ข้าว
บรรพบุรุษไทยได้สะสมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองทั่วประเทศมากกว่า 200 สายพันธุ์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบีหนึ่ง โฟเลต สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก วิตามินอี วิตามินซี ที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งข้าวแต่ละสายพันธุ์จะให้ปริมาณคุณค่าทางอาหารมากน้อยแตกต่างกันไป รศ.ดร. รัชนี คงคาฉุยฉาย จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทย ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งได้ดีเยี่ยม เช่น ข้าวเหนียวก่ำใหญ่ ข้าวเจ้ามะลิดำ ข้าวเจ้าแดง ข้าวเหนียวก่ำเปลือกขาว ข้าวเหนียวแสนสบาย ข้าวเหนียวสันปลาหลาด เนื่องจากข้าวกลุ่มนี้มี วิตามินอี (แกมมาโทโคไทรอีนอล) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระจกตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ใครไม่อยากป่วย ขอแนะนำให้กินข้าวเป็นยา ชาวนครศรีธรรมราชโชคดีที่ได้กินข้าว “ข้าวหน่วยเขือ” พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากมีวิตามินอีสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 22 เท่า วิตามินอีทำหน้าท
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่บริโภคข้าวเป็นหลักมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ แต่ไม่เคยทราบว่า ข้าวเปลือก 1 เกวียน เมื่อนำมาสีเป็นข้าวสารแล้วจะได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม และอีกคำถามหนึ่ง ผมอยากทราบว่า ข้าวนึ่งที่ส่งออกไปขายต่างประเทศนั้น เป็นข้าวนึ่งเหมือนกับที่เรารับประทานกับลาบส้มตำหรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง นิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์ นครสวรรค์ Photo by CHRISTOPHE ARCHAMBAULT / AFP ตอบ คุณนิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์ ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว จัดเป็นชนิดอินดิกา (Indica Type) ซึ่งต่างกับข้าว ชนิดจาโปนิกา (Japonica Type) ซึ่งเป็นชนิดเมล็ดป้อม และสั้น มีปลูกมากในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทางตอนเหนือบางมณฑล ข้าวไทย เป็นข้าวชนิดเมล็ดยาวเรียว เมื่อผ่านกระบวนการขัดสี จะได้ต้นข้าวเพียง 66 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานไว้ว่า ข้าว 1 เกวียน หรือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน นำมาแปรรูปแล้วได้เนื้อข้าว เฉลี่ย 660 กิโลกรัม นอกจากนั้น เป็นรำข้าวขาว รำข้าวกล้อง และแกลบ ในปริมาณ 80, 30 และ 230 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนข้าวชนิดจา
นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในวันที่ 4 มิถุนายน 2564 สมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดทางออนไลน์ผ่านระบบ Video Conference งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2564 โดยในปีนี้จะขึ้นในระหว่าง วันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2564 ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมงานโดยไม่จำเป็นต้องมาถึงสถานที่จัดงาน เป็นการรับชมนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆภายในงานทางระบบออนไลน์ ผ่านการถ่ายทอดสัญญาณภาพจากกรมการข้าวส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตร เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การเยี่ยมชมงานผ่านระบบออนไลน์ในครั้งนี้ ภายในงานทุกท่านจะได้รับชมนิทรรศการต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติด้านข้าวของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยสัมภาษณ์กับ คุณสุภาพ โนรีวงศ์ คนเก่งแห่งอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เลยได้ความจริงว่า ความรู้จากโรงเรียนแค่ ป.4 ก็จริง แต่คุณสุภาพ ไม่เคยหยุดความรู้ตัวเองไว้เพียงแค่นี้ แม้ไม่ได้เรียนมัธยมศึกษา หรือระดับปริญญา จากมหาวิทยาลัยไหน แต่ปรากฏว่าความรู้ของคุณสุภาพกลับมากมาย เพราะเขาไม่เคยหยุดตัวเอง ต้องขวนขวายหาแหล่งความรู้ต่างๆ ใฝ่หาความรู้ใส่ตัวในการเกษตร ที่ไหนใครเปิดอบรมสอนวิชาเกษตร คุณสุภาพต้องไปศึกษามาทุกแห่ง เพื่อหาความรู้เรื่องดิน น้ำ อากาศ มาเพื่อประกอบการทำนาให้ได้ผลผลิตดี คุณสุภาพ บอกกับผู้เขียนว่า “อาชีพพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของผมมาจากตระกูลชาวนา ผมก็ต้องสืบสานอาชีพนี้ให้ตลอดไป” คุณสุภาพ บอกว่า ทำนาทั้งหมด 80 ไร่ โดยเข้าร่วมกับโครงการของ ธ.ก.ส. ทาง ธ.ก.ส.ได้จัดส่งนักวิชาการมาอบรมให้เกษตรกรได้เรียนรู้เรื่องปุ๋ย เรื่องดิน ดินที่ไหนก็แล้วแต่ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีเยอะเกินไป ดินจะเสียหายหมด จนทำให้เกษตรกรต้องล่มจม ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นกันก็คือ สวนส้ม แห่งทุ่งรังสิต ในอดีตแต่ก่อน ละแวกอำเภอหนองเสือ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งผลิตส้มที่ใหญ่ที่
อินเดีย มีประชากร 1,200 ล้านคน จะรองก็แต่จีนเท่านั้น อินเดียผลิตข้าวได้มากเป็น อันดับ 2 รองจากจีนเช่นกัน คือผลิตได้ปีละ 155 ล้านตัน ขณะที่จีนผลิตได้ ปีละ 208 ล้านตัน ส่วนไทยผลิตได้ 25 ล้านตัน (ลดลงจากประมาณ 27 ล้านตัน หลายปีก่อนนี้) คือ ได้แค่ครึ่งหนึ่งของคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ข้าว เป็นแรงขับสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของอินเดีย อินเดียผลิตทั้งข้าวขาวและข้าวซ้อมมือ ว่ากันว่า มีราวร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งโลก ข้าวเป็นอาหารหลักในภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศด้วย ผลผลิตข้าวของอินเดียเพิ่มจาก 53.6 ล้านตัน ในปี 2523 มาเป็น 74.6 ล้านตัน ในปี 2533 เรียกว่าในทศวรรษเดียวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 39 ที่จริงปีการผลิต 2552-2553 ผลผลิตลดลงเหลือ 89.14 ล้านตัน เพราะเจอภัยแล้ง พื้นที่เกษตรกรรมครึ่งหนึ่งของประเทศได้รับผลกระทบหนัก แต่ที่สุดผลผลิตก็เพิ่มขึ้นหลังจากนั้น และแตะร้อยล้านตันในปี 2554 เพราะได้ลมมรสุมที่เหมาะสมช่วยหนุน ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่ใช่มาจากการเพิ่มพื้นที่ปลูก แสดงว่าเขาพัฒนาการปลูกข้าวของเขาได้ดีมาก ผลผลิตข้าวของอินเดียต่อเฮกตาร์ (ราว 6.25 ไร่) เพิ่มจาก 1,336 กิโลกรัม ในปี 2523 เป็น 1,
ยางพารา เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสงขลา ช่วงที่ยางพาราขายได้ราคาดี เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันแทบทุกอำเภอ เมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายตัดสินใจตัดโค่นต้นยางทิ้ง เพื่อปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่หลายคนเลือกที่จะรักษาอาชีพการทำสวนยางพาราต่อไป พร้อมกับมองหาอาชีพใหม่ๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว อำเภอบางกล่ำ นับเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย 39 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางกล่ำ ตำบลท่าช้าง ตำบลแม่ทอม และตำบลบ้านหาร ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้มีรายได้หลักจากการทำสวนยาง ปลูกพืชร่วมสวนยางและทำเกษตรผสมผสานเป็นรายได้เสริม เช่น ตำบลบางกล่ำ ปลูกละมุด ขณะที่ชาวบ้านในตำบลแม่ทอม ปลูกส้มโอเป็นจำนวนมาก ส่วนตำบลท่าช้าง ชาวบ้านนิยมทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ (แบบประยุกต์) ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน “กศน. อำเภอบางกล่ำ” ส่งเสริมอาชีพชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมในเวลาว่างจากการทำอาชีพเกษตรกรรม นางสาวอังสิยาภรณ์ อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตา
คุณศุภกานต์ พุทธรางกูร หรือ พี่อ้อ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดเชียงราย อยู่บ้านเลขที่ 333/1 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าถึงที่มาของการกลับมาเป็นเกษตรกรว่า ก่อนที่จะมาทำเกษตรนั้นตนทำงานประจำเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อน แล้วได้ลาออกจากงานประจำเพื่อมาสานต่องานที่บ้าน สืบเนื่องมาจากคุณแม่เป็นชาวนาสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า ซึ่งเป็นการทำนาข้าวแบบเดิม คือปลูกและนำไปขายให้กับโรงสี อยากได้ข้าวปริมาณมากๆ เลยใช้ปุ๋ยเคมีและยาในการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิต วนเวียนอย่างนี้ทุกปี ซึ่งราคาข้าวก็ผันแปรไปตามกลไกตลาด ทำให้มีกำไรน้อยมาก หรือบางปีขาดทุน เพราะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน มีราคาสูงขึ้น คุณแม่จึงคิดว่าอยากจะปลี่ยนแปลงวิธีการทำนาข้าวแบบเดิม จึงเริ่มศึกษาการทำเกษตรอินทรีย์ และเก็บข้าวไว้เอง ไม่ขายให้กับโรงสี เพราะอยากจะผลิตข้าวที่ดีมีคุณภาพ เก็บไว้กินเอง และได้ขายข้าวที่ดีและปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งนอกจากนี้คุณแม่ยังได้มีการศึกษาการทำเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกไว้กินเอง เหลือจึงนำออกไปขาย ได้ลองผิดลองถูกมาตลอด และด้วยความตั้งใจจร
สภาพธรรมชาติ ดินในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินเหนียว ธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าว ดังนั้น กรมการข้าว จึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (N-P-K) ถ้าใส่ธาตุโพแทสเซียม (K) ลงไปด้วยจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น คำแนะนำของกรมการข้าว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8 จึงจะได้ผลผลิตดี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้บ้าง เช่น ฟางข้าว เศษไม้ใบหญ้า หรือปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินในนาอีกทางหนึ่ง มารู้จักกับปุ๋ยกันอีกสักนิด ปุ๋ยเคมีที่มีขายทั่วไป เช่น สูตร 15-15-15 เกษตรกรนิยมเรียกว่า ปุ๋ยสิ้นคิดความจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) นำขึ้นมาจากใต้พิภพ ส่วนปุ๋ยยูเรีย (N) มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ ปุ๋ยยูเรียได้จากผลพลอยได้ของกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ทั้งนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) ทำให้ใบเขียว ต้นเติบโตขึ้น ธาตุฟอสฟอรัส (P) บำรุงรากและเร่งการออกดอ
สุพรรณบุรีได้ชื่อว่าเป็นเมืองของชาวนา เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทย ซึ่งเกษตรกรตัวจริงที่ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งคนก็อยู่ที่นี่ “น้าละเอียด แดงแตง” วัย 65 ปี เกษตรกรแห่งบ้านศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เริ่มอาชีพชาวนาตั้งแต่ต้นตะกูล จากรุ่นปู่ย่าตายาย มาถึงพ่อแม่ จนถึงรุ่นของน้าละเอียด ดังนั้น ประสบการณ์การทำนาจึงมากกว่า 50 ปี บนผืนนาแปลงใหญ่ที่สืบทอดการทำนามาจากบรรพบุรุษกว่า 60 ไร่ น้าละเอียดให้ความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่เพาะข้าว การกำจัดวัชพืชและป้องกันแมลง และการเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดินให้เหมาะกับความต้องการของข้าว บวกกับการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากรุ่นลูก จึงมีการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เช่นรถอเนกประสงค์มาใช้ทำนา ทั้งหว่านข้าว ใส่ปุ๋ย รวมถึงควบคุมหญ้าและแมลง ปรับปรุงและพัฒนาการทำนาดั้งเดิม จนได้ผลผลิตเป็นกอบเป็นกำ ไร่ละ 1 ตัน! น้าละเอียดเผย 3 เทคนิคการทำนาให้ได้ผลผลิตดี เริ่มตั้งแต่ การเตรียมดิน การคัดเลือกพันธุ์ข้าว และการบำรุงดิน ซึ่งทุกขั้นตอนต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ 1.การเตรียมดิน น้าละเอียดบอกว่าก่อนปลูกข้าวทุกครั้งการเตรียมดินมีความสำคัญมาก หา
เมื่อเร็วๆนี้ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมติสภาเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 5/2563 ให้การรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และ Organic OK ตลาดนำผลิต แก่ นางนิตยา ภูชมศรี เจ้าของแปลง “บ้านสวนน้อมเกล้า” อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ จำนวน 14 ไร่ หลังทำนาข้าวอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2557 รวมเวลา 7 ปี พร้อมรับรองผลผลิตแปรรูปข้าวอินทรีย์ จำนวน 6 รายการ ได้แก่ 1. ข้าวหอมมะลิ 105 2.ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 3.ข้าวเหนียวแดงนพเก้า 4.ข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์ 5.ข้าวเหนียวดำลืมผัว และ 6.ผงข้าวหอมน้อมเกล้า เป็นสินค้าคุณภาพดีของจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือ OK KALASIN ณ ห้องประชุมชั้น 5 องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งนำเสนอผลงานด้วยเอกสาร การสาธิต การจัดนิทรรศการประกอบการบรรยาย โดย นางนิตยา ภูชมศรี เจ้าของแปลง ทั้งนี้ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์ จะได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำระบบ QR Code ติดโลโก้ Organic Ok ตลาดนำผลิต OK KALASIN พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้รับทราบอย่างทั่วถึงต่อไป
