ข้าว
จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการ “นาแปลงใหญ่” ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 จนสามารถตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้ 301 กลุ่ม ในพื้นที่ 58 จังหวัด ภายหลังจากดำเนินการมาระยะหนึ่ง ได้มีการสุ่มเก็บข้อมูลจากเกษตรกร ร้อยละ 20 ของแต่ละกลุ่ม หรือประมาณ 10,674 คน จากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 53,372 คน พบว่า ต้นทุนการผลิตข้าวก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 4,202 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 7,052 บาท ต่อตัน หลังร่วมโครงการแล้วต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 3,589 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 5,372 บาท ต่อตัน หรืออาจกล่าวได้ว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 613 บาท ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 14.97 หรือประมาณ 1,681 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 23.34 โดยเกษตรกรนาแปลงใหญ่ในภาคกลางสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ได้มากที่สุด คือ 741 บาท ต่อไร่ คิดเป็น ร้อยละ 18.74 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการของเกษตรกรในภาคกลาง ในกรณีต้นทุนการผลิตข้าวต่อตัน เกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อตันได้มากที่สุด คือ 2,386 บาท ต่อตัน คิดเป็น ร้อยละ 27.72 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการ นอกจา
บางข้อมูลบอกว่า บันทายฉมาร์ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านครวัดเสียอีก เพียงแต่ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักเท่า อาจเป็นเพราะบันทายฉมาร์แทบจะเป็นเพียงซากปรักหักพัง ด้วยว่ายังไม่มีการบูรณะอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่ผู้ที่จะชมบันทายฉมาร์อย่างละเอียดดื่มด่ำ ต้องเป็นคนที่สนใจประวัติศาสตร์และความงามของโบราณสถานอย่างจริงจังทีเดียว จึงจะด้นดั้นมาและใช้เวลาอย่างน้อยเต็มวัน อย่างมากต้องละเลียดกันสักสองสามวัน ไม่ใช่จัดทัวร์เช้าไปเย็นกลับ แบบนักท่องเที่ยวฉาบฉวยที่เพียงแค่มาถ่ายรูปหมู่หรือเซลฟี่ให้เป็นที่ประจักษ์ว่ามาและนะบันทายฉมาร์ ไม่ได้ถือเป็นความผิด มันเป็นไลฟ์สไตล์ของใครของมัน ปราสาทบันทายฉมาร์ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าชายศรินทรกุมาร ซึ่งสิ้นพระชนม์จากการทำสงครามในบริเวณนี้ เป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าชายและองครักษ์ผู้สละชีพแทนพระองค์อีกด้วย เป็นกลุ่มปราสาท มีจำนวน 10 หลัง ด้วยกัน บันทายฉมาร์เป็นปราสาทหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนั้น ยังมีปราสาทตาเปล่ง ปราสาทตาสก ปราสาทตาเปรียว ปราสาทตาพรหม ปราสาทแม่บุญ (อยู่กลางบารายตะวันออก) กับปราสาทที่เป็น “ป้อม” ประจำ 4 ทิศ
มีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะชวนคุยมานานแล้ว แต่ไม่ได้ฤกษ์เสียที พอนึกได้ก็มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก พอไม่มีเรื่องอื่นก็ลืมไปบ้าง มาวันนี้ ไม่มีเรื่องอื่นที่คิดว่าเร่งด่วนกว่า และไม่ลืม เลยได้ฤกษ์เสียที เรื่องที่นึกอยากจะหยิบมาแลกเปลี่ยนคือ เรื่องของ ข้าว เมื่อเราบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อย โดยเฉพาะอาหารไทย ที่เรานึกถึงจะเป็น กับข้าว แกงนั้น ผัดนี้ ทอดโน้น หรืออะไรต่ออะไร ล้วนเป็น กับ ที่ให้ความหมายถึงความอร่อย ทั้งที่ทุกร้าน ทุกหนทุกแห่ง ทุกมื้อที่เรากินนั้น นอกจากกับแล้วก็คือ ข้าว กับอาจจะเปลี่ยนไป มื้อนี้ไม่มีแกง มื้อนี้มีแต่ผัด หรือมีอะไร ไม่มีอะไรไปเรื่อย ร้านโน้นกับอย่างนี้อร่อย ร้านนั้นกับแบบนั้นอร่อย ไม่มีใครพูดถึงข้าว เหมือนว่าข้าวไม่มีความหมาย ไม่มีผลต่อความอร่อยหรือไม่อร่อย ก่อนนี้อาจจะเป็นเช่นนั้น ด้วยหากย้อนไปในอดีตให้นานสักหน่อย เราจะนึกออกว่า ไม่ว่าร้านไหน ล้วนมีข้าวที่เหมือนๆ กัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เป็น ข้าวเจ้า หมายถึงข้าวที่สีแล้วฟอกขาว อาจจะต่างพันธุ์กันบ้างแต่ไม่แตกต่างกันมากมายอะไรนัก จะมีบ้างก็แค่ ข้าวใหม่ หรือ ข้าวเก่า ทว่าจะเกิดขึ้นแค่ในหน้าเกี่ยวที่มี ข้าวใ
พาณิชย์อุทธรณ์ยืนตามผลคัดเลือกเดิมให้ “ตลาดไท-ตะวันนา” ชนะตลาดกลางข้าวสารคู่ จับตาตลาดไทเตรียมยื่นศาลปกครอง ขอระงับผลพิจารณา หลังจากที่ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ได้ยื่นอุทธรณ์ถึงกระทรวงพาณิชย์ ถึงผลการพิจารณาจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์คัดเลือกให้ตลาดไท และบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดตะวันนา) ดำเนินการก่อตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทยพร้อมกันทั้ง 2 ราย นั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือลงนามโดย นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ แจ้งถึงกรรมการบริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ 1 ใน 2 ราย ชนะการคัดเลือกให้จัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อยืนยันผลการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการทั้ง 2 บริษัท มีศักยภาพในการจัดทำตลาดกลางข้าวสารเช่นเดียวกัน จึงได้ยืนยันผลการพิจารณาไว้ 2 ราย ตามเดิม โดยให้เหตุผลว่ากระทรวงได้พิจารณาคุณส
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวนาปรังปีการเพาะปลูก 2560/61 คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปรัง ปริมาณ 7.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีเพาะปลูก 2559/60 จำนวน 1.2 ล้านตัน หรือ 19% จากเนื้อที่เพาะปลูก โดยผลผลิตต่อไร่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ 655 กิโลกรัม (ก.ก.) เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จำนวน 29 ก.ก.ต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้น 5% เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว ส่วนพื้นที่เพาะปลูกคาดว่าจะมีจำนวน 11.9 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1.4 ล้านไร่ หรือ 14% เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่และแหล่งน้ำตามธรรมชาติเมื่อต้นฤดูมีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนปลูกชดเชยข้าวนาปีที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงเกษตรกรมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นกลุ่มพันธุ์ พบว่า พันธุ์ปทุมธานี 1 และข้าวเจ้าอื่นๆ มีเนื้อที่เพาะปลูกมากขึ้น ในขณะที่ข้าวเหนียว ซึ่งมีแหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง เนื่องจากราคราที่เกษตร
ส.โรงสีข้าวฯชง นบข.คุมเข้มเครื่องวัดความชื้น “ข้าวสาร” เทียบเท่าข้าวเปลือก ลดต้นทุนแฝงโรงสี-สร้างมาตรฐานทั้งระบบอุตสาหกรรมข้าว นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ตนพร้อมคณะผู้บริหารสมาคม ได้ประชุมร่วมกับผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี (นางจินตนา ชัยยวรรณาการ) เพื่อหารือถึงแนวทางกำหนดมาตรฐานอัตราและเครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือกและข้าวสารทั้งระบบ สำหรับเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ “ทั้งที่ประกาศกำหนดว่า การค้าข้าว หมายถึง ข้าวทุกชนิด ทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร แต่กลับบังคับให้เฉพาะโรงสีติดเครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือกเท่านั้นจึงเสนอให้มีเครื่องวัดความชื้นข้าวสารด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ ขณะนี้โรงสีกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการทำบัญชีเดียว การตัดลดค่าความชื้นเป็นต้นทุนแฝงทางบัญชีของโรงสี ทุก 1% เท่ากับค่าข้าว 15 กรัม นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับลดค่าความชื้นเฉลี่ยจากเดิมที่กำหนด 15% เหลือ 14% ให้เป็นระดับเดียวกันทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร เพื่อประโยชน์ต่อระบบห่
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 และโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ เพื่อลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง ด้วยการพักนาและปลูกพืชทางเลือกอื่นสลับ เพื่อเป็นรายได้ระหว่างการพักนา และสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชอื่นในพื้นที่นา เป็นเกษตรกรรมทางเลือกให้ชาวนาในระยะยาว ทั้งยังลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ ขณะนี้มีเกษตรกรเข้ามาแจ้งยืนยันการปลูกพืชหลากหลายกับสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว 24,957 ราย พื้นที่ 219,976.75 ไร่ คิดเป็น 63.83% ของพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ขณะที่คณะทำงานระดับตำบล ประกอบด้วย ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ อาสาสมัครเกษตร และเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ แปลงปลูกพืชหลากหลายของเกษตรกร ได้ 1,502 ราย พื้นที่ 12,553.50 ไร่ หรือคิดเป็น 5.7% ของพื้นที่แจ้งยืนยันการปลูก ส่วนโครงการส่งเสร
วันที่ 13 ก.พ.61 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวถายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติชดเชยค่าใช้จ่ายกรณีเกิดภาวะขาดทุนจากการดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/59 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 906.82 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยผลการดำเนินงานโครงการฯ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2559 ธ.ก.ส. จ่ายเงินกู้ให้แก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร(สหกรณ์ฯ) รวม 74,497 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 514,140.14 ตัน สินเชื่อ 6,749.48 ล้านบาท มีเกษตรกรและสหกรณ์ฯ ชำระหนี้และขอไถ่ถอนข้าวเปลือก จำนวน 45,870 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 293,792.91 ตัน สินเชื่อ 3,856.82 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. มีข้าวเปลือกคงเหลือที่จะต้องดำเนินโครงการระบายข้าวเปลือก ปริมาณ 208,578.58 ตัน เกษตรกรและสหกรณ์ฯ รวม 26,585 รายสินเชื่อ 2,760.32 ล้านบาท ซึ่งจากการระบายข้าวเปลือกขายได้ 1,853.50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2558 ชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/59 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ ธ
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติชดเชยค่าใช้จ่ายกรณีเกิดภาวะขาดทุนจากการดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2558/59 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 906.82 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยผลการดำเนินงานโครงการฯ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2559 ธ.ก.ส. จ่ายเงินกู้ให้แก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร(สหกรณ์ฯ) รวม 74,497 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 514,140.14 ตัน สินเชื่อ 6,749.48 ล้านบาท มีเกษตรกรและสหกรณ์ฯ ชำระหนี้และขอไถ่ถอนข้าวเปลือก จำนวน 45,870 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 293,792.91 ตัน สินเชื่อ 3,856.82 ล้านบาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. มีข้าวเปลือกคงเหลือที่จะต้องดำเนินโครงการระบายข้าวเปลือก ปริมาณ 208,578.58 ตัน เกษตรกรและสหกรณ์ฯ รวม 26,585 รายสินเชื่อ 2,760.32 ล้านบาท ซึ่งจากการระบายข้าวเปลือกขายได้ 1,853.50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2558 ชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/59 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ ธ.ก.ส. จ่ายสินเชื่อชะลอการขายผลผลิตข้าวเปลือกหอม
“สมคิด” ปลื้มข้าว-ปาล์มราคาดีสั่งยกชั้นสหกรณ์หวังเป็นกลไกเชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยว ยกระดับชุมชนสร้างอำนาจต่อรองการเมือง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเปิดประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในการส่งเสริมพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ว่า 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยใช้การเมืองนำพาการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาภาคเกษตรไทยล่าช้าและสูญเปล่า รัฐบาลจึงเริ่มเข้ามาดูแลภาคเกษตรอย่างจริงจัง ไม่ให้เกษตรกรทำเพียงคนเดียวอย่างจากกลไก แต่ขณะนี้หลายสินค้าเริ่มปรับตัวดีขึ้น อาทิ ราคาข้าว มีทิศทางที่ดีขึ้น ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นแตะ 4 บาท/กิโลกรัม (กก.) แม้ราคายางพารายังต่ำแต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ราคาต่ำกว่า 50 บาท/กก. ทั้งนี้ การพัฒนาภาคเกษตรจากนี้ต่อไปจะใช้สหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร เชื่อมภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยว เพื่อเป็นกลไกร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้ข้อมูลรอบด้าน ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด (บิ้กดาต้า) เป็นตัวชี้นำการเปลี่ยนแปลง หากสหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์ไทยมีความเข้มแข็งจะเป็นตัวกลางในการลดต้นทุน สร้างอำนาจต่อรองให้เข้มแข็ง แต่การปฏิรูปหรือยกระดับภาคเกษตร ธนาคารเพื
