กรมประมง
กรมประมง…ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ในการดูแลพี่น้องเกษตรกรในช่วงน้ำท่วม-น้ำหลาก เตือน!! เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำจากเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรควรเตรียมรับมือเฝ้าระวัง หมั่นดูแลสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด พร้อมสั่งนำเรือตรวจการประมงออกให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ ประกอบกับน้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่มีปริมาณมากกว่าปกติ อาจส่งผลให้เกิดอุทกภัย มีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ กรมประมงจึงมีความห่วงใยต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง รวมถึงพี่น้องประชาชน โดยได้มีการติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อด้านการประมงอย่างใกล้ชิด ผ่านการดำเนินงานของ “ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง” หรือ “ศปภ.ปม.” ตามนโยบา
ด้วยสภาพทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า มีความชุ่มชื้น ตลอดจนเกิดลำธารน้ำจากภูเขาน้อยใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเอื้อต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ป่าทางธรรมชาติหลายชนิด รวมถึงเขียดแลวหรือกบภูเขาด้วย ทั้งนี้ เขียดแลว มักพบได้มากในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง ส่วนบริเวณชายแดนไทย-พม่า มักพบมากในบริเวณป่าชุ่มชื้นที่มีลำธารน้ำไหล อย่างอำเภอแม่สะเรียง อำเภอปาย ขุนยวม สบเมย ในอดีตประชากรเขียดแลวมีจำนวนมากจัดเป็นอีกเมนูที่ชาวแม่ฮ่องสอนนำมาบริโภคเหมือนอาหารพื้นบ้านทั่วไป อีกทั้งยังได้รับความนิยมแพร่หลายตามร้านอาหารหลายแห่งกระทั่งจำนวนลดลงในสภาวะอันตรายถึงขั้นอาจสูญพันธุ์ จนต้องมีการรณรงค์เพื่อหยุดจับเขียดแลวบริโภคกันเลย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าจะขาดแคลนอาหาร จึงได้มีพระราชเสาวนีย์แก่กรมประมงให้พัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรด้วยการเพิ่มประชากรเขียดแลวเพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติและเป็นอาหารของประชาชนในโครงการธนาคารอาหารชุมชน (FOOD BANK) ตามพระราชดำริ ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองพระรา
กรมประมง เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร และผู้ประกอบการ ถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการตัดต่อพันธุกรรม (สัตว์น้ำ GMOs) หรือ “ปลาเรืองแสง” ออกสู่ตลาดปลาสวยงาม และผล กระทบที่จะเกิดขึ้นกับมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ จากนานาชาติ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมปลาสวยงามของไทย ที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท/ปี และผู้เพาะเลี้ยงจะมีความผิดทางกฎหมายอีกด้วย หากมีไว้ในครอบครองให้ส่งให้กรมประมงได้ตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง ทั่วประเทศ หรือ สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้รับการรายงานว่า ขณะนี้พบมีผู้ที่ทำการเพาะเลี้ยง “ปลาเรืองแสง” หรือ ปลาที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms : GMOs) ด้วยเทคนิคการนำยีนส์ที่ได้จากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลบางชนิดไปใส่ไว้ใน DNA ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลา และจะสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเด่นขึ้นมา เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงไฟ Blacklight จะทำให้ตัวปลาเรืองแสงสะท้อนขึ้นมาเกิดความแปลกตา สวยงาม
ณ แม่น้ำปราณบุรี (บริเวณที่สาธารณประโยชน์ ๒๔ ไร่) ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมประมงจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 2 ล้านตัว ภายใต้โครงการพัฒนาฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาด้านการประมงในแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปี 2565 เพื่อเร่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรชาวประมง และชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยในโอกาสนี้ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานการเปิดงาน โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้กล่าวรายงานและ นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ ทั้งนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “แม่น้ำปราณบุรี” เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเป็นแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมงที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กรมประมงและจังหวัดประจวบคีรี
สมาคมกุ้งไทย ร้องกรมประมงเร่งออกแนวทางแก้ปัญหาโรคกุ้งอย่างเป็นรูปธรรมทั้งห่วงโซ่ ก่อนเกษตรกรถอดใจเลิกเลี้ยง มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายเพิ่มผลผลิตกุ้งให้ได้ 400,000 ตัน ภายในปี 2566 และรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า “พรีเมี่ยม” พร้อมทวงแชมป์โลกอันดับ 1 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มีความห่วงใยเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญปัญหาโรคกุ้งและแก้ปัญหากันมามากกว่า 10 ปี จนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ยากและท้าทายที่สุดคือการเลี้ยงกุ้งให้รอด จึงอยากเรียกร้องให้กรมประมงหาแนวทางหรือมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาเรื่องโรคในการเพาะเลี้ยง นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดีย ที่ยังมีเกษตรกรไม่ได้รับรู้ข่าวสารและมีความห่วงใย ซึ่งการนำเข้าอาจเกิดผลดีในระยะสั้น จึงขอให้กรมพิจารณาผลที่จะเกิดในระยะยาวโดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์ของกุ้งในเวทีโลกด้านคุณภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในฐานะสินค้า “พรีเมี่ยม” รวมถึงโรคอุบัติใหม่จากการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศยังไม่สามารถบรรลุผลการแก้ปํญหาได้ และอาจจะต้องเผชิญกับโรคใหม่ “เป้าหมายการเพิ่มผลผลิต
กรมประมงคว้าระดับ A 2 ปีซ้อน จากผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนิน งานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 1.53 พร้อมร่วมมือต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นทุกประเภท นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประเภทส่วนราชการระดับกรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ผลปรากฏว่ากรมประมงผ่านเกณฑ์การประเมินและถูกจัดให้อยู่ในระดับ A ด้วยคะแนน 91.74 คะแนน ซึ่งได้รับคะแนนการประเมินผลในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เพิ่มขึ้น 1.53 คะแนน เมื่อเทียบจากผลการประเมิน ปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 90.21 คะแนน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลและการป้องกันการทุจริตกรมประมงได้ 100 คะแนน เต็ม จึงถือเป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จของกรมประมงในการเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส สุจริต เป็นธรรม และตรวจสอบได้ มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้
วันที่ 1 มิถุนายน 2565 นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนางสาววรรณพร ดอกจำปา ผู้ตรวจราชการกรม ส.ป.ก. ร่วมพิธีเปิดงาน ” มหัศจรรย์ปลาสวยงามดินแดนสยาม” (The Story of Native Ornamental Fish in Thailand 2022) โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เป็นประธานในพิธีเปิด และ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้กล่าวรายงาน มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ ICON SIAM ชั้น M บริเวณ Charoennakorn Hall ทั้งนี้ ไอคอนสยาม ร่วมกับ กรมประมง เชิญชวนร่วมชมงาน “มหัศจรรย์ปลาสวยงามดินแดนสยาม” จัดขึ้นภายใต้ธีม “The Story Of Native Ornamental Fish in Thailand 2022” งานเดียวที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านการ “เล่าเรื่องปลาสวยงามผ่านความภาคภูมิใจในแผ่นดินสยาม” ในแง่มุมต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทรงคุณค่า ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ สร้างสมดุลสู่ความยั่งยืน พร้อมกระตุ้นธุรกิจปลาสวยงามของไทยให้ยืนหนึ่งในระดับโลกโดยเล่าเรื่องปลาสวยงามผ่านความภาคภูมิใจในแผ่นดินสยาม เพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วย
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการ จึงขอเรียนถามว่า ปลาชนิดนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และมีนิสัยเป็นอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบปลาสลิดแล้ว ปลาชนิดไหนเลี้ยงง่ายกว่ากัน สำหรับแหล่งจำหน่ายพันธุ์จะติดต่อที่ไหน ผมขอความกรุณาคุณหมอเกษตรแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง วินัย สุขนันทพัฒน์ ตอบ คุณวินัย สุขนันทพัฒน์ ปลาหมอ หรือ ปลาหมอไทย (Climbing Perch : Anabas testudineus) ปลาสายพันธุ์นี้พบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป ที่จีนตอนใต้ ไทย พม่า อินเดีย เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ปลาหมอดังกล่าว เจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย นอกจากนี้แล้วยังมีความสามารถพิเศษในการหมกตัวอยู่ในโคลนตมได้เป็นเวลานานกว่าปลาสายพันธุ์อื่นๆ ปลาหมอเป็นปลากินเนื้อ ชอบกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในน้ำ กุ้งฝอย หรือลูกปลาขนาดเล็ก แม้แต่เมล็ดข้าว และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ก็เป็นอาหารโปรดอีกด้วย รูปร่างปลาหมอ มีลำตัวป้อม ด้านข้างแบน ลำตัวยาวเป็นสามเท่าของความลึก ที่วัดจากสันหลังลงมาที่หน้าท้อง ลำตัวมีสีน้ำตาลเหลืองปนดำ ส่วนท้องมี
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รับสั่งให้กรมประมงฟื้นฟู และอนุรักษ์พันธุ์ปลาไทยหายากไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ กรมประมงจึงเริ่มดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์และปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่าพันล้านตัว “ปลากระทิงไฟ” เป็นปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง พบได้ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคใต้ และได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั่วโลก แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ปลากระทิงไฟมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ทำให้ปริมาณปลากระทิงไฟในธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว กรมประมง จึงได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสุพรรณบุรี เร่งดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อขยายพันธุ์ปลากระทิงไฟ ภายใต้โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำถิ่นหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย เพื่อคงความหลากหลายของชนิดพันธุ์ และรักษาความสมดุลในระบบนิเวศ
ดร. คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) (ที่ 2 จากซ้าย) นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง (ที่ 2 จากขวา) นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง (ซ้ายสุด) และ นางปราณี จั่นนพรัตน์ รอง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ขวาสุด) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาความยั่งยืนของสัตว์ทะเลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อร่วมกันฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ท้องทะเลและสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านโครงการพัฒนาความยั่งยืนของสัตว์ทะเลในพื้นที่ อีอีซี โดยมี นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (คนกลาง) เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมระยองรีสอร์ท จังหวัดระยอง
