ข้าว
นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกอยู่ที่ปีละ 1,398,492 ตัน โดยเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองปีละประมาณ 685,261 ตัน คิดเป็น 49% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 713,231 ตัน หรือ 51% เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องซื้อหา ทั้งจากกรมการข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมรวบผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และซื้อจากเพื่อนบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หากเกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่ดีมีคุณภาพ ผลผลิตข้าวที่ออกมาก็จะมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการเพิ่มโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกร โดยในปี 2562 กรมการข้าวมีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและให้การรับรองตามมาตรฐาน GAP Seed ดังนี้ – พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกร 2,500 แปลง – พัฒนาสถานที่รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ 100 แห่ง – พัฒนาระบบควบคุมภายใน (ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบกลุ่ม) 30 กลุ่ม ซึ่ง
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (Director General, Department of Agricultural Research, DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช. และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศ
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิก สนช. 25 คน ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ. ข้าว ฉบับที่ พ.ศ. … ต่อที่ประชุม สนช. โดยร่าง กม. ฉบับนี้กำหนดให้มี “คณะกรรมการข้าว” หรือ คกข. โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ตั้งบอร์ดข้าว นายกฯ เป็นประธาน สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติข้าว ฉบับที่ พ.ศ. … ประกอบด้วย มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการข้าว (คกข.) มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ เป็นประธาน มีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รมว. เกษตรและสหกรณ์ รมว. พาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง เกษตรฯ พาณิชย์ มหาดไทย อุตสาหกรรม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจฯ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นอกจากนี้ ยังให้มีกรรมการผู้แทน
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยตามข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ส.ค. 2561 มีปริมาณส่งออก 6.79 ล้านตัน มูลค่า 3,425 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 108,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปี 2560 ที่มีปริมาณส่งออก 6.66 ล้านตัน มูลค่า 2,871 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 98,995 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.82% และ 9.85% ตามลำดับ โดยชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 1 คือ ข้าวขาว 51% รองลงมาได้แก่ ข้าวนึ่ง 25% และข้าวหอมมะลิไทย 16% ทั้งนี้ ในทุกตลาดสำคัญพบว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งกลุ่มประเทศนำเข้าสำคัญในตลาดแอฟริกา ได้แก่ แอฟริกาใต้ แองโกลา เป็นต้น อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดหลักข้าวหอมมะลิไทยพบว่ามีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว อาทิ ฮ่องกง และจีนเนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีตามความต้องการข้าวในตลาดหลักที่มีอย่
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการส่งออกข้าวช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 25% ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด มีบางปีที่สัดส่วนขึ้นไปมากกว่า 30% โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา แต่ตามข้อมูลมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2557 จากเดิมมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิปีละ 50,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงทุกปี ดังนั้นผู้บริหารเรื่องข้าวของประเทศต้องพิจารณาและเตือนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเตรียมปรับตัว ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของการส่งออกข้าวหอมมะลิที่ลดลงเพราะสหรัฐฯ ได้ปรับปรุงพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน Aroma17 คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์ต่อเอเคอร์ หรือ 1,388 กิโลกรัม(ก.ก.)ต่อไร่ มีอัตราการแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเฉลี่ยที่ระดับ 71% มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน CLJ 01 คุณสมบัติมีกลิ่
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยด้วยความกังวลว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการส่งออกข้าวช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย ร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด มีบางปีที่สัดส่วนขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ 30 โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของไทย ตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันคือ สหรัฐอเมริกา แต่ตามข้อมูลมีแนวโน้มลดลง ตั้งแต่ ปี 2557 จากเดิมมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิปีละราว 50,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงทุกปี ต้องเรียนให้ผู้บริหารเรื่องข้าวของประเทศพิจารณาและเตือนไปยังพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเตรียมปรับตัว ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของการส่งออกข้าวหอมมะลิที่ลดลง เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของไทย ตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ปีละราว 10,000 ล้านบาทนั้น ได้ปรับปรุงพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “Aroma17” คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์/เอเคอร์ (1,388 กก./
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ แถลงผลงาน ผลการทำงานช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมาว่า ในส่วนของเศรษฐกิจฐานรากมุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ กินดี-อยู่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยการดำเนินมาตรการทางการตลาด ภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น ราคาข้าวเปลือกทุกชนิด โดยเฉพาะหอมมะลิ 18,700 บาท/ตัน ราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลจนเกือบหมด การหาตลาดต่างประเทศรองรับผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และภายในเดือน มิ.ย. กระทรวงจะนำเสนอมาตรการดูแลข้าวทั้งระบบต่อ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายผลักดันราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งจะมีกาหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อเตรียมความพร้อมการรับมือผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกมาในอนาคตร่วมกันเพราะเกษตรกรมีแนวโน้มจะปลูกมากขึ้น เพราะราคาค่อนข้างดี เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาหน้าโรงงาน สูงกว่า 10 บาท/ก.ก. มันสำปะหลัง หัวมันเชื้อแป้ง 25% ก.ก. ละ 3.15 บาท ปีที่ผ่านมา 1.7 บาท ราคาส่งออกมันเส้น 6% แป้งมัน 4
“สนธิรัตน์” เผยพาณิชย์เตรียมแผนรับมือสินค้าเกษตรล่วงหน้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ในฤดูกาลหน้า แนะเกษตรกรเน้นปลูกสินค้าที่มีคุณภาพ ดันราคาให้สูงขึ้น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางการพัฒนาสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง” ที่จัดโดยสมาคมการค้าพืชไร่ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการดูแลราคาสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ทั้งข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยได้มีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าทุกรายการ และวางแผนช่วยเหลือเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านการตลาดที่จะนำมาส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรเพาะปลูกสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยจะช่วยหาตลาดรองรับ การจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น แอฟริกา จีน ยังมีความต้องการซื้อข้าวเพิ่ม และไทยชนะการประมูลขายข้าวให้กับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ทำให้มีคว
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ เปิดเผยว่า กรมออกประกาศเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ปริมาณ 1.49 ล้านตัน และเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ปริมาณ 0.54 ล้านตัน ส่วนเงื่อนไขการประมูลเช่นเดียวกับการเปิดประมูลข้าวที่ผ่านมา ซึ่งหากปรากฏภายหลังว่า ผู้เสนอซื้อรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่ประกาศกำหนดจะถือว่าผู้เสนอซื้อรายนั้นขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น และไม่สามารถยื่นเสนอซื้อข้าวในสต๊อกของรัฐได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้มงวดในการเปิดประมูลในทุกขั้นตอนไม่ให้รั่วไหลไปใช้ผิดประเภท สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวจนถึง วันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา สามารถระบายได้ 4.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.6% มูลค่า 76,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.57% คิดเป็นมูลค่าในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบวก 29.05% ทั้งนี้ การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/2561 ปริมาณ 1.49 ล้านตัน กำหนดวัน เวลา และสถานที่ยื่นซอง ณ
ปัดฝุ่นความร่วมมือค้าข้าวไทย-เวียดนาม รุกตลาดครึ่งปีหลัง ก่อนประมูลปินส์รอบใหม่ 2.5 แสนตันเดือนหน้า จับตาราคาส่งออกข้าวเวียดนามดีดกลับ 20 เหรียญ แบกต้นทุนท่าเรือแน่นส่งมอบค้างต้นทุน-สมาคมผู้ส่งออกข้าวเดินหน้าหนุนเกษตรกร 8 จังหวัดนำร่อง ปลูกข้าวขาวพื้นนิ่ม เสริมปัจจัยการผลิตรับซื้อข้าวเปลือก ตันละ 9,000 บาท สูงกว่าตลาด ตันละ 500 บาท ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการจัดงานสัมมนา ครบรอบ 100 ปี สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่า ในระหว่าง วันที่ 14-15 มิถุนายน 2561 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความร่วมมือการค้าข้าวร่วมกับ Vietnam Food Association (VFA) ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพราะขณะนี้เวียดนามพัฒนาเรื่องข้าวไปอย่างมาก พร้อมกันนี้จะมีการติดตามความเปลี่ยนแปลงภายในกรณีที่กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม ได้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาที่ 109 เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทในการบริหารจัดการโควต้าส่งออกข้าวให้เสรีมากขึ้น จากเดิม Vi-etnam Food
