรือกังวลเรื่องความสะอาดเพราะเป็นพืชที่อยู่ในน้ำ แต่ถือเป็นเรื่องปกติของสินค้าเกษตรใหม่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการสร้างความเข้าใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญของการผลักดันผำคือ การก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ เพราะเมื่อใดที่ผำสามารถเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมได้ จะเกิดการใช้วัตถุดิบในปริมาณมาก และทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบ

อาจารย์อธิบายว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหารอยู่แล้ว ดังนั้นผำจึงมีโอกาสต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้ ทั้งกลุ่มขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย และสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้

สำหรับผำชุมชน แม้อาจยังไม่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานส่งออก แต่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการรายใหญ่ กำลังพยายามผลักดันให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถยกระดับคุณภาพ อย่างน้อยต้องปลอดภัยและได้มาตรฐานพื้นฐานสำหรับการบริโภค

อาจารย์มองว่า ปัจจุบันผำอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” สำคัญ เพราะเริ่มมีผู้ประกอบการ SME พัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งผำสด ผำผง เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ แต่เป้าหมายต่อไปคือ การสร้าง “วอลุ่ม” หรือกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมา ทั้งงานวิจัย การสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค และการทำตลาดในต่างประเทศ เริ่มเห็นผลมากขึ้น อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ในการนำเสนอผำที่ประเทศญี่ปุ่น มีการวางภาพลักษณ์ของผำให้คล้าย “มัทฉะ” ในฐานะวัตถุดิบสุขภาพทางเลือกใหม่ พร้อมชูจุดเด่นเรื่องระบบการผลิตที่ผ่านงานวิจัยและมาตรฐานรับรอง

อาจารย์เชื่อว่า หากในอนาคตผำสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารได้อย่างเต็มตัว คำว่า “พืชกระแส” จะหายไป เพราะผำจะกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบปกติของอุตสาหกรรมอาหาร และผู้บริโภคจะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในห้างค้าปลีกหรือโมเดิร์นเทรด

นอกจากนี้ จุดแข็งสำคัญของผำคือ การเป็นพืชที่มีโปรตีนและสารอาหารสำคัญสูง ใช้ทรัพยากรน้อย ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่ไม่มาก และมีรอบการผลิตสั้น จึงสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญ ผำยังเป็นพืชพื้นถิ่นของประเทศไทย ซึ่งสามารถต่อยอดให้กลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยได้ในอนาคต อาจารย์มองว่านี่คือทิศทางที่ดีของทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และสังคมไทยในระยะยาว

มาตรฐาน “ผำ” สำหรับอาหารคนและอาหารสัตว์ต่างกันอย่างไร

อาจารย์อธิบายว่า ในระดับอุตสาหกรรม ทั้งผำสำหรับอาหารคนและอาหารสัตว์จะใช้มาตรฐานเดียวกันในภาพรวม คือมาตรฐาน GAqP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ออกแบบมาสำหรับพืชน้ำโดยเฉพาะ โดยหลักการผลิตของทั้งสองระบบมีความใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ระดับความเข้มงวด” ของมาตรฐาน

สำหรับผำที่ใช้เป็นอาหารคน จะมีข้อกำหนดละเอียดและเข้มงวดมากกว่า ทั้งด้านสี กลิ่น ความสะอาด รวมถึงความปลอดภัยทางกายภาพ ชีวภาพ และเคมี เพราะเป็นวัตถุดิบที่มนุษย์บริโภคโดยตรง

ตัวอย่างเช่น สีของผำต้องดูสดสะอาด ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และต้องควบคุมสิ่งปนเปื้อนอย่างเข้มงวด ขณะที่ผำสำหรับอาหารสัตว์ แม้ยังต้องปลอดภัยและผ่านมาตรฐานเช่นกัน แต่บางเรื่องสามารถผ่อนปรนได้มากกว่า เช่น สีอาจไม่เขียวสดเท่าผำสำหรับอาหารคน หรืออาจมีกลิ่นตามธรรมชาติได้บ้าง เพราะสุดท้ายจะถูกนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ เช่น อาหารเม็ด อาหารผสม หรืออาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัขและแมว

อาจารย์ระบุว่า กระบวนการผลิตของทั้งสองระบบคล้ายกัน แต่ระบบอาหารคนจะมีต้นทุนสูงกว่า เพราะต้องควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด ตั้งแต่แหล่งน้ำ ระบบเลี้ยง ไปจนถึงการจัดการหลังเก็บเกี่ยว

ในขณะที่ระบบอาหารสัตว์ อาจใช้รูปแบบการเลี้ยงที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น บ่อดินที่ต้นทุนต่ำกว่า แม้อาจมีพืชน้ำอื่นหรือเศษวัชพืชปะปนได้บ้าง แต่ยังต้องอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้าสู่ระบบมาตรฐานและขอใบรับรอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารคนหรืออาหารสัตว์ ผู้ผลิตจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเหมือนกัน ตั้งแต่การตรวจพื้นที่เพาะเลี้ยง แหล่งน้ำ กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ไปจนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

“เดิมทีผำเป็นพืชพื้นบ้านที่ชาวบ้านเก็บจากบ่อธรรมชาติหรือเพาะเลี้ยงในบ่อดินเพื่อบริโภคและจำหน่ายในชุมชน จึงไม่ได้เน้นเรื่องใบรับรองมาตรฐานมากนัก เพราะเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

แต่เมื่อผำเริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะตลาดอาหารคน ระบบการผลิตจึงต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐานมากขึ้น หากเป็นบ่อดินที่ต้องการขอรับรองมาตรฐาน ผู้ตรวจจะลงพื้นที่เพื่อประเมินว่ามีระบบควบคุมความสะอาดและความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่”

ขณะที่ระบบอาหารสัตว์ แม้เงื่อนไขอาจผ่อนคลายกว่าเล็กน้อย แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานเช่นกัน เพียงแต่เป้าหมายปลายทางของสินค้าแตกต่างกัน เพราะนำไปใช้คนละอุตสาหกรรม จึงมีระดับความละเอียดของมาตรฐานต่างกันตามลักษณะการใช้งาน

การรับรู้ “ผำ” ของคนไทยและตลาดต่างประเทศไปถึงไหนแล้ว

อาจารย์อธิบายว่า การรับรู้เรื่อง “ผำ” ในประเทศไทยยังมีความแตกต่างกันระหว่างคนชนบทกับคนเมือง เพราะเดิมทีผำเป็นผักพื้นบ้านที่รู้จักกันในวงจำกัด โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ และส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับการบริโภคมาตั้งแต่ดั้งเดิม

ขณะที่คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่จำนวนมาก แทบไม่รู้จักผำมาก่อน หรือมองว่าเป็นสินค้าแปลกใหม่เฉพาะกลุ่ม ต่างจากผักทั่วไปอย่างผักบุ้งหรือคะน้า ที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ในอดีตคนชนบทไม่ได้ตื่นเต้นกับผำมากนัก เพราะบริโภคกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเริ่มรู้ว่าผำมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงเกิดการตื่นตัวมากขึ้น ทั้งในกลุ่มคนชนบทและคนเมือง โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ

ปัจจุบันเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนเมืองเริ่มมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวีแกน มนุษย์เงินเดือน หรือคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ทำให้ผำถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะ “ซูเปอร์ฟู้ด” ทางเลือกใหม่

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันสามารถพบผำสดวางขายในห้างสรรพสินค้าได้แล้ว แม้จะเป็นแพ็กขนาดเล็ก แต่ผู้บริโภคเริ่มทดลองซื้อและเปิดใจมากขึ้น ขณะเดียวกันคนในชนบทก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของผำมากกว่าเดิม จากที่เคยมองเป็นเพียงผักพื้นบ้านตามท้องนา

สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแสการรับรู้ของผำในประเทศไทยเติบโตขึ้น และช่วยผลักดันให้ตลาดผำเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตัวขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะทำให้ผำเติบโตอย่างยั่งยืนจริงๆ คือ ภาคอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมีฟาร์มผำเกิดขึ้นทั่วประเทศจำนวนหลักร้อยแห่ง ทั้งในรูปแบบขายผำสดและผำแปรรูป โดยผำสดยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษา ซึ่งอยู่ได้เพียงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทำให้ตลาดยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

ขณะที่ “ผำแห้ง” หรือผงผำ กลับเป็นรูปแบบที่อุตสาหกรรมให้ความสนใจมากกว่า เพราะเก็บได้นาน และสามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลาย ทั้งสแน็กบาร์ เครื่องดื่ม เจลสุขภาพ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

“ผำสดประมาณ 20-25 กิโลกรัม จะได้ผำแห้งเพียง 1 กิโลกรัม จึงทำให้ผำแห้งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต”

และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากคือ “ผำฉะ” ซึ่งพัฒนาขึ้นในแนวทางคล้ายมัทฉะ โดยใช้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพจากผำ

“ทีมวิจัยพยายามผลักดัน “ผำฉะ” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจากผำ เพราะประเทศไทยมีการบริโภคมัทฉะสูงมากอยู่แล้ว จึงมองว่าเป็นตลาดที่สามารถต่อยอดได้

จากการทดลองนำ “ผำฉะ” ไปให้ผู้บริโภคในญี่ปุ่นทดลอง พบว่ารูปลักษณ์ใกล้เคียงกับมัทฉะมาก แต่จุดเด่นของผำคือมีโปรตีนสูงกว่า และสามารถต่อยอดในกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรือสายฟิตเนสได้”

ซึ่งมองว่า ในอนาคต หากพูดถึง “ผำ” หรือ “Wolffia” คนทั่วโลกควรนึกถึงประเทศไทย เช่นเดียวกับที่คนทั่วโลกนึกถึงญี่ปุ่นเมื่อพูดถึงมัทฉะ

สำหรับตลาดต่างประเทศ อาจารย์ระบุว่า กลุ่มที่ให้ความสนใจผำมากคือ ตลาดสุขภาพในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง ที่เริ่มมองหาอาหารเพื่อสุขภาพและโปรตีนทางเลือก

แม้ปัจจุบันตลาดยังไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น บริษัทต่างประเทศเริ่มสอบถามเรื่องกำลังการผลิตผำแห้งในระดับอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้านคุณภาพและเอกสารรับรองมาตรฐานอย่างจริงจัง

“ตลาดโลกวันนี้ให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพมากขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่รสชาติ แต่ต้องการรู้ว่าอาหารมีโปรตีน สารสำคัญ หรือกรดอะมิโนอะไรบ้าง รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้ว่า ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่

ยกตัวอย่างล่าสุด มีแพทย์จากประเทศสิงคโปร์ติดต่อเข้ามาหาทีมวิจัย หลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโปรตีนทางเลือกจากพืช และพบงานวิจัยเกี่ยวกับผำของไทย โดยสนใจนำไปศึกษาต่อยอดด้านสุขภาพและสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสายตา”

นี่สะท้อนให้เห็นว่า ผำไม่ได้เป็นเพียงผักพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่วัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และสารสกัดมูลค่าสูงในอนาคต

อีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทยคือ การท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาหลายสิบล้านคน หากสามารถทำให้คนต่างชาติรู้จักและทดลองบริโภคผำในประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะผ่านร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือสตรีตฟู้ด ก็จะช่วยสร้างการรับรู้ในระดับโลกได้โดยไม่ต้องเริ่มจากการส่งออกโดยตรง

อาจารย์เรียกแนวคิดนี้ว่า “ส่งออกโดยไม่ต้องส่งออก” เพราะเมื่อผู้บริโภคต่างชาติรู้จักและยอมรับสินค้าแล้ว การขยายตลาดไปต่างประเทศก็จะทำได้ง่ายขึ้น

สุดท้าย อาจารย์มองว่า ทิศทางของผำสอดคล้องกับเทรนด์โลกอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องอาหารสุขภาพ การผลิตที่ใช้น้ำน้อย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของผำไทยในอนาคต

Related Posts