แปรรูปสินค้าเกษตร
ท่ามกลางกระแสอาหารเพื่อสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก แนวคิดเรื่อง “แป้งทดแทน” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือการปรับโครงสร้างการบริโภคในระยะยาว หนึ่งในผู้ที่มองเห็นโอกาสนี้อย่างเป็นระบบคือ ผศ.ดร.ธรรมรัตน์ แก้วมณี CO-FOUNDER & CTO บริษัท มูซาเรี่ยม จำกัด (Musarium Co.,Ltd.) ผู้พลิกโจทย์ปัญหาเกษตรกรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้นของการพัฒนา “แป้งจากกล้วยน้ำว้า” ไม่ได้เกิดจากการตั้งต้นทำธุรกิจ หากแต่เริ่มจากบทบาทนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหารโดยตรง โจทย์สำคัญมาจากผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มองเห็นกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการใช้แป้งกล้วยชงน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน ซึ่งมีความต้องการในตลาดระดับหนึ่ง แต่ปัญหากลับอยู่ที่ “ผลิตได้มาก แต่ขายได้น้อย” หลายชุมชนตั้งโรงงานขนาดเล็กหรือรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ผลิตแป้งได้หลักร้อยกิโลกรัมต่อเดือน ขณะที่ยอดจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพกลับอยู่เพียงหลักไม่กี่กิโลกรัม ทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายอย่างชัดเจน “แป้งกล้วยถือว่ามีคุณประโยชน์และคุณสมบัติ
“โกโก้” เป็นสินค้าซุปเปอร์ฟู้ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงสมอง เพิ่มประสิทธิภาพด้านความจำ ช่วยให้อารมณ์ดี และป้องกันโรคซึมเศร้าแล้ว การเติบโตของธุรกิจคาเฟ่และร้านขนม ทำให้ความต้องการนำโกโก้ไปเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องดื่มและขนมเติบโตตามไปด้วย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากโกโก้และช็อกโกแลตออร์แกนิกจึงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในเวทีตลาดโลก และเป็นประตูแห่งโอกาสของโกโก้ไทย หลังเมล็ดโกโก้ไทยที่ส่งเข้าประกวด คว้ารางวัลในงาน International Chocolate Awards Asia Pacific 2018 ทำให้โกโก้ไทยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ ช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกโกโก้ไทยไปตลาดโลกได้มากขึ้น ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกโกโก้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากโกโก้เป็นพืชทำเงินที่สามารถเก็บผลผลิตได้ทุกๆ 15 วัน ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ ทุกวันนี้ ทุกส่วนของโกโก้สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เป็นทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และยา ส่วนไขมันโกโก้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และเปลือกเป็นภาชนะใส่ขนมและไอศกรีม แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและปุ๋ย ดังนั้น การผลิตโกโก้ติดเทรนด์สู่ความยั่งยืนแบบ Ze
“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” พืชพื้นบ้านที่วันนี้กำลังถูกจับมาแต่งตัวใหม่ จากพืชท้องถิ่นเรียบง่ายสู่ซูเปอร์ฟู้ดคนเมือง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผำได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่สูงมาก สอดรับกับเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังมาแรง อย่างไรก็ตาม หากเทียบประโยชน์ของผำที่มีมากมายกับระดับการรับรู้ของผู้บริโภคทั่วไป ถือว่ายังเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการหลายกลุ่มจึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผำหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และตลาดแมสได้ง่ายขึ้น เพื่อหวังยกระดับจากพืชน้ำจิ๋วสู่การสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง พร้อมผลักดันพืชพื้นบ้านไทยให้ก้าวขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย คุณโอ-วุฒิพล ประดับวัน ประธานวิสาหกิจชุมชนสำราญโรจน์ และเจ้าของแบรนด์ ROJI by Samranroj อยู่ที่บ้านโนนสำราญ ตำบลโนนภิบาล อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม อดีตเกษตรกรฟาร์มโคนมที่ผันตัวมาเพาะเลี้ยงและแปรรูป “ผำ” จนกลายเป็นสินค้าไวรัลที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในปัจจุบัน ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน พี่โอทำฟาร์มโคนมร่วมกับคุณพ่อ แต่ด้ว
มะปี๊ด หรือ ส้มจี๊ด พืชครัวประจำท้องถิ่นของจันทบุรี มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีความเปรี้ยวไม่แพ้มะนาว ชาวจันท์จึงมักนำ “มะปี๊ด” มาใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารแทนการใช้มะนาว เนื่องจากหาทานได้ง่าย หลายบ้านปลูกเป็นพืชข้างครัว ปัจจุบันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้คนเมืองจันท์ไม่น้อย คุณวรพชร วงษ์เจริญ หรือ คุณนุ่ม อยู่ที่บ้านโป่งแรด ตำบลพลับพลา อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ลูกหลานเกษตรกร ผู้ปั้นแบรนด์ แรบบิท จันท์ (Rabbit Chan) ดัน “มะปี๊ด” พืชประจำถิ่นของคนเมืองจันท์ สู่พืชเศรษฐกิจรองจากมังคุดและทุเรียน โดยปีที่ผ่านมาสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะปี๊ด กว่า 4 ล้านบาท ซึ่งภายในปี 66 นี้ ตั้งเป้าทำรายได้ต้องไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าส่งออกตลาดต่างประเทศ คุณนุ่ม เล่าประวัติของมะปี๊ดให้ฟังว่า มะปี๊ด ถือเป็นพืชคู่ครัวเมืองจันท์มาไม่ต่ำกว่า 150 ปี มีปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ โดยส่วนใหญ่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะปลูกมังคุดและทุเรียนเป็นพืชหลัก ส่วนมะปี๊ดมีปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปลูกเอาไว้เป็นพืชข้างครัวสำหรับนำมาทำกับข้าว แทนการใช้ม
ภาคใต้เป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะมังคุด เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออกและสร้างรายได้ให้ประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ผลผลิตมังคุดของภาคใต้ในฤดูจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม คิดเป็นร้อยละ 79 และมังคุดนอกฤดูอีกร้อยละ 21 ทั้งนี้ มังคุดของภาคใต้ พบปลูกมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ให้ผล 93,567 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 42 ของเนื้อที่ให้ผลมังคุดในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด สร้างมูลค่าให้จังหวัดปีละ 1,217 ล้านบาท สถานการณ์การผลิตและตลาดมังคุดของภาคใต้ที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายผลผลิตมังคุดในรูปแบบผลสดแบบคัดเกรด คละขนาด และตกเกรด ซึ่งผลผลิตแบบตกเกรดมาจากปัจจัยหลายด้าน อาทิ ผลผลิตเน่าเสียง่าย สุกเร็ว สภาพอากาศที่แปรปรวน ผลผลิตเสียหายระหว่างเก็บเกี่ยวและขนส่ง ส่งผลให้เกิดของเหลือทิ้งที่เป็นวัสดุเกษตร (Agricultural Waste) จำนวนมากตามไปด้วย ซึ่งผลมังคุดประกอบด้วยเปลือกแข็งประมาณร้อยละ 17 เปลือกอ่อนร้อยละ 48 เนื้อมังคุดร้อยละ 30 ขั้วร้อยละ 4 และส่วนที่เกิดการสูญเสียร้อยละ 1 ในแต่ละปีคาดว่ามีวัสดุเหลือทิ้งจากมังคุด ร้อยละ 65 ของ
ปัจจุบันการเลือกซื้อผักของผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่อง “สด” หรือ “ราคา” เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา กระบวนการปลูก และความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะผักออร์แกนิคที่หลายคนเลือกนำมาปรุงอาหารเพื่อดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว แต่สำหรับคนเมืองที่ไม่ได้มีเวลาเดินตลาด หรืออยากรู้ว่าผักที่ซื้อมีที่มาจากไหน ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาช่วยเชื่อมต่อระหว่าง “ฟาร์ม” กับ “ผู้บริโภค” โดยตรง ทำให้สามารถเลือกซื้อผักจากเกษตรกรและฟาร์มต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพียงสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ก็รอรับผักสดถึงบ้าน วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปรู้จัก 3 แพลตฟอร์มที่น่าสนใจ สำหรับคนที่กำลังมองหาผักออร์แกนิคและผักปลอดภัยจากแหล่งผลิต จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย 1. Happy Grocers Happy Grocers เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกรและผู้ผลิตอาหาร โดยรวบรวมผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากฟาร์มหลายแห่งมาไว้ในช่องทางเดียว จุดเด่นคือผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลาย โดยแพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาและมาตรฐานของผู้ผลิต ทำให้ผู้ซื้อมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากกว่าการซื้อผักทั่วไป ร
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตากเริ่มปลูกโกโก้หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอำเภอพบพระมีพื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดโดยนิยมปลูกแซมกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผ่านมามีการใช้ประโยชน์จากโกโก้ในรูปแบบต่างๆ เช่น นำใบมาทำจานลดภาวะโลกร้อน เมล็ดนำมาแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนฝักนำมาย้อมผ้า หรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หรือหมักทำปุ๋ย แต่เปลือกโก้โก้ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งๆ ที่เปลือกโกโก้มีสารอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ราย มีพื้นที่ปลูกโกโก้กว่า 500 ไร่ มีผลผลิต 7,000-8,000 กิโลกรัมต่อเดือน โดยส่งเสริมการปลูกให้สมาชิกปลูกโกโก้สายพันธุ์ IM.1 (ไอเอ็ม.1) ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาคัดเลือกพันธุ์โดย รศ.ดร.สัณห์ ละอองศรี จุดเด่นของโกโก้สายพันธุ์คือ ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนแมลง เมล็ดโกโก้มีขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม ความเปรี้ยวต่ำ และให้ผลผลิตสูง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิก ได้รับซื้อผลโกโก้จากสมาชิกเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้หลากหลายรูปแบบ เช่น ผงโกโก้ โกโก้ นิสบ์ โกโก้แห้ง
แปลงปลูกกุหลาบอินทรีย์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ไม่ไกลจากกาดทุ่งฟ้าบด หรือกาดวัว เป็นตลาดวันเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ที่นี่มีขายทุกอย่าง แค่เดินเข้าซอยไปประมาณกิโลเมตรกว่าๆ ก็พบกับสวนกุหลาบซ่อนอยู่ตรงนี้จริงๆ สันป่าตอง ไม่ได้มีแค่ข้าวเหนียวสันป่าตองเท่านั้น แต่มีกุหลาบสันป่าตองด้วย กุหลาบมอญสีแดง สีชมพู กลิ่นหอมชื่นใจที่สุด กลิ่นหอม สะอาด จากกุหลาบเป็นอย่างนี้เอง “ถ้าพี่รู้ว่ามีสวนกุหลาบอินทรีย์อยู่ตรงนี้พี่มานานแล้ว พี่คิดว่าเป็นสวนกุหลาบธรรมดา” เมื่อมาเจอสวนกุหลาบ โชคดีได้พบเจ้าของสวนด้วย ลุงเสริฐ (ประเสริฐ สมโณ) ที่เพิ่งเก็บกุหลาบเสร็จใหม่ๆ นั่งชมกุหลาบแล้วก็คุยกับ ลุงเสริฐ เจ้าของสวนกุหลาบอินทรีย์ เปลี่ยนจากไร่นาเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ ลุงเล่าว่า สมัยบรรพบุรุษมีผืนดินเป็นที่นา 33 ไร่ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ลูกสาวจบมาจากออสเตรเลีย เขาเริ่มมีความคิดว่า ปรับเป็นสวน เราก็คิดไว้แล้ว เมื่อก่อนก็ปลูกเป็นไร่นาผสมผสาน แต่เขาปรับเป็นสวนแล้วก็ทำเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ก็เพื่อสุขภาพเราด้วย ตอนนั้นเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรมาตรวจเอาดินไปตรวจ ไม่ให้สารเคมีจากพื้นที่ใกล้เคียงมารบกวน ตรวจหล
รายงานข่าว โดย คุณกาญจนา จินตกานนท์/ตราด “สาหร่ายผ้าห่ม” เปรียบเสมือนวัชพืชในบ่อเลี้ยงกุ้ง กำลังถูกพัฒนาเป็นเส้นใยทอผ้า เสื้อผ้า และเครื่องประดับรักษ์โลก ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับชุมชนชายฝั่ง พร้อมผลักดันสู่ผ้าอัตลักษณ์ของจันทบุรี ผุดไอเดียเปลี่ยนวัชพืชเป็นเงิน นางกัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี กล่าวว่า “สาหร่ายชีวมวล” หรือ “สาหร่ายผ้าห่ม” เปรียบเสมือนวัชพืชในบ่อเลี้ยงกุ้ง จนกระทั่งปี 2568 ศูนย์ได้ดำเนินงานวิจัยการใช้ประโยชน์เป็นเส้นใยสำหรับการผลิตสิ่งทอหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เกิดมูลค่าสูงสุด อีกทั้งเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชุมชน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) แผนแม่บทศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2566-2570 ของสำนักงาน กปร. ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งน
หากพูดถึง “ผักตบชวา” ภาพจำของใครหลายคนคงเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า ตัวการสำคัญที่ขวางทางน้ำไหลจนทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย ทั้งยังขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและฆ่าไม่ตาย แต่สำหรับชาวอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พืชชนิดนี้กลับกลายเป็น “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่นำมาสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล จุดเริ่มต้น จากผ้าทอสู้วิสาหกิจชุมชนระดับประเทศ ครูเต้ย-ดาธิณี ตามเพิ่ม ครู ศกร.ระดับตำบลหนองน้ำใส เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2559 ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นกลุ่มทอผ้าดั้งเดิม ได้รับโอกาสและการสนับสนุนจาก ท่านสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ในขณะนั้น) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาผักตบชวาล้นลำคลองรพีพัฒน์ ซึ่งต้องเสียงบประมาณกำจัดปีละหลายล้านบาท “ตอนนั้นท่านผู้ว่าฯ ถามว่า ผักตบชวาเอาไปทำอะไรได้อีกบ้างนอกจากทำปุ๋ย เราก็รับปากไปทั้งที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไร แต่เพราะกลุ่มเราทำเรื่องทอผ้าอยู่แล้ว ก็เลยลองเอาเข็มหมุดค่อยๆ สะกิดแกะดูเส้นใยผักตบชวาว่าพอจะเอามาทอได้ไหม แล้วลองทอให้ท่านผู้ว่าฯ ดู พอท่านเห็นว่าทำได้ และมองแล้วน่าจะต่อยอดได้จริงๆ จึงอนุมัติงบซื้อเครื่องจักรแยกเส้นใยมาให
