ข้าว
ตั้งแต่สื่อโซเชี่ยลมีบทบาททำให้เห็นโลกละเอียดหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไม่กี่วันก่อนมี “ดราม่า” กรณีชาวนา “ขายข้าวข้างถนน” ขายตรงแบบชั้นเดียวเชิงเดียว หลังราคาข้าวร่วงหนักสุดในรอบ 10 ปี ราคาข้าวตกต่ำกำลังจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มใส่รัฐบาลถึงขั้นสะเทือนได้ เป็นประเด็นฝ่ายตรงข้ามรัฐหยิบมาโจมตีทั้งที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรก เรื่องเดิมๆ ข้าวในสต๊อกเหลือตั้งแต่จำนำข้าว “ล้นสต๊อก” ระบายได้น้อย พ่อค้าก็เก็งตลาดถูก หากระบายออกราคาข้าวร่วงแน่ๆ จึงชะลอซื้อ ชาวนาเองก็ไม่มียุ้งฉาง ข้าวใหม่ออกมาไม่มีที่เก็บต้องระบายออกสู่ตลาดก็ยิ่งไปฉุดราคาตกต่ำลงไปอีก ปัจจัยที่สอง รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึง เป็นผลมาจากโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ต้องให้สำรวจตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อจะจ่ายเงินอุดหนุน เป็นที่รู้ๆ ว่ามีการ “ปั้นตัวเลข” พื้นที่ทำนาจริงๆ บางรายแค่ 3 ไร่ก็แจ้งว่า 10 ไร่ มีทั้งชาวนาโกงตัวเลขเอง นักการเมืองท้องถิ่นปั้นตัวเลขโกงเงินอุดหนุน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ทำนาที่เป็นทางการสูงเกินจริง ส่งผลให้ผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศคาดการณ์ผลผลิตจากตัวเลข หลอกๆ (คิดว่าเป็นเลขจริง) จึงประเมินว่าผลผลิตล้นแน่ๆ ก็เล
การปรากฏขึ้นของข่าว “ราคาข้าว” เสื่อมทรุดและตกต่ำ กระทั่งดำ รงอยู่ในลักษณะอันเป็น”กระแส”ในทางสังคม น่าศึกษา เพราะหากไม่ศึกษาและทำความเข้าใจ ก็มีโอกาสสูงเป็นอย่าง ยิ่งจะไม่เข้าใจ มองว่าเป็นการ”ปั่น”ขึ้นโดย”นักการเมือง” มองว่าเป็นการ”นิมิต” หรือสร้างขึ้นโดย “สื่อมวลชน”บางกลุ่มขึ้นมาโดยเจตนา เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะทำให้”การวิเคราะห์”ผิดพลาด เมื่อวิเคราะห์ผิดพลาดและคลาดเคลื่อน ผลที่สุดก็จะไม่เข้าใจในสภาพความเป็นจริงของ 1 สถานการณ์ราคาข้าว และ 1 สภาพที่เกษตรกรชาวนาประสบ เมื่อไม่เข้าใจกระบวนการในการแก้ไขปัญหาก็จะผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปด้วย เข้าลักษณะ “งูกินหาง” ลองหยิบหนังสือพิมพ์”ข่าวสด”ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นมา พลิกไปยัง หน้า 10 จะเห็นภาพข่าวของชาวนา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โชว์เอก สารรับเงินค่าข้าวที่ขายให้โรงสีในราคาตันละ 5,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 5 บาท เป็นการขายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ยิ่งไปอ่านข่าวของเกษตรกรชาวนา ไม่ว่าจะจากอ่างทอง ชัย นาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะจากพิจิตร ล้วนยอมรับตรงกัน ต่อปัญหา”ราคาข้าว”ที่พวกเขาประสบอยู่ อาจปรากฏผ่าน”หนังสือพิมพ์”
หากคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(บนข.)เห็นชอบด้วยกับมาตรการ”จำนำยุ้งฉาง” ถือว่าเป็น”เรื่องดี”กับ”ชาวนา” แต่ภายในมาตรการอันเป็น”เรื่องดี”นี้ก็มากด้วยความละเอียด อ่อนอย่างเป็นพิเศษ มิใช่เพราะว่ามีคำว่า “จำนำ” มิใช่เพราะว่าเท่ากับเป็นการหยิบยืม “แนวทาง” ในแบบของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาใช้ อันเท่ากับเป็น”ประชานิยม” หากแต่จุดสำคัญอย่างยี่งยวดที่หลายคนอาจมองข้ามไป ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม นั่นก็คือ จำนวนเงินในการ”จำนำ” การกำหนดเพดานไม่ว่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 หรือ 11,000 บาท มากด้วยความล่อแหลม ล่อแหลมและ”ละเอียดอ่อน” จากรายงานที่ปรากฏเป็นลำดับมาจำนวนเงินมีความแตกต่างกันระ หว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์เห็นว่าน่าจะเป็น 10,000 บาท เกษตรและสหกรณ์เห็นว่าน่าจะเป็น 11,000 บาทต่อตันจึงถือว่าเหมาะสม ตัวเลขนี้”สะท้อน”อะไร 1 สะท้อนว่าราคาที่เคยซื้อขายในราคาตันละ 6,000-6,500 บาทนั้น ต้องยอมรับว่า”สาหัส” เพราะที่เหมาะสมน่าจะอยู่ 10,000 หรือ 11,000 บาท ตรงช่องห่างระหว่าง 6,000-6,500 บาท กับ 10,000-11,000 บาทนั่นแหละสำคัญ มากถึง 3,500-4,500 บาท ส่วน”ต่
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ห้องปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน มีเวทีประชุมเตรียมความพร้อม “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นลูกชาวนารุ่นใหม่ มีการอบรมเกี่ยวกับวิธีการแปรรูป วิธีการขาย และวิธีการดูแลคุณภาพข้าว มีนิสิตเกษตรที่เป็นลูกชาวนา ศิษย์เก่า ชาวนา คนทั่วไปที่สนใจเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายซื้อขายข้าวลูกชาวนากว่า 200 คน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวถึง โครงการ “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ ว่า สืบเนื่องมาจากราคาข้าวที่มีความผันผวนและตกต่ำลงเรื่อยๆเป็นที่มาของความคิดว่าเราจะช่วยเหลือชาวนาได้อย่างไร มีการโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ฉะนั้นวันนี้ที่เรามานั่งกันอยู่ในที่นี้เป็นการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อน เชิญชวนให้ช่วยกันมองหาลูกชาวนารอบตัว ไม่ว่าเป็นเพื่อนในออฟฟิศ ติดต่อกันเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “ถ้าจะช่วยให้มองหาลูกชาวนารอบๆตัวท่าน” ดร.เดชรัตบอกอีกว่า เป้าหมายวันนี้เราเน้นว่าลูกชาวนาจะต้องทำอย่างไรก่อน ยังไม่ได้ไปถึงในแง่นโยบายแต่ไม่ได้หมายความ
ต้องยอมรับว่า “ถ้อยแถลง” อันมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินไปในแบบ “ย้อนแย้ง” “นักการเมืองรวมทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่มพยายามใช้ความเดือดร้อนของประชาชนสร้างกระแสความเข้าใจผิด สร้างข้อมูลเท็จโดยไม่มีการตรวจสอบ “ถือเป็นการทำร้าย ซ้ำเติมสังคมในช่วงเวลาที่ทุกคนที่มีความ ทุกข์ใจอยู่แล้ว” เหมือนกับเป็น “ความหงุดหงิด” เหมือนกับ“ไม่พอใจ” กระนั้น หากติดตาม “ถ้อยแถลง”ต่อไป “ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนพี่น้องชาวนา และในวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว “เชื่อว่าจะมีมาตรการดูแลพี่น้องเกษตรกรเพิ่มเติมออกมาอีก ขอให้รอฟังผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป” เป็นความหงุดหงิด แต่ก็มี”มาตรการดูแล” ลักษณะ”ย้อนแย้ง”เช่นนี้ “สะท้อน”และสำแดง”นัยยะ”อะไรในทางการเมือง คำตอบอันมาจาก 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานเข้ากับ 1 กระทรวงพาณิชย์ แจ่มชัดใน “มาตรการ” นั่นก็คือ มาตรการที่มีความเห็น”ร่วม”ในการดำเนินโครงการ“จำนำยุ้งฉาง” กำหนดราคาเอาไว้ที่ตันละ 11,000 บาท เมื่อนำเอา “ถ้อยแถลง”ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผนวกเข้ากับโครงการ”จ
หนึ่งในนั้นคือ นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์ข้อความดังกล่าว พร้อมระบุว่าสนับสนุนการขายดังกล่าว พร้อมแจ้งข่าวดีว่าสำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตอีกด้วย “ลูกชาวนา ที่ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มต้นแล้วครับเปิดขายออนไลน์ 4 ชั่วโมง ขายไปได้ 500 กก. แล้วครับ ประทับใจจริงๆ ในน้ำใจของคนไทย ข่าวดีอีกข่าว สำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตลูกชาวนาขายข้าวด้วยครับ” ก่อนหน้านี้ เพจสุรินทร์วันนี้ โพสต์ข้อความระบุว่า ชาวตำบลสะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผ่าวิกฤตราคาข้าว ด้วยการรวมกลุ่มสีข้าวหอมมะลิขายเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สั่งซื้อติดต่อ นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด 098-121-8398 ล่าสุดมีคนแชร์ต่อ 2.5 หมื่นครั้ง
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีบริษัทผู้ประมูลข้าวรายหนึ่งประมูลข้าวจากรัฐบาลในโกดัง ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แต่เกิดปัญหากับข้าวที่ประมูลไม่ตรงกับปีที่รัฐบาลประกาศก่อนประมูล ส่วนตัวยังไม่รู้เรื่อง แต่จะเรียกดูข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริง ว่ามีปัญหาอะไรกับการประมูลข้าวในล็อตนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ.ฉัตรชัย รู้เรื่องของการประมูลข้าวที่เกิดความผิดพลาดขึ้น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เรียกให้อ.ต.ก. และบริษัทผู้ร่วมประมูลนำข้อมูลมาชี้แจง เพื่อรับทราบถึงข้อเท็จจริง นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว กล่าวว่า วันที่ 27 ตุลาคม 2559 กระทรวงเกษตรฯจะร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันระหว่าง บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว และ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากที่บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ในฐานะ ผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นการชนะการประมูลซื้อข้าวขาว 5% จากโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557ปริมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 250 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอ
เสียงยืนยันหนักแน่นจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า ทหารไม่มีสิทธิ์ห้ามนักข่าวทำข่าว มาจากกรณีที่ เมื่อวาน มีการมีบริษัทที่ชนะการประมูลข้าวนำนักข่าวเข้าไปร่วมตรวจคุณภาพในพื้นที่ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นมาอย่างไร เริ่มจากนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากูล ผู้จัดการบริษัท ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว จำกัด นำภาพข้าวที่เสียหาย ที่อ้างว่าได้มาจากคลังสินค้าสุดใจหลัง 5 ในอำเภอสรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นคลังสินค้าที่บริษัทตนเองประมูลข้าวขาว 5% สำหรับบริโภค ได้มาจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อตก. เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 มาเสนอต่อสื่อมวลชน เมื่อวานนี้เวลาราว 12.00 น. นายบรรจง ได้นัดกับ เจ้าหน้าที่ อตก. โดยมีนางอนุรี อธิคุณากร ผู้อำนวยการกองธุรกิจข้าว เป็นตัวแทน พร้อมบริษัทเซเวเยอร์ เพื่อเข้าตรวจสอบคุณภาพข้าวของคลังสินค้าหลังพบปัญหา ข้าวไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งนายบรรจง ได้นัดสื่อมวลชนมาด้วย เพื่อร่วมตรวจสอบ แต่ทันทีที่มาถึง กลับพบเจ้าหน้าที่คอยห้ามไม่ให้ถ่ายภาพภายในคลังสินค้า พร้อมขอร้องไม่ให้มีการนำเสนอข่าวใดๆ โดยระบุเพียงว่า ผู้ใหญ่สั่งมา ก่อนปิดประตูโกดัง
อลหม่านประมูลข้าวรัฐ หลังเกิดเหตุ “ทหาร” อ้างผู้ใหญ่สั่งห้ามนักข่าวตรวจสอบคลังสุดใจ จ.ชัยนาท ตามที่รับร้องเรียนว่าภายในบรรจุข้าวผิดชนิดกับที่ประมูลได้ ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ทางบริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้มีการเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามปัญหา และตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการรับมอบข้าวที่ประมูลได้จาก คลังสินค้าสุดใจ จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่า ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย แต่เมื่อไปถึงหน้าคลังกลับพบว่ามีเพียงนางอนุรี อธิคุณากร ผู้อำนวยการกองธุรกิจข้าว อ.ต.ก., คณะกรรมการตรวจสอบข้าวของ อ.ต.ก. , ตัวแทนจากบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ และนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล เจรจาอยู่ด้านนอกคลัง และมีการหารือกันว่า จะให้ใครเข้าไปตรวจในโกดังได้บ้าง โดยช่วงแรกทางตัวแทน อ.ต.ก.จะไม่ให้นายบรรจงเข้าไป และบอกว่า อ.ต.ก.จะเป็นเข้าไปตรวจสอบเอง แต่นายบรรจงแย้งกลับว่า “ไม่เป็นธรรมหากไม่ให้ทา
อีกประการหนึ่ง ปัญหาภัยแล้งกับข้าวนาน้ำฝน สาเหตุจากความปรวนแปรของฝนเป็นสาเหตุของภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงในฤดูกาล ทำการปลูกไม่ได้ ฝนทิ้งช่วง (ฝนหมด) ก่อนฤดูกาล ทำให้ผลผลิตสูญเสียเก็บเกี่ยวไม่ได้ การแก้ปัญหาการปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้นั้น นอกจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพแล้ว สิ่งจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่กันไป คือ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ช่วยเหลือการทำนาของเกษตรกร เช่น เครื่องหยอดข้าว เครื่องหว่านข้าว และเครื่องเกี่ยวนวดข้าวที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการเกษตรของเกษตรกรนำมาใช้ เพื่อปลูกข้าวทันฤดูกาลและเวลาเก็บเกี่ยวและนวดข้าวในเวลาที่เหมาะสม ทำให้คุณภาพของข้าวดีขึ้น ในพื้นที่การปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ และมีผลผลิตโดยรวมประมาณ 3.5 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และมีปัญหาเกี่ยวกับฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การกระจายของฝนไม่ดีและฝนมักทิ้งช่วงระหว่างฤดูปลูก การแก้ปัญหาของเกษตรกรใช้วิ
