ทุเรียน
“มูซังคิง” ทุเรียนแห่งอนาคต โดยมีราคาขายเฉลี่ย 450-750 บาทต่อกิโลกรัม เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวจีนกระเป๋าหนัก เนื่องจากรสชาติหวาน เม็ดลีบ นิยมกินเมื่อแก่จัด สุกมาก ก้นผลทุเรียนเป็นแฉกคล้ายปลาดาว คุณอนวัช สะเดาทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์เด้น คิงส์แพล้นท์ จำกัด เชี่ยวชาญการทำสวนทุเรียนสมัยใหม่ เผยว่า ปัจจุบันมีช็อปขาย มูซังคิงโดยเฉพาะมากมาย ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ราคาขายคิดเป็นเงินไทย 2000-4000 บาท/ กก. ทั้งนี้ คุณสัญชัย ปุรณะชัยคีรี อดีตนายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย ได้เคยเปิดเผยถึง ทุเรียนมูซังคิง มากับ ผู้สื่อข่าวของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า ของมาเลเซียว่าเป็นทุเรียนพื้นบ้านของมาเลเซีย จัดอยู่ในทุเรียนพันธุ์เบา ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในมาเลเซียเอง รวมถึงประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับส่งออกทุเรียน แม้ว่าทุเรียนมูซังคิงจะเป็นทุเรียนที่ได้รับความนิยมของมาเลเซีย แต่ปัจจุบันมีปลูกในประเทศไทย โดยเฉพาะในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งผลผลิตที่ได้ส่งออกไปยังประเทศจีนเกือบทั้งหมด โดยจีนเป็นประเทศที่บริโภคทุเรียนที่นำเข้าจากประเทศไทย ประมาณ 80%
เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านของประเทศมาเลเซีย ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง แปลตามความหมายของชื่อคือ ราชาแมวป่า หรืออาจได้ยินเรียกทุเรียนพันธุ์นี้ว่า เหมาซานคิง ก็ไม่ผิด เพราะเป็นการออกเสียงของชาวจีนในมาเลเซีย ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง มีชื่อเรียกตามพื้นบ้าน ว่า พันธุ์คุนยิต แต่ภายหลังเมื่อมีการประกวดทุเรียนภายในประเทศ พันธุ์คุนยิตได้รับเลือกเป็นทุเรียนพื้นบ้านที่มีรสชาติดีที่สุด และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในประเทศจีน จึงได้รับขนานนามว่าราชาแห่งทุเรียนมาเลเซีย หรือ มูซังคิง และอาจมีเสียงเรียกเพี้ยนไปเป็น เหมาซังคิง หรืออีกชื่อที่เรียกกันเป็นที่เข้าใจของคนมาเลเซีย คือ ราจาคุนยิต (Raja Kunyit) แต่เมื่อเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีน ก็ออกเสียงตามสำเนียงจีนว่า เหมาซานหว่อง หรือ เหมาซานหวัง จัดว่าเป็นทุเรียนที่มีราคาสูงที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง และได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างล้นหลาม ด้วยรสชาติหวาน มัน มีเมล็ดลีบ ขณะกินสุก 100% ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท ในประเทศจีน น้ำหนักผล เฉลี่ย 2-2.5 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย ราว 100-120 ริงกิต หรือ 800-900 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนราคาจำหน่ายในปร
หลายวันก่อนมีโอกาสไปเยี่ยม คุณลุงพนม วงศ์ใหญ่ เกษตรกรหัวก้าวหน้า อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 10 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งยึดอาชีพทำการเกษตรมานาน ปัจจุบันหันมาทดลองปลูกทุเรียน คุณลุงเล่าว่าเมื่ออายุ 21 ปี ผ่านการเกณฑ์ทหาร (จับได้ใบดำ) แล้วก็มีครอบครัวจนมีลูกชาย 2 คน คนโตทำงานที่กรุงเทพฯ ส่วนคนสุดท้องบวช แล้วคงซึ้งในรสพระธรรม ไม่ยอมสึก เดิมคุณลุงพนมมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เคยไปขายแรงงานโดยการขับรถแถบประเทศทางตะวันออกกลาง เมื่อเกษียณจากการขับรถจึงหันมาจับอาชีพการเกษตรอย่างจริงจัง หลังปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้วลูกชายที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนจากระยองมาให้ปลูก ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุเรียนที่ปลูกไว้ก็ให้ผล ลุงจึงแบ่งให้บรรดาญาติและเพื่อนบ้านชิม เมื่อชิมแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยเนื้อกรอบแห้ง หอม หวาน คุณภาพสุดยอดไม่เป็นสองรองใคร แต่ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งผลผลิตไม่มาก แล้วยังประสบปัญหาหนอนเจาะผลอีก ทำให้ขายได้ในราคาหลักพันบาท โดยทุเรียนที่ปลูกไว้ จำนวน 35 ต้น ตอนนี้ติดผลแล้ว 17 ต้น คา
คุณยวน สกุลวา หรือ ลุงยวน บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 9 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (063) 803-2137 ปลูกทุเรียนมานานกว่า 15 ปี ในพื้นที่อำเภอวังโป่งแห่งนี้ เป็นเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ที่ปลูกทุเรียนและเงาะ ซึ่งถือว่าเป็นพืชต่างถิ่น เป็นพืชชนิดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่มีใครเคยปลูกมาก่อน ลุงยวน เล่าว่า ในตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการนำทุเรียนและเงาะมาปลูกจะสามารถออกดอกติดผลหรือไม่ แต่ตนเองชอบการทำสวนจึงหาพันธุ์ทุเรียนและเงาะมาปลูก อย่างทุเรียนก็จะเน้นปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นหลัก และก็มีทุเรียนพันธุ์ก้านยาว ชะนี หลงลับแลบ้าง ตามที่จะหาซื้อพันธุ์มาได้ ในตอนนั้นคนที่ทราบว่าตนเองปลูกทุเรียน แน่นอนหลายคนคิดว่าตนเองถ้าจะบ้า แต่หลังจากปลูกไว้เพียง 4-5 ปี ต้นทุเรียนก็มีการเจริญเติบโตเป็นอย่างดี เริ่มออกดอกติดผลมาให้เห็น ก็สร้างความดีใจให้กับตนเองเป็นอย่างมาก “ต้นทุเรียนเริ่มทยอยออกดอกติดผลมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งผลผลิตที่เก็บได้ถูกสั่งจองและขายแค่ในพื้นที่ก็หมดแล้ว ไม่ได้ออกไปขายที่ไหนเลย ซึ่งเป็นมาอย่างนี้นานนับ 10 ปี คนซื้อก็จะบอกกันปากต่อปาก ราคาขายทุเรียนก็จะอ้างอิงราคาตามท้องตลาด
เซฟเมืองจีนลูกหลานชาวตรังไอเดียเก๋ นำทุเรียนบ้านที่ปลูกไว้กินในบ้าน นำมาต่อยอด ผลิตเป็นซาลาเปาทุเรียน แป้งนุ่ม รสชาติละมุน ทำเฉพาะหน้าทุเรียนปีละครั้ง เปิดสั่งทางสื่อโซเซียล ราคาลูกละ 25 บาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ร้านอังเปา เลขที่ 47 ม.1 ถนนตรัง-ปะเหลียน ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง หลัทราบข่าวว่าทางร้านมีการทำซาลาเปาทุเรียนแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัดตรัง ด้วยการนำทุเรียนที่ปลูกไว้ในบริเวณนานกว่า 70 ปี นำทุเรียนบ้านมาต่อยอดทำเป็นซาลาเปาขาย โดยสร้างสรรค์ปั้นแป้งซาลาเปาให้มีหน้าตาคล้ายทุเรียนจริงๆ ส่วนรสชาติซาลาเปาทุเรียนบ้านมีแป้งซาลาเปาที่นุ่ม ซึ่งหลังจากที่ร้านได้เปิดให้จองสินค้าทางโซเชียล มาประมาณเดือนเศษ ในราคาลูกละ 25 บาท พบว่าเป็นที่สนใจของนักชิมทั้งจังหวัดตรังและต่างจังหวัด โดยที่เฉพาะพ่อค้า แม่ค้ารายย่อยในจังหวัดตรังสั่งไปขายต่อที่หน้าร้านครั้งละหลายร้อยลูก นางวริษฐา ตันติพิสิษฐ์กุล อายุ 33 ปี และนายนันทศักดิ์ ตันติพิสิฐกุล อายุ 33 ปี สามีภรรยาเจ้าของร้านอังเปา ตรัง กล่าวว่า ทางร้านอังเปาตรังจะมีซาลาเปาลาวาและเป็นหมันโถวขายเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ใน
ช่วงเวลานี้คงไม่มีใครปฏิเสธการผลิตทุเรียนส่งออกอย่างแน่ เพราะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนหลายพื้นที่ต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ได้ราคาสูงแม้จะต้องผ่านการปลูกที่ยากลำบากเพื่อรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังพบว่ามีชาวสวนทุเรียนหลายแห่งสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพเกรดส่งออกได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับ คุณจิโรจ นาคแป้น หรือ คุณต้น เจ้าของสวนทุเรียนบนพื้นที่จำนวน 50 ไร่ ที่ตั้งอยู่ เลขที่ 1/1 หมู่ที่10 ตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ใช้ความสามารถผลิตทุเรียนพันธุ์หมอนทองในฤดูได้อย่างมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศจีน จนทำให้มีรายได้เป็นหลักล้านบาท คุณต้น มองว่าสวนทุเรียนของเขามีศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกได้ทุกต้น เพราะผ่านกระบวนการปลูกและดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเน้นผลิตทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออกอย่างเดียว ถ้าหากผลใดความสมบูรณ์ไม่พอจะเก็บไว้ขายในตลาดท้องถิ่น เก็บผลไว้จำนวนพอเหมาะ เพื่อสร้างคุณภาพให้สมบูรณ์ แนวทางการปลูกทุเรียนของคุณต้นใช้แนวทางวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้ ทักษะมาจากคุณพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน ด้วยหลักคิดว่าไม่จ
ทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่า ของชาวคลองหอยโข่ง ได้รับความนิยมอย่างมาก จนทำให้ลูกค้าต้องเข้าคิวซื้อเป็นประจำทุกปี โดยจะขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท สวนทุเรียนของชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านช่างแก้ว ตำบลคลองหลา อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมากในระยะนี้ เนื่องจากมีทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่า ซึ่งเป็นทุเรียนพื้นบ้านที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และที่สวนแห่งนี้มีอยู่จำนวน 7 ต้นเท่านั้น แต่ละต้นมีขนาดใหญ่ประมาณ 2 คนโอบ โดยทุเรียนพันธุ์นี้ได้รับความนิยมทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน ที่อยู่ในอำเภอหาดใหญ่และใกล้เคียง นิยมเดินทางมาซื้อหาไปรับประทานกันเป็นประจำทุกปี เนื่องจากทุเรียนสายพันธุ์นี้นั้นหารับประทานได้ยาก ให้ผลปีละ 1 ครั้ง มีเนื้อเยอะ แน่น เนื้อละเอียด และหวานเข้ม ทำให้ผู้ที่ได้รับประทานถึงกับติดใจ และมาถามซื้อกันจนต้องมีการเข้าคิวรอกันเลยทีเดียว โดยลูกค้าที่อยู่ใกล้เคียงนั้นถึงขนาดมานั่งรอ เพื่อรอให้ผลทุเรียนร่วงหล่นลงมาจากต้น บางรายก็ไปเดินหาทุเรียนใต้ต้นเพื่อจะได้เป็นเจ้าของทุกเรียนที่เพิ่งหล่นจากต้น ทำให้ทุเรียนที่สวนนี้ไม่ได้มีวางขายหน้าบ
“ปลูกเอง ดูแลเอง ขายเอง นักเลงพอ” เป็นประโยคสั้นๆ แต่กระตุ้นให้ผมต้องเดินทางมาที่สวนทุเรียนแห่งนี้ อยากเจอนักเลงผู้องอาจคนนี้ยิ่งนัก มีคำถามมากมายที่จะต้องพูดคุยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องมีทุเรียนมาชิมแกล้มการสนทนาด้วยนะ คุณศราวุฒิ โพธิ์เพชร แห่งสวน “หมอนทองอุดม ไร่แม่กัญญา” หมู่ที่ 3 ตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชายหนุ่มอารมณ์ดีเปิดยิ้มพร้อมเล่าให้ฟังว่า “ผมเป็นรุ่นลูกที่มาดูแลต่อจากพ่อแม่ครับ ตั้งใจว่าจะดูแลสวนให้ดีเหมือนกับที่พ่อแม่ได้ทำมาก่อนหน้านี้” “พื้นที่กี่ไร่ครับ เดินเสียเหนื่อยเลย” “13 ไร่ครับ ปลูกทุเรียนทั้งหมด เน้นหมอนทอง ที่สวนเรามีจำนวน 220 ต้น ก้านยาว 20 ต้นและชะนีไข่ 10 ต้น” “ปลูกมานานหรือยังครับ” “17 ปีครับ กำลังเป็นสาวเต็มที่เลย ต้นสมบูรณ์ ผลก็สวยงามมาก” “เห็นมีแปลงต้นเล็กๆ ด้วย” “ครับ แปลงใหม่ปลูกได้ 2 ปีกับอีก 5 เดือนแล้ว แปลงนี้ผมจะรวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนโบราณของไทยมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ให้มากที่สุดครับ” “โห! เยี่ยมเลย ยกตัวอย่างสักสองสามชื่อหน่อยครับ” “พานพระศรี ก้านยาวนนท์ สาลิกา พวงมณี ทองตำตัว” “แล้วจะจำหน่ายหรือให้ชิมครับ” “ตั้งใจว่าจะให้สมาชิกมาช
ทุเรียน ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ส่วน มังคุด ก็ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ ทั้งทุเรียนและมังคุดจัดว่าเป็นไม้ผลที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์ไม้ผล โดยนักวิชาการของไทย ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และมีสายพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาดเป็นระยะ แต่ถึงกระนั้นสายพันธุ์พื้นบ้านของผลไม้หลายชนิด ก็อาจกลับมาครองพื้นที่ตลาด ด้วยเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตัวมันเอง ต้องยอมรับว่า ผู้เขียนไม่ได้คุ้นกับไม้ผลสักเท่าไร เพราะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือชำนาญการทั้งการปลูก การหาข้อมูล และการบริโภค แต่การเดินทางครั้งนี้ จำเป็นต้องเก็บข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ และเป็นสายพันธุ์ที่กำลังโด่งดังในมาเลเซียและจีน เราเดินทางข้ามไปมาเลเซีย ผ่านไปทางด่านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เข้าพื้นที่ของมาเลเซีย ทางด่านบ้านดูเรียนบูรง ปาดังเตอรับ รัฐเกดะห์ และใช้เส้นทางรถยนต์ต่อไปอีกราว 50 กิโลเมตร ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายบ้านกาไหล อลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์ อันเป็นที่ตั้งของเกษตรกรชาวสวนทุเรียน (แท้จริง เป็นการปลูกทุเรียนแซมภายในสวนมากกว่า) ที่นี่ปลูกทุเรียนพันธุ์มูซังคิง (Mu Sang King) แปลตามความหมายของช
คุณสัญชัย ปุรณะชัยคีรี อดีตนายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยถึงทิศทางการส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศ ว่า มังคุด ทุเรียน และมะพร้าวน้ำหอม จะเป็นไม้ผลที่มีอนาคตโดยเฉพาะตลาดการค้ากับต่างประเทศ เนื่องจากผลไม้เหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่คนจีนชอบรับประทาน เพราะตลาดจีนกว้างมากและมีอัตราการเติบโตสูง รวมถึงประเทศไทยมีทักษะในการพัฒนาไม้ผลดีกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน เพราะมีพื้นฐานการเกษตรและระบบชลประทานดีกว่ามาก ทั้งนี้จีนเป็นประเทศที่บริโภคทุเรียนที่นำเข้าจากประเทศไทย ประมาณ 80% สอดคล้องกับตัวเลขส่งออกทุเรียนของประเทศไทย วันละประมาณ 6,000 ตัน “สำหรับทุเรียนมูซังคิง ของมาเลเซีย เป็นทุเรียนพื้นบ้านของมาเลเซีย จัดอยู่ในทุเรียนพันธุ์เบา ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในมาเลเซียเอง รวมถึงประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับส่งออกทุเรียน แม้ว่าทุเรียนมูซังคิงจะเป็นทุเรียนที่ได้รับความนิยมของมาเลเซีย แต่ปัจจุบันมีปลูกในประเทศไทย โดยเฉพาะในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งผลผลิตที่ได้ส่งออกไปยังประเทศจีนเกือบทั้งหมด” คุณสัญชัย มองอนาคตของทุเรียนพันธุ์มูซังคิง ว่า หากนำมาปลูกในประเทศไทย น่าจะ
