ทุเรียน
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ปีนี้ทุเรียนราคาดีมาก ถือว่าเป็นปีทองก็ว่าได้ อยากทราบว่า อนาคตจะล้นตลาดเหมือนพืชเกษตรชนิดอื่นหรือไม่ ซึ่งมีการพูดคุยกับเพื่อนๆ ว่าเกรงจะเป็นเช่นนั้น หากมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น คุณหมอเกษตรมีความเห็นประการใด และผมอยากทราบว่า ดินภูเขาไฟมีข้อดีอย่างไรกับการปลูกทุเรียน ผมขอคำแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง สุรเวช ศิริวัฒนวงศ์ นครปฐม ตอบ คุณสุรเวช ศิริวัฒนวงศ์ ขอพูดถึงเรื่องดินภูเขาไฟ กับการปลูกทุเรียนก่อนครับ โดยธรรมชาติของดินภูเขาไฟ จะอุดมไปด้วยธาตุฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน และมีหินพรุน หรือหินภูเขาไฟปะปนอยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย ผมไม่มีข้อมูลรายละเอียดของดินภูเขาไฟที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง เพราะดินภูเขาไฟที่นี่เป็นภูเขาไฟดึกดำบรรพ์ ธาตุสำคัญอื่นๆ อาจถูกชะล้างไปหมดแล้ว แต่ที่แน่นอนจะยังคงอุดมไปด้วยหินกรวดภูเขาไฟ ที่โปร่งเบา ช่วยระบายน้ำได้ดี ทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่า ได้ยาก นี่คือจุดเด่นของการผลิตทุเรียนในพื้นที่ดังกล่าว กลับมาดูสถิติการผลิต การบริโภค และการส่งออกทุเรียนไทย จัดทำโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเก
คุณขจรเกียรติ รักพานิชมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า การบริหารจัดการพื้นที่ภาคการเกษตรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้ Agri-Map หรือ Agricultural Map For Adaptative Management คือ แผนที่เกษตรเพื่อการจัดการเชิงรุก ซึ่งรวบรวมข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลประกอบอื่นๆ เช่น ดิน น้ำ พืช ประมง ขอบเขตการปกครองการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประชากร ทะเบียนเกษตรกร การตลาด และโลจิสติกส์ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลพื้นฐานด้านเกษตรจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การใช้งาน Agri-Map มีแนวคิดที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตร แผนที่ความเหมาะสมของการปลูกพืช (Zoning ดิน น้ำ พืช) ปัจจัยการผลิต พื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน แหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทำเป็นแผนที่รายจังหวัด จากข้อมูลขอบเขตการปกครอง การใช้ที่ดินในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ พื้นที่ที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับพืชเศรษฐกิจรายชนิดที่ปลูกในปัจจุบัน แหล่งน้ำ ผิวดิน/บ่อบาดาลในปัจจุบันและแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ ระหว่างปี 2560-2570 ซึ่งเป็นประโยชน์ด้านการบริหารจัดการด้านเกษต
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ โดย กฤษณา ไพฑูรย์ ทุกปีเมื่อถึงหน้าฤดูไม้ผลสำคัญอย่างทุเรียน ระหว่างช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนในภาคตะวันออก และภาคใต้ที่ผลผลิตจะออกตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม มักได้ยินข่าวปัญหาวิกฤตการส่งออกทุเรียนสดมากมาย ตั้งแต่การตรวจพบสารเคมีตกค้าง โรคแมลง การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการบรรจุสินค้าส่งออก การขาดแรงงานเก็บผลไม้ แรงงานต่างด้าวข้ามเขตไม่ได้ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหา “ซ้ำซาก” ที่เกิดมาต่อเนื่องมาเนิ่นนานหลายปี แต่ไม่สามารถหาทางออก ! ได้อย่างยั่งยืน เพราะทุกปีหน่วยราชการยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหากันแบบ “เฉพาะหน้า” ! ปีต่อปี ให้ผ่านพ้นช่วงฤดูไม้ผลไป ทั้งที่ “ทุเรียน” ส่งไปขายตลาดจีน เป็นไม้ผลทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ซ้ำร้ายมาปีนี้ปัญหาหลายเรื่องกลับหนักหน่วงกว่าทุกปี อย่างที่ปรากฏตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เดือนเมษายนต่อเนื่องมาถึงเดือนพฤษภาคม คือทุเรียนไทยที่ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งไปทางบกกว่า 1,000 ตู้ และทางเรือกว่า 2,000 ตู้ ถูกตรวจสอบเข้มจากทางการจีน 100% จากเดิมเพียง “สุ่มตรวจ” ไม่กี่ตู้ ส่งผลให้เกิดความล่าช้า รถต้องจอดรอเข้
โรคผลเน่าในทุเรียน สภาพอากาศแปรปรวน ที่มีทั้งภาวะอากาศร้อนปนฝน เสี่ยงเจอโรคผลเน่าในทุเรียน พบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน ช่วง 1 เดือน ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน หรือในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนแล้ว อาจพบโรคผลเน่าในระหว่างการบ่มผลทุเรียนให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะพบเปลือกผลทุเรียนเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลจะลุกลามขยายใหญ่มากขึ้นตามการสุกของผลทุเรียน กรณีที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง อาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบริเวณแผล ซึ่งสามารถพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลทุเรียนที่ยังอยู่บนต้น ถ้าอาการรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด แนวทางป้องกันโรคผลเน่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ควรตัดผลทุเรียนที่เป็นโรคและเก็บผลทุเรียนเน่าที่ร่วงหล่นใต้ต้นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง หลีกเลี่ยงการนำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง อีกทั้งโรคผลเน่าจะมีเชื้อสาเหตุโรคชนิดเดียวกับโรครากเน่าและโคนเน่า เก
ล้งทุเรียนภาคตะวันออกอ่วม กระทรวงศุลกากรจีน ตรวจเข้มสารตกค้าง-แมลง รถตู้คอนเทนเนอร์ค้างด่านชายแดนจีนทั้งทางบก-เรือ 3,000 ตู้ 6,000 ล้านบาท ซวยซ้ำทุเรียนสุก แตกเสียหาย ถูกกดราคารับซื้อเท่าตัว พาณิชย์เร่งเคลียร์ แหล่งข่าวจากผู้ประกอบธุรกิจส่งออกทุเรียนจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกทุเรียนไทยไปประเทศจีนยังประสบปัญหาวิกฤตต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรของจีนได้ปรับเปลี่ยนระบบการตรวจสอบสารตกค้างและศัตรูพืช จากเดิมเคยสุ่มตรวจเพียงไม่กี่ตัวอย่างใช้เวลา 2-3 วัน ปัจจุบันเน้นตรวจสอบ 100% ต้องใช้เวลานานถึง 7-8 วัน ส่งผลให้รถตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิที่บรรทุกทุเรียนของไทยต้องจอดรอเข้าคิวค้างที่ด่านลางเซิน ประเทศเวียดนาม เพื่อรอผ่านด่านโหย่วอี้กวน มณฑลกว่างซี ประเทศจีน รวมแล้วกว่า 1,000 ตู้ รถติดยาวจากหน้าด่านคิดเป็นระยะทางกว่า 10 กม. ผู้ส่งออกทุเรียนอ่วมโดนกดราคา ความล่าช้าในการขนส่งดังกล่าว ทำให้การควบคุมอุณหภูมิของตู้ค่อนข้างมีปัญหา ส่งผลให้ทุเรียนเกิดการสุก หรือแตกเสียหายจำนวนมาก เมื่อรถผ่านด่านไปส่งให้ลูกค้าได้ จึงถูกลูกค้ากดราคารับซื้
ได้ยินมาแต่เด็กว่า “ทุเรียน” เปรียบประดุจ “ราชาแห่งผลไม้” เนื่องด้วยลักษณะเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของเปลือกนอก ที่มีหนามแหลมคล้ายมงกุฎของพระราชา อีกทั้งเนื้อในเนียนละมุนหอมเย้ายวน กลิ่นรัญจวน เจือรสชาติแสนอร่อย ยากจะหาผลไม้หวานจัดอื่นใดมาเทียบได้ แต่ที่เคยรับรู้มานั้นทุเรียนเมืองนนท์มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ราคาลูกละอย่างต่ำ 5,000 บาท หรือเป็นหมื่นๆ บาทก็มี ขนาดราคาลูกละ 25,000 บาท ยังถูกจองคาต้นซะหมดเกลี้ยง ครั้นเมื่อได้ข้ามด่านสิงขร ชายแดนไทย-พม่า ตระเวนตามสวนหมากในเมืองตะนาวศรี และล่องเรือทวนแม่น้ำตะนาวศรีขึ้นไปเรื่อยๆ สองฝั่งน้ำที่เห็นสวนหมากแน่นครึ่ดนั้น ที่เชิดก้าน ชูยอดใบสลอนอยู่ตลอดเขตสวนหมาก เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะทั้งหมดนั้นที่ชาวสวนตะนาวศรี ปลูกแทรกสวนหมากอยู่ คือ “ทุเรียน” ทุเรียนตะนาวศรีที่เห็นกะๆ เอาด้วยสายตา เพียงไม่กี่กิโลเมตรทอดยาวขนาบไปตามสายน้ำทั้งสองฝั่ง คะเนดูแล้ว มีเป็นหมื่นๆ ต้น ทำไมจึง “ดกสาหัส”, “มากสาหัส” ขนาดนี้ แล้วเมื่อขึ้นฝั่งมา สองข้างถนนยังมีเพิงไม้ขายทุเรียนสุกลูกเล็ก ฉีกเปลือกออกเห็นเนื้อในเหลืองจัด กลิ่นอบอวลยิ่งๆ กองเบ้อเริ่มหลายลูก ชาวบ้านตะนาวศ
คุณเรือง ศรีนาราง กล่าวถึงโรคของทุเรียน คือโรครากเน่าโคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า (Phatopthora) ทำให้ต้นทุเรียนตายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะแพร่ระบาดช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้น ทั้งนี้ ได้ใช้ระยะเวลา 2 ปี คิดค้นทดลองใช้ได้ผลดี คือ นำแก๊ส (ความร้อน) เผาฆ่าเชื้อไตรโคเดอร์ม่าแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า เป็นนวัตกรรมใหม่โดยไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้สารชีวภัณฑ์แทน ปัจจุบันได้เผยแพร่ให้เครือข่ายสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน วิธีการทำง่ายๆ ดังนี้ ใช้จอบเล็กๆ หน้าบางๆ ขูดเปลือกลำต้นให้เห็นแผลเชื้อรา ใช้กระสอบพลาสติกรองรับเปลือกที่ขูดเชื้อราออกเพื่อนำไปเผาทำลาย ถ้าปล่อยให้ร่วงลงโคนต้นจะลาม ทำให้เกิดโรครากเน่าจากเชื้อราได้ เตรียมอุปกรณ์พ่นแก๊ส ใช้แก๊สเป็นกระป๋องและใส่หัวสเปรย์ จุดไฟและให้แก๊สพ่นความร้อน เผาบริเวณที่เป็นแผลเชื้อรา โดยเฉพาะตรงขอบเพื่อไม่ให้ลุกลามประมาณ 3-5 นาที ทิ้งให้เย็นลงสักครู่ ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าผสมน้ำ อัตราส่วน 250 กรัม : น้ำ 1 ลิตร กวนผสมให้เข้ากัน (มีเกษตรกรบางรายใช้น้ำมังคุดหมัก อัตราส่วน 1 : 1 ได้ผลเช่นเดียวกัน) ใช้แปรงจุ่มน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าทาบริเวณที่เป็นแผลที่ลนความร้อนไว้ให้ทั
ปัจจุบัน การซื้อ-ขาย ในตลาดอีคอมเมิร์ซได้ขยายตัวในกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ “ทุเรียนพรีเมี่ยม” กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการบริโภคของคุณภาพดี ราคาเป็นรอง เป็นที่น่ายินดีที่เกษตรกรในปัจจุบันไม่ได้ตัดทุเรียนขายล้งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันมารวมกลุ่มกันพัฒนาเพิ่มช่องทางการตลาดขายทุเรียนออนไลน์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มทางเลือกทางการตลาด ซึ่งกลุ่มมาบโอนเกษตรแปลงใหญ่ ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ทำข้อตกลง ขายทุเรียนพรีเมี่ยมในระบบออนไลน์ เปิดรับออเดอร์ตั้งแต่ต้นฤดูกาลเดือนมีนาคม กลุ่มมาบโอนเกษตรแปลงใหญ่ ปั้นตลาดออนไลน์กลุ่มพรีเมี่ยม คุณจุมพล ประสงค์ดี ประธานกลุ่มมาบโอนเกษตรแปลงใหญ่ ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า กลุ่มมาบโอนเพิ่งก่อตั้งมาเป็นปีที่ 2 ตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ มีสมาชิก 38 ราย พื้นที่ปลูกผลไม้ประมาณ 600-700 ไร่ ผลผลิตทุเรียนประมาณ 200-250 ตัน ปีนี้เพิ่งรวมกลุ่มทำตลาดทุเรียนออนไลน์ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เป็นคร
รมว.เกษตรฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการผลผลิตทุเรียนของทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก ห่วงประสบปัญหาเช่นเดียวกับยางพารา ที่เมื่อราคาดีจึงขยายการปลูกไปทั่วประเทศ ผลผลิตล้น จนราคาตกต่ำ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่งร่วมกับสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) สำรวจข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออก ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด พยากรณ์สินค้า 4 ชนิดได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราดพบว่า ในปี 2562 พื้นที่ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 691,521 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 13,318 ไร่ หรือร้อยละ 1.96 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4.57 เงาะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.46 มังคุดลดลงร้อยละ 0.15 และลองกองลดลงร้อยละ 3.45 ซึ่งคาดการณ์ว่า ผลผลิตผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต้นมีเวลาพักสะสมอาหารนาน นายกฤษฏากล่าวต่อว่า ทุเรียนซึ่งได้ชื่อว่า เป็น “ราชาแห่งผลไม้” เฉพาะในภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.49 ใน 2 ปีนี้ราคาดี ขายจากสวนเฉลี่ยกิโลกรัมละกว่า 100 บา
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสรุปข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพ ปี 2562 โดยคณะทำงานสำรวจข้อมูล ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้สรุปตัวเลขเอกภาพผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2562 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดตะวันออก จันทบุรี ระยอง และตราด โดยผลสรุปข้อมูลเอกภาพไม้ผล ปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 มีนาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 692,810 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 14,607 ไร่ หรือร้อยละ 2.15) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20 ส่วน เงาะ ลดลง ร้อยละ 2.10 มังคุด ลดลง ร้อยละ 0.28 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 5.08 เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,167 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.82) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.31 มังคุด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.69 ส่วนเงาะ ลดลง ร้อยละ 2.43 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 3.84 ผลผลิต รวมทั้ง 4 สินค้ามีจำนวน 886,535 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เ
