ทุเรียน
ฮือฮา ทุเรียน “เจ-ควีน” พันธุ์ใหม่แดนอิเหนา ลูกละกว่า 3 หมื่น รสชาติหวานมันเหมือนเนยถั่ว ฮือฮา ทุเรียน “เจ-ควีน” – วันที่ 30 ม.ค. เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ และ การ์เดียน รายงานกระแสฮือฮาทุเรียน “เจ-ควีน” ใน อินโดนีเซีย ซึ่งมีราคาสูงถึง 14 ล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย หรือกว่า 31,200 บาท กับคำเชิญชวนว่ามีรสชาติหวาน มัน และอร่อยเหมือนกับ เนยถั่ว ทุเรียน เจ-ควีน ซึ่งวางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของศูนย์การค้าพลาซ่าเอเชียในเมืองตาสิกมาลายา จังหวัดชวาตะวันตก และสามารถขายได้แล้วถึง 2 ลูก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นพันธุ์ทุเรียนซึ่งนายอากา วัย 32 ปี กล่าวว่า เป็นผู้คิดค้นขึ้นจากการผสมระหว่างสุดยอดทุเรียนระดับพรีเมี่ยม 2 พันธุ์ ของอินโดนีเซีย นอกจากรสชาติจะเหมือนเนยถั่วแล้ว ทุเรียน เจ-ควีน ยังมีผลกลมต่างจากทุเรียนทั่วไปซึ่งเป็นทรงกลมรี “ความต้องการของผมคือ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวสวนชาวไร่ด้วยการพัฒนาทุเรียนที่เหนือชั้น ผมมีสวนทุเรียนหลายแห่งทั่วเกาะชวา ทั้งในเมืองเคนดัล เปอกาโลงัน บันหยูมาส ปันกันดารัน กุนังตันจุง และตาสิกมาลายา โดยทุเรียน เจ-ควีน ถือเป็นทุเรียนหายาก เพราะจะออกผลทุกๆ 3 ปีเท่านั้น A
หนุ่มตะพงเมืองระยอง วัย 28 ปี จบ ปวส. ช่างยนต์ หันมาทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ นายธนิต บุญสินธุ์ คนหนุ่มไฟแรงด้านการเกษตร หมู่ 11 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ซึ่งกำลังพาคนงานตัดแต่งกิ่งมะม่วงในสวน จึงเข้าไปพูดคุยความรู้สึกของคนหนุ่มวัยทำงานตามโรงงานหรือทำงานบริษัท แต่กลับมาทำการเกษตร นายธนิต บุญสินธุ์ หนุ่มวัย 28 ปี พื้นเพเป็นคนตะพง เปิดเผยว่า หลังเรียนจบ ปวส. แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ก็เข้าทำงาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ทำงานได้เงินเดือนรวมแล้วตกเดือนละ 20,000 บาท ทำงานได้ 3 ปี ปัจจุบันลาออกจากบริษัทมาได้เกือบ 4 ปี ก็ไปบริหารจัดการบุกเบิกทำสวนผลไม้ของบิดา บนพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ (รวมพื้นที่เช่า) สวนผลไม้แบบผสมผสาน โดยการซื้อกิ่งมะม่วง พันธุ์ “ไขแตก” ชื่อดังของ จ. ฉะเชิงเทรา นำมาทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์อกร่อง ได้ประมาณ 2 ปี แต่ยังไม่เต็มที่เริ่มให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ตันครึ่ง มะม่วง “พันธุ์ไข” แตกเมืองแปดริ้ว แต่คนระยองเรียกพันธุ์ “ขายตึก หรือตกตึก” เป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ของระยอง มี 3 รส หวาน มัน เปรี้ยว และกรอบ ส่วนทางเหนือจะเรียกชื่อว่า “เหลืองอำไพ” นอกนั้นจะปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอ
ดันไทยส่งออกผลไม้ อันดับ 1 ของโลก – นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการะเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้หารือถึงแนวทางในการพัฒนา อีเอฟซี ให้เกิดเป็นรูปธรรมภายในปี 2564 ต่อยอดให้ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้ อันดับ 1 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ที่ อันดับ 2 ของโลก ที่สัดส่วนการส่งออก 20% มูลค่าประมาณ 2.5-3 แสนล้านบาท รองจากชิลี ที่ส่งออก อันดับ 1 สัดส่วน 21% เบื้องต้นได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว (ฟีสซิบิลิตี้ สตัดดี้) และปีนี้จะดำเนินการศึกษากลไกตลาด เชิญชวนผู้ประกอบการมาร่วมดำเนินการ ใช้งบประมาณดำเนินงาน 20 ล้านบาท และจะขอการสนับสนุนจากภาคเอกชนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก ประมาณ 20-30 ล้านบาท ในการดำเนินการ ส่วนปี 2563 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท พสุ โลหารชุน “รูปแบบเบื้องต้นโครงการจะมีตลาดกลางให้เกษตรกรและโรงงานอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนสินค้า มีการลงทุนห้องเย็นขนาดใหญ่ โดยเบื้องต้นมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนใจลงทุนห้องเย็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายได้ในราคาที่เป็นธรรม และผู้ประกอบ
นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ กงสุลฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมในการประชุมหารือระหว่าง บริษัท Win Chain Supply Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป จากประเทศจีน นำโดย Mr.Ray Zhang ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและทีมงานเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเจรจาการค้ากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ 12 แห่ง จาก จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด สหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส. ระยอง จำกัด จ.ระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด สหกรณ์การเกษตรขลุง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนายายอาม จำกัด จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจ ภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด จ.ตราด เพื่อตกลงเงื่อนไขทางการค้าและวางแผนส่งทุเรียนไทยไปจำหน่ายผ่าน ตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงร่วมกันระหว่างตัวแทนสหกรณ
นายปรีชา กิจถาวร ประธานฝ่ายเศรษฐกิจพอเพียงและสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากการประชุมหอการค้าทั่วประเทศในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา มีบางจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนแปลงขนาดใหญ่ ซึ่งน่าหวั่นวิตกเรื่องตลาดการส่งออกในอนาคต เพราะปัจจุบันทุเรียนมีการปลูกเพิ่มเป็นจำนวนมาก และมีตลาดส่งออกกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศจีนประเทศเดียว ไม่ได้ขยายไปสู่การตลาดในประเทศอื่นๆ โดยมีตัวเลขสูงถึง 90% ซึ่งส่งผลกระทบได้ง่ายหากเกิดตัวแปรที่เปลี่ยนไปในตลาดประเทศจีน นายนัด ดวงใส ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผยว่า ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีการโค่นยางพารา ปาล์มน้ำมัน เพราะทิศทางตกต่ำ และเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมาก รวมถึงเกษตรกรในประเทศมาเลเซียเองเช่นเดียวกัน คาดว่าแนวโน้มภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ทิศทางราคาทุเรียนอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากทุเรียนใหม่ที่เพิ่งปลูกออกผล นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ. สงขลา (สกก. ที่ 5 สงขลา) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้ อยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลโดยในวันที่ 20 ธค. 6
ช่วงเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 2 ฉบับ คือร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. … ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และร่างพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เจตนารมณ์ของการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ก็เพื่อส่งเสริมการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งในส่วนของระบบการจัดการทรัพยากรและชุมชน โดยเปิดทางให้ประชาชนที่ปลูกไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือพื้นที่ของตนเอง หรือที่ที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามกฎหมาย สามารถตัดไม้ขายได้ หรือนำไปเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจได้ โดยต้องเป็นต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ซึ่งถือเป็นวิธีการออมเงินอีกทางหนึ่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างให้เกิดพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติจะต้องผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนประกาศบังคับใช้ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้หยิบยกมติคณะรัฐมนตรี ขึ้นมาเกริ่นนำก็เป็นการกระต
หากทุเรียนอยู่ในระยะติดผลแล้วมีการแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น ทำให้มีการแย่งอาหารกันระหว่างใบและผล ซึ่งผลที่ได้รับตามมาคือ ผลทุเรียนจะเสียหายเรื่องคุณภาพและมีการสลัดผลทิ้ง แต่ถ้าหากมีการแตกใบอ่อนแบบทยอยแตก จะส่งผลดีต่อคุณภาพทุเรียน ดังนั้น วิธีการแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้ทุเรียนค่อยๆ ทยอยแตกใบอ่อน ที่สวนจะใช้เทคนิคโดยการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-7+2 (เพื่อลดการควบคุมความอวบอ้วนของหนามทุเรียน และถ้าสังเกตเห็นหนามทุเรียนบวมและโตเร็ว ให้เปลี่ยนเป็น สูตร 8-24-24 แทน) และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 0.5 : 1 กิโลกรัม ใส่หลังดอกบานจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ประมาณ 15-20 วัน/ครั้ง การแก้ปัญหาทุเรียนเป็นโรคโคนเน่า การเป็นโรคโคนเน่าของทุเรียน จะเกิดเฉพาะต้น ไม่ได้เกิดกันทั้งแปลง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการดูแลไม่ทั่วถึงของเจ้าของสวนเอง เช่น การระบายน้ำไม่ดี มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลติดต่อกัน ต้นทุเรียนงามเกินไป เป็นต้น แนวทางที่สวนปฏิบัติอยู่ คือ ระยะสั้น ถ้าหากมีการเป็นโรคเกิน 50% จะโค่นต้นทิ้ง เพราะไม่คุ้มค่าการรักษา ระยะยาว มีรายงานทางวิชาการระบุว่า ต้นตอทุเรียนที่ทนทานต่อโรคโคนเน่ามาก
อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลาตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตาจะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขาย เป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกรจำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านระบุว่า เพราะช่วยให
จาการ์ต้าโพสต์ รายงาน เที่ยวบินของสายการบินศรีวิจายาแอร์ จากจาการ์ต้าสู่เบงกูลู เมื่อวันจันทร์ (5 พ.ย.) ล่าช้าประมาณ 1 ชั่วโมง หลังผู้โดยสารร้องเรียนเรื่องกลิ่นทุเรียนคลุ้งทั่วห้องโดยสาร “Boyke Ledy Watra” ผู้สื่อข่าว Antara คือหนึ่งในผู้โดยสารเครื่องบินลำดังกล่าว ระบุว่า ผู้โดยสารหลายรายต่างโวยวายและต่อว่าลูกเรือบนเครื่อง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากเครื่องบิน ทั้งนี้ สายการบินศรีวิจายาแอร์ตัดสินใจนำกระสอบบรรจุทุเรียนออกจากที่วางสัมภาระและออกเครื่องอีกครั้งหนึ่งเมื่อเวลาประมาณ 11.40 น. 1 ชั่วโมง ให้หลังเวลาเทคออฟที่ระบุไว้ตามตารางการบิน “Retri Maya” ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรศรีวิจายาแอร์ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่จะนำทุเรียนขึ้นเครื่อง ตราบใดที่คุณห่อมันอย่างดีตามระเบียบและเงื่อนไขmที่สายการบินกำหนด”
พาณิชย์เผยสหรัฐตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย 11 รายการ ตามเกณฑ์ว่าด้วยความจำเป็นด้านการแข่งขัน ชี้บ่งบอกถึงความนิยมสินค้าไทยในสหรัฐ แนะเอกชนฉวยโอกาสส่งออกสินค้าที่ประเทศอื่นๆ โดนตัดสิทธิ ตัดจีเอสพีสินค้าไทย 11 รายการ – นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2561 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ออกประกาศผลการพิจารณาโครงการทบทวนพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา (จีเอสพี) สหรัฐประจำปี 2560 (Annual GSP Product Review) โดยได้ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าจาก 15 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนติน่า เบลิซ บอสเนีย บราซิล เอกวาดอร์ อียิปต์ ฟอล์กแลนด์ อินโดนีเซีย คาซัคสถาน ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สุรินัม ตุรกี อินเดีย และไทย เนื่องจากมีการนำเข้าไปยังสหรัฐฯ เกินมูลค่าหรือเกินส่วนแบ่งตลาด180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และหรือ 50% ตามเกณฑ์ว่าด้วยความจำเป็นด้านการแข่งขัน (Competitive Need Limit: CNLs) ที่สหรัฐฯ กำหนด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 เป็นต้นไป ที่ผ่านมาในปี 2560 สหรัฐฯ ได้ให้สิทธิจีเอสพีแก่ไทยครอบคลุมสินค้ากว่า 3,400 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 4,150.59 ล้าน
