ข้าว
ท่ามกลางวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ หากชาวนาไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลางและเจ้าของโรงสีได้ทุกราย ก็คงจะดีไม่น้อย “กิติศักดิ์ สิงห์คำ” เขาเป็นหนึ่งในชาวนาแดนดินถิ่นอีสาน บ้านมะยาง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล ที่สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับกลุ่มชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยการชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ เข้าสู่วิถีการปลูกข้าวคุณภาพ ประเภท ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก ทดแทนการปลูกข้าวแบบเดิมๆ ที่ต้องคอยลุ้นกับราคากลาง และพึ่งพาโรงสีข้าวขนาดใหญ่ โดยมีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ หรือ สกต.ศรีสะเกษ เป็นพี่เลี้ยงสำคัญ ส่วนเทสโก้ โลตัส เข้ามาเป็นช่องทางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ไรซ์ บัดดี้ “เราเป็นชาวนากลุ่มเล็กๆ ที่ทำอาชีพนี้ด้วยใจรัก มุ่งมั่น กับการทำนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ผมมองเห็นว่า การทำข้าวคุณภาพ ในกระบวนการอินทรีย์ เพื่อตอบรับกระแสการบริโภคปลอดภัย เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น พร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วย จึงรวมตัวกันส่งเสริมการทำนาแบบคุณภาพให้มากขึ้น โดยมีสกต. คอยช่วยเหลือในเรื่องการรวบรวมผลผลิตไปสีที่โรงสีข้าวของสกต.เอง ซึ่งเป็นโรงสีข้
ตั้งแต่สื่อโซเชี่ยลมีบทบาททำให้เห็นโลกละเอียดหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไม่กี่วันก่อนมี “ดราม่า” กรณีชาวนา “ขายข้าวข้างถนน” ขายตรงแบบชั้นเดียวเชิงเดียว หลังราคาข้าวร่วงหนักสุดในรอบ 10 ปี ราคาข้าวตกต่ำกำลังจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มใส่รัฐบาลถึงขั้นสะเทือนได้ เป็นประเด็นฝ่ายตรงข้ามรัฐหยิบมาโจมตีทั้งที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรก เรื่องเดิมๆ ข้าวในสต๊อกเหลือตั้งแต่จำนำข้าว “ล้นสต๊อก” ระบายได้น้อย พ่อค้าก็เก็งตลาดถูก หากระบายออกราคาข้าวร่วงแน่ๆ จึงชะลอซื้อ ชาวนาเองก็ไม่มียุ้งฉาง ข้าวใหม่ออกมาไม่มีที่เก็บต้องระบายออกสู่ตลาดก็ยิ่งไปฉุดราคาตกต่ำลงไปอีก ปัจจัยที่สอง รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึง เป็นผลมาจากโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ต้องให้สำรวจตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อจะจ่ายเงินอุดหนุน เป็นที่รู้ๆ ว่ามีการ “ปั้นตัวเลข” พื้นที่ทำนาจริงๆ บางรายแค่ 3 ไร่ก็แจ้งว่า 10 ไร่ มีทั้งชาวนาโกงตัวเลขเอง นักการเมืองท้องถิ่นปั้นตัวเลขโกงเงินอุดหนุน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ทำนาที่เป็นทางการสูงเกินจริง ส่งผลให้ผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศคาดการณ์ผลผลิตจากตัวเลข หลอกๆ (คิดว่าเป็นเลขจริง) จึงประเมินว่าผลผลิตล้นแน่ๆ ก็เล
การปรากฏขึ้นของข่าว “ราคาข้าว” เสื่อมทรุดและตกต่ำ กระทั่งดำ รงอยู่ในลักษณะอันเป็น”กระแส”ในทางสังคม น่าศึกษา เพราะหากไม่ศึกษาและทำความเข้าใจ ก็มีโอกาสสูงเป็นอย่าง ยิ่งจะไม่เข้าใจ มองว่าเป็นการ”ปั่น”ขึ้นโดย”นักการเมือง” มองว่าเป็นการ”นิมิต” หรือสร้างขึ้นโดย “สื่อมวลชน”บางกลุ่มขึ้นมาโดยเจตนา เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะทำให้”การวิเคราะห์”ผิดพลาด เมื่อวิเคราะห์ผิดพลาดและคลาดเคลื่อน ผลที่สุดก็จะไม่เข้าใจในสภาพความเป็นจริงของ 1 สถานการณ์ราคาข้าว และ 1 สภาพที่เกษตรกรชาวนาประสบ เมื่อไม่เข้าใจกระบวนการในการแก้ไขปัญหาก็จะผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปด้วย เข้าลักษณะ “งูกินหาง” ลองหยิบหนังสือพิมพ์”ข่าวสด”ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นมา พลิกไปยัง หน้า 10 จะเห็นภาพข่าวของชาวนา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โชว์เอก สารรับเงินค่าข้าวที่ขายให้โรงสีในราคาตันละ 5,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 5 บาท เป็นการขายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ยิ่งไปอ่านข่าวของเกษตรกรชาวนา ไม่ว่าจะจากอ่างทอง ชัย นาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะจากพิจิตร ล้วนยอมรับตรงกัน ต่อปัญหา”ราคาข้าว”ที่พวกเขาประสบอยู่ อาจปรากฏผ่าน”หนังสือพิมพ์”
หากคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(บนข.)เห็นชอบด้วยกับมาตรการ”จำนำยุ้งฉาง” ถือว่าเป็น”เรื่องดี”กับ”ชาวนา” แต่ภายในมาตรการอันเป็น”เรื่องดี”นี้ก็มากด้วยความละเอียด อ่อนอย่างเป็นพิเศษ มิใช่เพราะว่ามีคำว่า “จำนำ” มิใช่เพราะว่าเท่ากับเป็นการหยิบยืม “แนวทาง” ในแบบของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาใช้ อันเท่ากับเป็น”ประชานิยม” หากแต่จุดสำคัญอย่างยี่งยวดที่หลายคนอาจมองข้ามไป ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม นั่นก็คือ จำนวนเงินในการ”จำนำ” การกำหนดเพดานไม่ว่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 หรือ 11,000 บาท มากด้วยความล่อแหลม ล่อแหลมและ”ละเอียดอ่อน” จากรายงานที่ปรากฏเป็นลำดับมาจำนวนเงินมีความแตกต่างกันระ หว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์เห็นว่าน่าจะเป็น 10,000 บาท เกษตรและสหกรณ์เห็นว่าน่าจะเป็น 11,000 บาทต่อตันจึงถือว่าเหมาะสม ตัวเลขนี้”สะท้อน”อะไร 1 สะท้อนว่าราคาที่เคยซื้อขายในราคาตันละ 6,000-6,500 บาทนั้น ต้องยอมรับว่า”สาหัส” เพราะที่เหมาะสมน่าจะอยู่ 10,000 หรือ 11,000 บาท ตรงช่องห่างระหว่าง 6,000-6,500 บาท กับ 10,000-11,000 บาทนั่นแหละสำคัญ มากถึง 3,500-4,500 บาท ส่วน”ต่
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ห้องปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน มีเวทีประชุมเตรียมความพร้อม “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นลูกชาวนารุ่นใหม่ มีการอบรมเกี่ยวกับวิธีการแปรรูป วิธีการขาย และวิธีการดูแลคุณภาพข้าว มีนิสิตเกษตรที่เป็นลูกชาวนา ศิษย์เก่า ชาวนา คนทั่วไปที่สนใจเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายซื้อขายข้าวลูกชาวนากว่า 200 คน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวถึง โครงการ “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ ว่า สืบเนื่องมาจากราคาข้าวที่มีความผันผวนและตกต่ำลงเรื่อยๆเป็นที่มาของความคิดว่าเราจะช่วยเหลือชาวนาได้อย่างไร มีการโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ฉะนั้นวันนี้ที่เรามานั่งกันอยู่ในที่นี้เป็นการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อน เชิญชวนให้ช่วยกันมองหาลูกชาวนารอบตัว ไม่ว่าเป็นเพื่อนในออฟฟิศ ติดต่อกันเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “ถ้าจะช่วยให้มองหาลูกชาวนารอบๆตัวท่าน” ดร.เดชรัตบอกอีกว่า เป้าหมายวันนี้เราเน้นว่าลูกชาวนาจะต้องทำอย่างไรก่อน ยังไม่ได้ไปถึงในแง่นโยบายแต่ไม่ได้หมายความ
ต้องยอมรับว่า “ถ้อยแถลง” อันมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินไปในแบบ “ย้อนแย้ง” “นักการเมืองรวมทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่มพยายามใช้ความเดือดร้อนของประชาชนสร้างกระแสความเข้าใจผิด สร้างข้อมูลเท็จโดยไม่มีการตรวจสอบ “ถือเป็นการทำร้าย ซ้ำเติมสังคมในช่วงเวลาที่ทุกคนที่มีความ ทุกข์ใจอยู่แล้ว” เหมือนกับเป็น “ความหงุดหงิด” เหมือนกับ“ไม่พอใจ” กระนั้น หากติดตาม “ถ้อยแถลง”ต่อไป “ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนพี่น้องชาวนา และในวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว “เชื่อว่าจะมีมาตรการดูแลพี่น้องเกษตรกรเพิ่มเติมออกมาอีก ขอให้รอฟังผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป” เป็นความหงุดหงิด แต่ก็มี”มาตรการดูแล” ลักษณะ”ย้อนแย้ง”เช่นนี้ “สะท้อน”และสำแดง”นัยยะ”อะไรในทางการเมือง คำตอบอันมาจาก 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานเข้ากับ 1 กระทรวงพาณิชย์ แจ่มชัดใน “มาตรการ” นั่นก็คือ มาตรการที่มีความเห็น”ร่วม”ในการดำเนินโครงการ“จำนำยุ้งฉาง” กำหนดราคาเอาไว้ที่ตันละ 11,000 บาท เมื่อนำเอา “ถ้อยแถลง”ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผนวกเข้ากับโครงการ”จ
หนึ่งในนั้นคือ นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์ข้อความดังกล่าว พร้อมระบุว่าสนับสนุนการขายดังกล่าว พร้อมแจ้งข่าวดีว่าสำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตอีกด้วย “ลูกชาวนา ที่ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มต้นแล้วครับเปิดขายออนไลน์ 4 ชั่วโมง ขายไปได้ 500 กก. แล้วครับ ประทับใจจริงๆ ในน้ำใจของคนไทย ข่าวดีอีกข่าว สำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตลูกชาวนาขายข้าวด้วยครับ” ก่อนหน้านี้ เพจสุรินทร์วันนี้ โพสต์ข้อความระบุว่า ชาวตำบลสะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผ่าวิกฤตราคาข้าว ด้วยการรวมกลุ่มสีข้าวหอมมะลิขายเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สั่งซื้อติดต่อ นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด 098-121-8398 ล่าสุดมีคนแชร์ต่อ 2.5 หมื่นครั้ง
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีบริษัทผู้ประมูลข้าวรายหนึ่งประมูลข้าวจากรัฐบาลในโกดัง ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แต่เกิดปัญหากับข้าวที่ประมูลไม่ตรงกับปีที่รัฐบาลประกาศก่อนประมูล ส่วนตัวยังไม่รู้เรื่อง แต่จะเรียกดูข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริง ว่ามีปัญหาอะไรกับการประมูลข้าวในล็อตนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ.ฉัตรชัย รู้เรื่องของการประมูลข้าวที่เกิดความผิดพลาดขึ้น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เรียกให้อ.ต.ก. และบริษัทผู้ร่วมประมูลนำข้อมูลมาชี้แจง เพื่อรับทราบถึงข้อเท็จจริง นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว กล่าวว่า วันที่ 27 ตุลาคม 2559 กระทรวงเกษตรฯจะร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันระหว่าง บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว และ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากที่บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ในฐานะ ผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นการชนะการประมูลซื้อข้าวขาว 5% จากโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557ปริมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 250 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอ
เสียงยืนยันหนักแน่นจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า ทหารไม่มีสิทธิ์ห้ามนักข่าวทำข่าว มาจากกรณีที่ เมื่อวาน มีการมีบริษัทที่ชนะการประมูลข้าวนำนักข่าวเข้าไปร่วมตรวจคุณภาพในพื้นที่ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นมาอย่างไร เริ่มจากนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากูล ผู้จัดการบริษัท ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว จำกัด นำภาพข้าวที่เสียหาย ที่อ้างว่าได้มาจากคลังสินค้าสุดใจหลัง 5 ในอำเภอสรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นคลังสินค้าที่บริษัทตนเองประมูลข้าวขาว 5% สำหรับบริโภค ได้มาจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อตก. เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 มาเสนอต่อสื่อมวลชน เมื่อวานนี้เวลาราว 12.00 น. นายบรรจง ได้นัดกับ เจ้าหน้าที่ อตก. โดยมีนางอนุรี อธิคุณากร ผู้อำนวยการกองธุรกิจข้าว เป็นตัวแทน พร้อมบริษัทเซเวเยอร์ เพื่อเข้าตรวจสอบคุณภาพข้าวของคลังสินค้าหลังพบปัญหา ข้าวไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งนายบรรจง ได้นัดสื่อมวลชนมาด้วย เพื่อร่วมตรวจสอบ แต่ทันทีที่มาถึง กลับพบเจ้าหน้าที่คอยห้ามไม่ให้ถ่ายภาพภายในคลังสินค้า พร้อมขอร้องไม่ให้มีการนำเสนอข่าวใดๆ โดยระบุเพียงว่า ผู้ใหญ่สั่งมา ก่อนปิดประตูโกดัง
อลหม่านประมูลข้าวรัฐ หลังเกิดเหตุ “ทหาร” อ้างผู้ใหญ่สั่งห้ามนักข่าวตรวจสอบคลังสุดใจ จ.ชัยนาท ตามที่รับร้องเรียนว่าภายในบรรจุข้าวผิดชนิดกับที่ประมูลได้ ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ทางบริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้มีการเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามปัญหา และตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการรับมอบข้าวที่ประมูลได้จาก คลังสินค้าสุดใจ จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่า ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย แต่เมื่อไปถึงหน้าคลังกลับพบว่ามีเพียงนางอนุรี อธิคุณากร ผู้อำนวยการกองธุรกิจข้าว อ.ต.ก., คณะกรรมการตรวจสอบข้าวของ อ.ต.ก. , ตัวแทนจากบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ และนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล เจรจาอยู่ด้านนอกคลัง และมีการหารือกันว่า จะให้ใครเข้าไปตรวจในโกดังได้บ้าง โดยช่วงแรกทางตัวแทน อ.ต.ก.จะไม่ให้นายบรรจงเข้าไป และบอกว่า อ.ต.ก.จะเป็นเข้าไปตรวจสอบเอง แต่นายบรรจงแย้งกลับว่า “ไม่เป็นธรรมหากไม่ให้ทา
