ภูมิปัญญาชาวบ้าน
คนไทยแท้ในแผ่นดินไทย หาได้ยาก ภาคใต้อยู่ติดประเทศมาเลเซีย มีคนไทยเชื้อสายมลายู ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็เป็นลูกผสมลาว ส่วนที่ติดเขมรก็เป็นไทยเชื้อสายเขมร ภาคเหนือตอนบนก็เป็นคนเชื้อสายล้านนาแต่ก่อนเก่า สำหรับในภาคกลางก็ผสมปนเปกันหลากหลายโดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเล สรุปแล้วไม่รู้ว่าคนไทยแท้อยู่ที่ไหน คนทางภาคใต้เป็นไทยเชื้อสายมลายูและคนไทยเชื้อสายจีนอยู่มาก โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาทำเหมืองแร่ดีบุก ส่วนหนึ่งมาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง ส่วนหนึ่งมากจากเกาะปีนังประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดิมเกาะนี้เป็นของประเทศไทย ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ได้อพยพมาแต่งงานกับชาวพื้นเมืองเชื้อสายมลายู ลูกหลายคนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “บาบ๋ายาหยา” ส่วนหนึ่งได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่เกาะภูเก็ตก่อนหน้านี้ และอีกส่วนหนึ่งอพยพเมื่อเกาะปีนังกลายเป็นของประเทศมาเลเซีย วัฒนธรรมการกินขนมกับกาแฟในตอนเช้าเป็นเรื่องราวของชาวใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ทุกเช้าจะเห็นชาวบ้านทั้งหนุ่มแก่นั่งจิบกาแฟหรือโกปี๊ในร้านกาแฟซึ่งเปิดบริการแทบทุกหัวระแหง ชาวใต้กินกาแฟกับขนมแทนอาหารเช้า ขนมบนโต๊ะกาแฟจึงค่อนข้างหลา
บรรพบุรุษชาวประมงริมทะเลสาบสงขลา ฝั่งจังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตออกเรือหาปลาเป็นอาชีพหลัก หารายได้มาเลี้ยงครอบครัว บ้านเรือนก็ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งแต่ละรายมีที่ดินบนฝั่งเพื่อประกอบอาชีพเพาะปลูกน้อยมาก จึงคิดค้นหาวิธีการเพาะปลูกพืชในทะเลสาบ หรือริมฝั่งริมทะเลสาบเพื่อเป็นผลผลิตเลี้ยงครอบครัว บรรพบุรุษของชาวประมงนับร้อยปี จึงได้ทำนาข้าวในทะเลสาบ โดยใช้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลสาบที่ทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร และถ่ายทอดความรู้วิธีการปลูกข้าวในทะเลสาบมาจนถึงยุคปัจจุบัน คาดว่าการทำนาข้าวแบบนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย คุณหนูวาด นิยมแก้ว อายุ 71 ปี บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากบรรพบุรุษวิธีการทำนาข้าวในทะเลสาบ บอกว่า ตนทำนาข้าวจำนวน 4 ไร่ บริเวณแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว และยังมีเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายครัวเรือนทำนาข้าวบริเวณแห่งนี้รวมแล้วเกือบ 200 ไร่ ตามแนวยาวริมฝั่งทะเลสาบของหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ตลอดแนวริมทะเลสาบ ที่ทำนาข้าวยาวประมาณ 9 กิโลเมตร โดยหนึ่งปีสามารถทำนาข้า
คุณรุ่น ศรีทองแก้ว เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพทำแกระเกี่ยวข้าว เป็นอาชีพเสริมมากว่า 40 ปี โดยรับมรดกตกทอดมาจากพ่อของภรรยา ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีเพียงแห่งเดียวในภาคใต้ “ภาวะปัจจุบันอาชีพการผลิตแกระเกี่ยวข้าวค่อนข้างจะซบเซามาก ทั้งนี้เนื่องจากว่า ชาวนาส่วนใหญ่จะหันมานิยมใช้รถเกี่ยวข้าวแทนกันแล้ว” คุณรุ่น เล่าว่า เดิมนั้น คุณแสง ชูช่วย ซึ่งเป็นพ่อของภรรยา คือ คุณวิไลวรรณ ศรีทองแก้ว เป็นผู้ผลิตแกระเกี่ยวข้าวเพียงผู้เดียว ส่งขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายใต้ตราเคียวคู่ ต่อมาเมื่อคุณแสงถึงแก่กรรม ตนจึงได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดย 1 ปี ผลิตได้ประมาณ 1 แสนชิ้น ส่งขายตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยใช้แรงงานในครอบครัว ทั้งนี้ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะขายดีมาก จนต้องจ้างคนงานเข้ามาเสริม “ผมยึดอาชีพผลิตแกระเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม มากว่า 40 ปี ส่งขายตั้งแต่ อันละ 2 บาท ปัจจุบัน ส่งขายอันละ 15 บาท แต่มีผลิตน้อย ประมาณ ปีละ 10,000 อัน เนื่องจากว่าชาวนาส่วนใหญ่จะจ้างรถเก
สมัยนี้เงินทองหายากเหลือเกิน จะใช้จ่ายอะไรแต่ละทีต้องคิดหนัก เพราะข้าวของแต่ละอย่าง มีราคาแพง หากใครเจอปัญหาเครื่องสูบน้ำเสีย ซ่อมไม่ได้ จะตักน้ำขึ้นมารดแปลงเพาะปลูก ก็เหนื่อยเสียเวลา สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้วิธีดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าที่มีอยู่มาเป็น ” เครื่องสูบน้ำ ” ตามคำแนะนำของ คุณวิไล นาลา เกษตรกรชาวจังหวัดขอนแก่น เพียงเท่านี้ก็ช่วยประหยัดเงินไปได้ก้อนโต คุณวิไล พื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่คุณวิไลไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น เธอใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน คุณวิไล นาลา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โทร. (090) 586-0378 คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งห
พืชเครื่องเทศส่วนใหญ่ ล้วนเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศในเขตร้อน หลากหลายพืชเครื่องเทศถูกบรรจุลงในอาหารเพื่อปรุงแต่งกลิ่น รส ถนอมรักษา และยังเป็นยารักษาสุขภาพ สืบทอดเป็นวัฒนธรรมอาหารที่แตกต่างกันไปตามประเทศ ตามภูมิภาค สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง และเกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนกันไปทั่วโลกอย่างขาดไม่ได้ มะแขว่น เป็นพืชเครื่องเทศหนึ่งที่พบมากทางภาคเหนือของไทย เป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดภาคเหนือหลายจังหวัด ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดน่าน ถึงกับมีการจัดงาน มะแขว่น ขึ้นทุกปี มะแข่วนมีความต้องการใช้ในการบริโภคประจำวัน โดยเป็นเครื่องเทศหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นเมืองภาคเหนือหลากหลายชนิด ผลผลิตมะแขว่น ได้จากทั้งการเก็บจากป่า และการปลูกที่แพร่หลายไปไม่น้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zanthoxylum limonella Alston. ชื่อวงศ์ : RUTACEA ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะแขว่น เป็นไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีหนามอยู่รอบลำต้นและกิ่ง ต้นอ่อนจะมีสีแดงแกมเขียว ลักษณะของใบเป็นใบประกอบ แต่ละใบจะมีใบย่อย 10-25 ใบ ช่อดอกเป็นช่อแบบกลุ่มย่อย มีสีขาวอมเทา ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่คนละต้น ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง
เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ป้องกันไม่ให้นกมาจิกกินกล้วยไข่ที่ปลูกไว้ เพราะเมื่อถึงช่วงที่ผลกล้วยไข่ติดและเจริญเติบโต นกแก้วกะลิง จะพากันมาจิกกินผลกล้วยไข่เป็นฝูง ทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยนำภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวนาสร้างหุ่นไล่กาไว้กลางทุ่งนา ปรับเปลี่ยนเสมือนหุ่นไล่นกในสวนกล้วยไข่ การทำหุ่นไล่นก มีการพัฒนาภูมิปัญญาให้แขนของหุ่นขยับได้ โดยใช้วัสดุเบา เมื่อลมพัดวัสดุก็จะขยับตามแรงลม ทำให้ดูเหมือนหุ่นไล่นกนั้นขยับได้ นอกจากนี้ ยังนำขวดแก้วเปล่าแขวนในที่สูง นำชิ้นไม้ไปห้อยไว้ข้างๆ ขวดแก้ว เมื่อลมพัดจะทำให้ชิ้นไม้กระทบกับขวดแก้ว เกิดเสียง เป็นการสร้างเรื่องให้นกเข้าใจผิด คิดว่ามีคนเดินเข้ามาในสวน ก็จะช่วยไล่นกได้อีกทาง
คุณมาโนช สมุทผา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 รองประธานกรรมการกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนท่าระแนะ เล่าว่า หอยพอกมีในป่าชายเลนตามธรรมชาติ อยู่ในดินป่าชายเลน เมื่อน้ำลงจะเห็นตัวหอย ชาวบ้านจะเดินเก็บเอาไปขายหรือทำอาหารเป็นของธรรมชาติ ใครๆ ก็เก็บได้ตลอดปี ยกเว้นเดือนมิถุนายนที่พ่นไข่จะไม่เก็บ หากขายให้แม่ค้าในหมู่บ้าน กิโลกรัมละ 15 บาท แม่ค้ารวบรวมขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง กิโลกรัมละ 20 บาท มีพ่อค้าคนกลางรับไปขายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กิโลกรัมละ 40-50 บาท หากแกะเนื้อได้ 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนใหญ่หอยพอกทั้งเปลือกนิยมนำไปย่างจิ้มน้ำพริกเกลือ (ซีฟู้ด) ที่หมู่บ้านท่าระแนะนิยมมาแกงคั่วใบชะพลู เป็นอาหารพื้นบ้านที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทั้งหมด นำมาปรุงน้อยที่สุดเพื่อคงความอร่อยแบบธรรมชาติ โดยแกะเนื้อหอยมาแกงสดๆ หอยพอกทั้งเปลือก 10 กิโลกรัม แกะเนื้อได้ 1 กิโลกรัม คุณละมุน เพ่งจินดา เลขากลุ่มท่องเที่ยวชุมชนท่าระแนะ แม่บ้านของกลุ่มเปิดสูตรพื้นบ้านโบราณ แกงคั่วหอยพอกใบชะพลู ดังนี้ คือ เครื่องปรุง 1. เนื้อหอยพอกที่แกะแล้วสดๆ 1 กิโลกรัม ใส่ตะแกรงผึ่งให้สะเด็ดน้ำ 2. น้ำพริกแกงกะทิ 2 ขีด 3. เครื่องป
“มะระขี้นก และบอระเพ็ด” เป็นพืชที่หลายคนรู้จัก แล้วยังรู้จักมากไปกว่านั้นว่ามีรสขมจนต้องเมินหน้าหนี ความจริงแล้วการมีรสขมของพืช ผัก ผลไม้บางชนิดถือว่ามีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพ ดั่งคำว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” กระนั้นก็ยังไม่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติได้ง่าย แต่ความชาญฉลาดของคนรุ่นบรรพบุรุษที่เห็นคุณค่าประโยชน์ของพืชที่มีรสขม จึงหาวิธีแปรรูปเพื่อเปลี่ยนรสขมให้มาเป็นรสหวานแบบธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งใจปลุกให้ชนทุกรุ่นได้รู้จักพืช ไม้ผลเก่าแก่มิให้สูญหายไป แล้วหวังให้สืบทอดภูมิปัญญานี้จากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า “ผลไม้กลับชาติ” ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ตำบลบางพรม สมุทรสงคราม ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ เพื่อร่วมกันนำพืชไม้ผลในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าด้วยการแปรรูปแบบแช่อิ่มกับอบแห้ง หวังอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนอีกด้วย คุณฉวีวรรณ หัตถกรรม หรือ ป้าแดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ บ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม บอกเล่าถึงความเป็นมาว่า คนในสมัยก่อนนำพืชผักที่ขึ้นตา
ขนมเรไร มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อย่างน้อยต้องมีอายุถึงเกือบ 200 กว่าปี ซึ่งคาดเดาได้ว่า น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากในพระราชสำนัก เพราะพบปรากฏอยู่ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานในสมัยรัชกาลที่ 2 นั่นเอง! ขนมเรไร (รังไร) คือ ขนมไทยในพระราชนิพนธ์ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าที่เรียกขนมเรไร เพราะมีลักษณะเหมือนรังของตัวเรไร (เรไร น. ชื่อแมลงชนิดหนึ่ง ตัวเขียว อยู่ในจำพวกจักจั่น หรือชื่อขนมชนิดหนึ่งเป็นเส้นคล้ายขนมด้วง แต่เส้นเล็กกว่า) และลักษณะเวลากดแป้งออกจากพิมพ์ที่กด จะมีเสียงบีบของตัวแป้งดังจี๊ดๆ เล็กน้อย ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้ายกับรังนกเล็กๆ ด้วย ขนมเรไร นั้นมีสีต่างกันออกไป เช่น ชมพู เขียว ฟ้า เหลือง ขาว ม่วงคราม เป็นต้น ขนมเรไร เป็นขนมไทยโบราณที่มีส่วนผสมมาจาก แป้ง กะทิ มะพร้าว และน้ำตาล และใช้สีในการตกแต่งอาหารเพื่อให้ดูสวยงาม โดยอาจใช้สีจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์แล้วแต่ตามสะดวก เพราะบางสีอาจหาได้ยากตามธรรมชาติ ขนมเรไร นับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาววัง ที่สามารถรังสรรค์ความอ่อนหวานของสีขนมเรไร ให้มีรสชาติที่นุ่มนวล ละมุนลิ้นของผู้ที่ได้ชิม และความหอมกรุ่นของน้ำลอยดอกมะลิ กะทิสด และงาขาวคั
คุณ TookPhalin Thanandorn ได้โพสต์คลิปภูมิปัญญาชาวบ้าน ล่อปลามาลงหลุมแบบง่ายๆ ในคลิปจะเห็นว่าปลาจำนวนมากไหลตามร่องน้ำที่มีคนขุดไว้มาลงเข่งจนสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมคลิป อย่างไรก็ตาม คุณ ชาญ ชาญ ภาระ ได้มาแสดงความเห็นว่า พอน้ำมาปลาก็จะขึ้น ต้นฝนน้ำมาปลาขึ้นไปหากินวางไข่ ปลายหนาว ปลาต้องลงแม่น้ำเพราะน้ำข้างบนเริ่มหมด หากใครรู้ทางดักปลาก็จะทำไหลเข้ามาในทิศทางที่ดักไว้ได้ไม่ยาก ส่วนหลายคนแสดงความเห็นว่า ปลาอาจได้กลิ่นโคลนจากน้ำลึกจึงได้ว่ายมาหา ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
