“สังคมรักสุขภาพ” กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ ที่มีภาพสะท้อนชัดจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการหันมาตื่นตัวกับการออกกำลังกาย ตั้งแต่ยุคเต้นแอโรบิก งานวิ่งมาราธอน มาจนถึงกีฬาความท้าทายสูงอย่าง HYROX
แต่แค่ขยับร่างกายอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะปัจจัยหลักของสุขภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจาก “อาหาร” ในยุคที่เราพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ คำถามคือ…ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่กินเข้าไปทุกวันเพราะต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจวิ่งไล่ทันจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากสารเคมีสะสมในอาหารได้

นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตของ Mr.Sho Oga (โช โอกะ) ผู้ที่เคยทำงานดูแลผู้ป่วยหนักในออสเตรเลียและอยู่ในวงการเครื่องมือแพทย์มานานถึง 19 ปี เขาเห็นผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกวันจนตระหนักได้ว่า การป้องกันก่อนป่วย คือคำตอบเดียวที่ยั่งยืน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจผันตัวมาเป็นเกษตรกรออร์แกนิกในประเทศไทย เพื่อสร้างอาหารที่เป็น “ยารักษาชีวิต” อย่างแท้จริง
คุณโช โอกะ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะหันมาจับงานเกษตรออร์แกนิกอย่างเต็มตัว ย้อนไปเมื่อราวๆ 30 ปีก่อน เขาเคยทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลีย ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอาการหนักอยู่ประมาณ 3 ปี จากนั้นก็ย้ายกลับมาทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ในบริษัทผลิตเครื่องมือแพทย์อีกราวๆ 16 ปี
การได้ทำงานทั้งสองบทบาทนี้รวมเวลาเกือบ 19 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เพราะทำให้เขาต้องคลุกคลีกับเรื่องเจ็บป่วยมาโดยตลอด คุณโชสังเกตเห็นว่า ตอนทำงานที่ออสเตรเลีย ผู้ป่วยที่คุณโชดูแลส่วนใหญ่ หรือราวๆ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคอื่นๆ

และยิ่งเวลาผ่านไป เขากลับพบว่าอัตราคนป่วยกลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้กระทั่งเด็กๆ ก็เริ่มเจ็บป่วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เรื่องนี้ทำให้คุณโชเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมคนเราถึงป่วยกันเยอะขึ้นขนาดนี้”
พอพยายามสืบหาต้นตอ คุณโชก็พบว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพ ก็คือ “อาหารการกินในชีวิตประจำวัน” ซึ่งเป็นมุมมองที่แพทย์หลายท่านก็นึกถึงเช่นกัน
คุณโชอธิบายในมุมมองของตัวเองว่า หากมองย้อนกลับไปช่วง 70 ปีก่อน ระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ยุคการผลิตแบบเน้นปริมาณ หรือ Mass Production เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในฝั่งการเกษตรและการแปรรูปอาหาร เมื่อต้องเน้นการผลิตทีละมากๆ จึงเริ่มมีการนำเทคโนโลยี ปุ๋ย สารบำรุง หรือวัตถุดิบสังเคราะห์เข้ามาช่วย เพื่อควบคุมคุณภาพ ปรับแต่งรสชาติ กลิ่น สี รวมถึงการถนอมอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น ซึ่งกลายเป็นรูปแบบอาหารส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน
เมื่อผู้คนบริโภคอาหารเหล่านี้ต่อเนื่องทุกวัน จึงอาจเกิดการสะสมของสารต่างๆ ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น

คุณโชเห็นภาพนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี และรู้สึกว่า ต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ยา หรือเครื่องมือรักษาจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ก็อาจจะวิ่งไล่ตามจำนวนคนป่วยไม่ทัน หากเรายังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้คุณโชตัดสินใจผันตัวมาเป็นเกษตรกร เพื่อสร้าง “อาหารปลอดภัย” ให้ผู้คนได้ทานกัน
จากใจคนญี่ปุ่นที่ตกหลุมรักเมืองไทย
สู่ฟาร์มออร์แกนิกที่ปากช่อง
ชู ‘โมโรเฮยะ’ ซูเปอร์ฟู้ดแห่ง
HarmonyLife Organic Farm
คุณโชเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ได้มาเมืองไทย เกิดขึ้นตอนทำงานบริษัทเครื่องมือแพทย์ที่ญี่ปุ่น แล้วทางบริษัทมาเปิดสาขาในไทย ย่านบางปะกง (สำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ) เขาจึงถูกส่งมาประจำที่นี่ อยู่นานราว 6 ปี
พอได้ใช้ชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มตกหลุมรักเมืองไทย ประกอบกับความตั้งใจเดิมที่อยากหันมาทำเกษตรออร์แกนิกอยู่แล้ว จึงตัดสินใจปักหลักทำฟาร์มที่นี่เลย โดยเลือกพื้นที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา บนเนื้อที่ 70 ไร่ ปลูกผักหมุนเวียนตามฤดูกาลมากกว่า 70 ชนิด

ซึ่งในบรรดาผักทั้งหมด ผักไฮไลต์ตัวแรกที่คุณโชเลือกปลูกที่ฟาร์ม คือ “ผักโมโรเฮยะ” ผักชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอียิปต์ คำว่า โมโรฮี๊ยะ ในภาษาอียิปต์แปลว่า “ผักของพระราชา” สาเหตุที่คุณโชเลือกผักนี้เป็นพระเอกหลัก เพราะเป็นผักที่มีอุดมไปด้วยสารอาหารสูงมาก มีไฟเบอร์ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำนี้เองที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลและไขมันไม่ดีในร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีวิตามินและแร่ธาตุสูงกว่าผักทั่วไปที่เราคุ้นเคยอย่างผักโขมหรือบร็อกโคลี โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่มีมากกว่าผักโขมถึง 4-5 เท่า จนเรียกได้ว่าเป็น “ซูเปอร์เวจเจ็ตเทเบิล” หรือสุดยอดผักสุขภาพที่คุณโชตั้งใจปลูกเพื่อให้ทุกคนได้กินสิ่งที่ดีที่สุด
แตกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ คุณโชบอกว่า ไม่ง่าย เพราะยอมรับตรงๆ เลยว่า “ไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเลยแม้แต่น้อย” มีแค่ใจที่อยากทำฟาร์มออร์แกนิกล้วนๆ ทำให้ในช่วง 6-7 ปีแรกถือเป็นช่วงที่หนักหนาสาหัส ล้มลุกคลุกคลาน เจอปัญหาจนเกือบยอมแพ้ไปแล้ว
คุณโชจึงบินกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้เทคนิคการบำรุงดินและการทำจุลินทรีย์อย่างจริงจัง จนวันนี้ทำฟาร์มประสบความสำเร็จเข้าสู่ปีที่ 27 แล้ว และได้ข้อสรุปหัวใจสำคัญของดินที่ดีไว้ 3 ข้อหลักๆ คือ
1. การอุ้มน้ำและระบายน้ำที่ดี ดินต้องไม่แห้งแล้งแต่ก็ต้องไม่อุ้มน้ำจนแฉะเกินไป
2. สารอาหารในดินต้องพร้อม เพื่อให้พืชได้กินอาหารที่อุดมสมบูรณ์
3. ต้องมีจุลินทรีย์ที่ดี ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าในดินมีจุลินทรีย์ฝั่งดีเยอะ พืชพรรณจะแข็งแรง และช่วยลดการเกิดโรคพืชได้เองตามธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ คุณโชจึงนำความรู้เรื่อง จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM) ที่คิดค้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรุโอะ ฮิกะ จากมหาวิทยาลัยริวกิว ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาปรับใช้ในไทย เพราะการทำเกษตรออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมี ถ้าไม่เริ่มจากดินที่ดี ปัญหาเรื่องโรคและแมลงจะตามมาทันที โดยเบื้องหลังของจุลินทรีย์สูตรนี้ มีตัวหลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ยีสต์ (กลุ่มเดียวกับที่ใช้ทำขนมปัง) แลคโตบาซิลลัส (แบคทีเรียกรดนมที่มีประโยชน์) โฟโตโทรฟิกแบคทีเรีย (หรือจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
พอประสานพลังกับจุลินทรีย์ธรรมชาติในท้องถิ่นอีกกว่า 70-80 ชนิด ก็กลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยพรวนดินให้มีชีวิต และเปลี่ยนเรื่องยากของการทำเกษตรออร์แกนิก ให้กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายขึ้น
“ป้องกันก่อนป่วย ดีกว่ารอรักษา”
ตอบโจทย์สังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
แนวคิด “ป้องกันก่อนป่วย ดีกว่ารักษาทีหลัง” ของคุณโช ไม่ได้มาจากทฤษฎีที่ไหน แต่มาจากประสบการณ์จริงที่เคยเห็นผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลมานับไม่ถ้วน
คุณโชบอกว่า ถ้ารอให้ป่วยหนักแล้วค่อยไปรักษา บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ โอกาสที่จะรักษาร่างกายให้กลับสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นยากมาก เพราะฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ “การป้องกันไม่ให้ตัวเองป่วยตั้งแต่แรก”
แล้วจุดเริ่มต้นของการป้องกันคืออะไร คุณโชย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดคือ “อาหารที่เรากินทุกวัน” เพราะการกินตามใจปาก หรือกินโดยไม่ได้สังเกตที่มาที่ไป อาจกลายเป็นความเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ขอแค่กินผักเยอะๆ สุขภาพก็แข็งแรงแล้ว” แต่ในความเป็นจริง ผักทั่วไปที่มีสารตกค้างสะสม เมื่อกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน สารเคมีเหล่านั้นก็จะค่อยๆ สะสมอยู่ในร่างกาย จนวันหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกัน
ในทางกลับกัน ผักออร์แกนิกที่ปลูกแบบธรรมชาติ นอกจากจะปลอดภัยจากสารเคมีสะสมแล้ว งานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศยังพบว่า ผักที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติในดินที่สมบูรณ์ มีพฤกษเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผักทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
การเลือกกินอาหารที่ปลอดภัย จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อให้อิ่มท้อง แต่เป็นการลงทุนดูแลสุขภาพตัวเองในระยะยาว เพื่อไม่ต้องไปเสียเวลาและเสียสุขภาพกับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในอนาคต
“SUSTAINA” เครือข่ายส่งต่อ
“ความมั่นคงทางอาหาร”
ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีก่อน คุณโชบอกว่า คำว่า “ออร์แกนิก” ยังเป็นเรื่องใหม่มากในสังคมไทย ยุคนั้นยังไม่มีองค์กรคอยรับรองมาตรฐานอย่าง Organic Thailand หรือมาตรฐานอื่นๆ เหมือนทุกวันนี้ คนทั่วไปเลยยังนึกภาพไม่ค่อยออกว่าออร์แกนิกคืออะไร เพราะฉะนั้นการจะทำให้คนเข้าใจออร์แกนิกได้ดีที่สุด คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ชิมและสัมผัสจริง” นั่นจึงเป็นที่มาของการเปิดร้านอาหารและคาเฟ่ขึ้นมา ชื่อร้านว่า “SUSTAINA” แต่สำหรับคุณโช ที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่คือ “เครือข่าย” ที่ใช้ส่งต่อวิถีออร์แกนิกไปสู่ผู้คน

ผ่านวัตถุดิบในร้านที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยเมนูหลักอย่างผักสดมาจาก HarmonyLife Organic Farm โดยตรง หรือแม้กระทั่งเมล็ดกาแฟ โกโก้ ชาสมุนไพร หรือผลไม้ทำสมูทตี้ก็ใช้แบบออร์แกนิกทั้งหมด รวมไปถึงน้ำตาลก็เลือกใช้น้ำตาลทรายแดงออร์แกนิก ไม่ใช้น้ำตาลทรายขาวขัดสี ส่วนซอสปรุงรสต่างๆ ทางร้านก็เคี่ยวทำเองแบบโฮมเมดทั้งหมด
ส่วนเนื้อสัตว์ที่เลือกใช้ ก็ผ่านการคัดสรรอย่างละเอียดเช่นกัน เช่น ปลา ก็เลือกใช้ปลาธรรมชาติจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ใช้ปลาเลี้ยงจากฟาร์ม ไก่และไข่ เลือกใช้ไก่บ้าน และไข่ไก่ที่เลี้ยงเองแบบธรรมชาติภายในฟาร์ม

หมูและเนื้อวัว ทางร้านเลือกที่จะ “ไม่มีเมนูเนื้อหมูและเนื้อวัว” เนื่องจากในตลาดตอนนี้ การคัดสรรเนื้อหมูและเนื้อวัวที่เป็นออร์แกนิกปลอดสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ยังทำได้ยากมาก
ที่สำคัญที่สุด คุณโชยึดหลักไว้เลยว่า “อาหารสุขภาพต้องอร่อย” ไม่จำเป็นต้องฝืนกิน หรือทนกินรสชาติเค็มๆ จืดๆ เพราะคำว่าออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ กับความอร่อยลงตัว สามารถเดินไปด้วยกันได้
‘บะหมี่โมโรเฮยะ’
เสียงสะท้อนความสำเร็จ
เมื่ออาหารออร์แกนิก
ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ถามว่าใช้เวลานานไหมกว่าคนไทยจะเข้าใจคำว่าออร์แกนิก คุณโชบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องเดินทางและเรียนรู้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
นอกจากทำฟาร์มและทำร้านอาหารแล้ว คุณโชยังจัดงานอบรมให้ความรู้เรื่องออร์แกนิกอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าการสร้างความเข้าใจที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้ผู้คนได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งแม้ว่าวันนี้คนไทยจะเริ่มตระหนักและหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศ การเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกแท้ๆ ก็ยังถือว่ามีสัดส่วนที่ไม่มากนัก และยังมีเรื่องให้ต้องพยายามผลักดันกันต่อ

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลง คือการเปิดรับของตลาด จุดเริ่มต้นในยุคแรก มีเพียง Lemon Farm ที่เป็นพันธมิตรเจ้าแรกๆ ที่เห็นคุณค่าและนำสินค้าของฮาร์โมนีไลฟ์ไปวางขาย แต่มาวันนี้สินค้าออร์แกนิกเริ่มมีพื้นที่เฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ตแทบทุกแห่ง ทั้งห้างใหญ่อย่าง Takashimaya (ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย), Tops, Lotus’s หรือ Makro

โดยเฉพาะ “บะหมี่ผักโมโรเฮยะ” สินค้าแปรรูปขึ้นชื่อของฟาร์ม ที่ได้รับผลตอบรับดีมาก จนแบรนด์ใหญ่อย่างร้านสุกี้ MK นำไปใช้ในเมนู รวมถึงร้านสะดวกซื้อต่างๆ ก็เริ่มหันมามองหาอาหารปลอดภัยไปวางจำหน่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถอดสูตรความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่น
เมนูออร์แกนิกที่ใครกินก็ติดใจ
ในราคาที่จับต้องได้
หลายคนชอบคิดว่าอาหารสุขภาพหรืออาหารออร์แกนิกมักจะรสชาติจืดชืด แต่สำหรับคุณโช เรื่องรสชาติคือหัวใจสำคัญเช่นกัน โดยชูเคล็ดลับความอร่อยมาจากธรรมชาติแท้ๆ

“เรามีความคิดที่ว่าอาหารเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องไม่อร่อย และไม่จำเป็นต้องฝืนกินเพื่อให้ได้สุขภาพ เพราะจริงๆ แล้วผักออร์แกนิกที่ปลูกในดินที่สมบูรณ์จะมีรสชาติเข้มข้นและหวานกรอบกว่าผักทั่วไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วมาประสานรวมกันกับอูมามิจากสาหร่ายเกรดพรีเมียม ที่ทางร้านเลือกใช้ “ริชิริคอมบุ” (Rishiri Kombu) สาหร่ายคอมบุเกรดพรีเมียมชื่อดังจากญี่ปุ่น นำมาดึงรสอูมามิกลมกล่อมตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งผงชูรสหรือสารสังเคราะห์”

โดยมีวัตถุดิบและเมนูชูโรงอย่าง “King of Tofu” ที่รวมเต้าหู้ 4 ชนิดไว้ในจานเดียว โดยมีไฮไลต์คือเต้าหู้งาโฮมเมดสูตรเฉพาะของร้าน Sustena รวมถึงเมนูปลาธรรมชาติต่างๆ
ในส่วนของการปรุงอาหารที่นี่จะดึงเสน่ห์แบบญี่ปุ่นด้วย โชยุคุณภาพดี และมิโสะ ซึ่งไม่ได้เอาไว้ทำแค่ซุป แต่ยังนำมาดัดแปลงเป็นซอสหมักและผัดผักได้อย่างกลมกล่อม โดยรังสรรค์รสชาติในสไตล์ญี่ปุ่น 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมผสานความเป็นไทยและยุโรปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ทานง่ายและถูกปากคนทุกกลุ่ม แถมยังใช้ข้าวออร์แกนิกทั้งหมด

คุณโชทิ้งท้ายว่า แม้ลูกค้าที่มาทานจะมีทั้งคนไทย คนญี่ปุ่น และชาวต่างชาติ แต่เป้าหมายสำคัญในวันนี้ ไม่ใช่แค่การทำอาหารสุขภาพให้คนเฉพาะกลุ่ม แต่คือการ “ทำให้ทุกคนเข้าถึงอาหารออร์แกนิกได้” จึงตั้งราคาให้เป็นมิตร พร้อมออกเมนู “เบนโตะ” (ข้าวกล่องออร์แกนิก) ในราคาที่จับต้องง่าย เพื่อให้คนทำงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ได้กินอาหารดีๆ ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป

ออร์แกนิกไม่ใช่แค่เรื่องกิน
แต่คือการกู้วิกฤต
“น้ำและระบบนิเวศ” อย่างยั่งยืน
คุณโชบอกว่า การทำเกษตรออร์แกนิกมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่เรื่องสุขภาพของคนกิน เพราะหัวใจสำคัญที่ผูกโยงชีวิตของทุกคนไว้ด้วยกันคือ “เรื่องน้ำ”
น้ำจากแม่น้ำลำคลองถูกนำมาใช้ทั้งในการเกษตรและหมุนเวียนมาทำเป็นน้ำดื่ม ถ้าลำคลองปนเปื้อน พืชผักที่ใช้น้ำนั้นก็ปนเปื้อนตาม สุดท้ายก็ไหลลงสู่ทะเล กระทบสัตว์น้ำและห่วงโซ่อาหารทั้งหมด
เมื่อมองถึงต้นเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสีย ส่วนใหญ่มาจาก 3 ส่วนหลักๆ คือ น้ำทิ้งจากครัวเรือนในชีวิตประจำวัน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการทำเกษตรที่ไหลลงแหล่งน้ำเวลาฝนตก การหันมาทำเกษตรออร์แกนิกจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหยุดการปล่อยสารตกค้างลงสู่ธรรมชาติ

นอกจากเรื่องน้ำแล้ว การลดใช้สารเคมีกำจัดแมลงยังช่วยปกป้อง “ระบบนิเวศ” อีกด้วย เพราะแมลงคือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การใช้สารเคมีฉีดพ่นไม่ได้กำจัดแค่แมลงศัตรูพืช แต่ยังทำลายแมลงตัวดีและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในระบบนิเวศไปด้วย
คำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ในมุมมองของคุณโช จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเกษตรกรที่ปลูกผักออร์แกนิกเท่านั้น แต่คือการที่ทุกคนในสังคมหันมาร่วมมือและมีจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน
ก้าวสู่ Longevity Economy
สุขภาพดีอย่างยั่งยืน
ต้องเริ่มจากการเลือกอาหารที่ “ปลอดภัย”
ในมุมมองของคุณโช หัวใจของ Longevity Economy หรือ “เศรษฐกิจอายุยืน” ในอนาคต ไม่ใช่แค่การรักษาสุขภาพตอนป่วย แต่คือการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเริ่มต้นจากอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน
คุณโชตั้งข้อสังเกตว่า คนส่วนใหญ่มักมองเรื่องโภชนาการแค่จากตัวเลข เช่น มีโปรตีน วิตามิน หรือเกลือแร่เท่าไหร่ แต่บางครั้งสินค้าแปรรูปที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งมากๆ ก็ยังมีตัวเลขโภชนาการอยู่ ทั้งที่อาจมีการสะสมของวัตถุปรุงแต่งในปริมาณมาก ซึ่งหากบริโภคต่อเนื่องยาวนานก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน การดูแค่ฉลากโภชนาการหรือส่วนประกอบหลักอย่างเดียว จึงอาจยังไม่พอที่จะบอกได้ว่าอาหารนั้น “ปลอดภัยและดีต่อร่างกายจริงๆ หรือเปล่า”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้บริโภคต้องตระหนักว่า อาหารคือตัวกำหนดสุขภาพ ถ้ารับสิ่งที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ ร่างกายก็จะแข็งแรงตามธรรมชาติ
ความตั้งใจในอนาคตของคุณโช จึงเน้นไปที่การสร้างความตระหนักรู้และการแบ่งปันองค์ความรู้เรื่องอาหารปลอดภัยให้กับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียน และนักศึกษา ที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องเกษตรออร์แกนิกและสุขภาพกันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ฝั่งการผลิตแบบเน้นปริมาณ (Mass Production) ในอนาคตก็จำเป็นต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่มุ่งผลิตให้ได้เยอะที่สุด แต่ต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภคด้วย เพื่อให้สังคมก้าวเข้าสู่ยุคของการมีอายุยืนยาวที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : HarmonyLife Organic Farm, Sustaina Organic Cafe หรือโทร. 02-721-7511
