สมุนไพร
ภก.อาสาฬา เชาวน์เจริญ เขียนไว้ในคอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง วารสารอภัยภูเบศร ปีที่ 16 ฉบับประจำเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับ “ใบหูเสือ” ว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตรงส่วนร้านอาหารในสปามีทำใบหูเสือเป็นอาหาร จำได้ว่าตอนนั้นกินทั้งแบบเมี่ยงเป็นผัก และเป็นเครื่องดื่ม (ปั่นผสมสับปะรด น้ำผึ้ง เล็กน้อย ทำให้ดื่มง่ายขึ้น) กินทีไรก็รู้สึกดี คือรู้สึกโล่ง หายใจสะดวก และอาการภูมิแพ้ก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนหายปกติ ภายใน 1 สัปดาห์ ที่กินเกือบทุกวัน วันละมื้อเดียว คือมื้อกลางวัน ดิฉันสนใจสมุนไพรต้นนี้ จึงอยากหาข้อมูลเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ เพราะต้นหูเสือ ปลูกง่าย หน้าตาน่ารัก ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นกลิ่นน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากพืชชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกันกับกะเพราและออริกาโน ทางแผนไทยจัดว่า ใบหูเสือ มีรสเผ็ดร้อน นิยมใช้ใบเป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร เพิ่มน้ำนม น้ำมันหอมระเหยในใบ หากนำมาขยี้ดมจะช่วยแก้อาการหวัดคัดจมูกได้ หากนำมาทาภายนอกที่ท้องหรือกินจะช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อย ขับลม การเคี้ยวใบช่วยดับกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ ต้มน้ำดื่มแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ใบหูเสือ ยังออกฤทธิ์โดดเด่นที่
น.ส.แฉล้ม ยอดสุวรรณ อายุ 52 ปี เกษตรกรบ้านคลองอ้ายกาบ ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นเกษตรกรผู้หนึ่งที่พลิกจากการทำนาข้าว ที่ปลูกกว่า 6 ไร่ หลังประสบปัญหาทำนาได้ปีละ1 ครั้ง ซ้ำร้ายราคาตกต่ำ ทำให้ไม่มีรายได้เหลือและเป็นหนี้จำนวนมาก จึงหันมาเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยปลูกทุกอย่างไว้กิน ที่เหลือจากกินจึงเก็บขาย รวมถึงหลังจากได้ไปดูงานการปลูกมะกรูดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับในพื้นที่มีการปลูกมะกรูดน้อย จึงได้ซื้อกิ่งพันธุ์ จำนวนกว่า 600 ต้น พร้อมวางระบบน้ำปลูกในพื้นที่ เกือบ 1 ไร่ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้ดี ครั้งแรกได้เงินกว่า 7,000 บาท จากการขายให้กับพ่อค้าที่มารับถึงสวน หลังจากนั้นได้หาช่องทางการตลาด โดยส่งโรงงานอบแห้งมะกรูดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งบางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50 บาท เป็นการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยปัจจุบันสามารถส่งใบมะกรูดให้โรงงานได้เฉลี่ยปีละ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีรายได้หลักแสนบาท เลยทีเดียว น.ส.แฉล้ม กล่าวว่า มะกรูดนับเป็นพืชที่ปลูกยากในช่วง 2 เดือนแรก หลังจากได้กิ่งพันธุ์มาปลูก ห้ามใส่ปุ๋ย ใช้วิธีรดน้ำสม่ำเสมอ เดื
ขนมทองม้วนเป็นขนมไทยที่ได้รับความนิยม รับประทานง่าย รสชาติดี สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม สะดวก และปลอดภัยต่อการบริโภค ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือก และเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ ปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงขนมทองม้วนให้มีรสชาติที่แปลกใหม่ และมีความหลากหลาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารที่นำมาแปรรูปหรือพัฒนานั้น สะอาด ถูกหลักโภชนาการ และสามารถนำมาบริโภคหรือจำหน่ายได้อย่างปลอดภัย นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่ง ดร.วิจิตรา เหลียวตระกูล อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) กล่าวว่า การพัฒนาขนมทองม้วน ให้มีความแตกต่างจากขนมทองม้วนทั่วๆ ไป สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับขนมทองม้วนได้อย่างลงตัว จากการศึกษาอัตราส่วนผสมของขนมทองม้วน ที่มีส่วนผสมดอกไม้กินได้ 3 ชนิด คือ ดอกโสน ดอกอัญชัน และดอกบัวหลวง เมื่อเทียบกับขนมทองม้วนสูตรควบคุมที่ไม่ผสมดอกไม้ จากการทดสอบทางประสาทสัมผัส 9-Point Hedonic scale ประเมินลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางด้านสี กลิ่
ชวนชิม “น้ำทุ่มเท” ช่วย “อึด ถึก ทน สู้แดด สู้งาน” ผลงาน รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในงานเฮลท์แคร์ 2019 ระหว่างนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ณ ฮอลล์ 5 อิมแพค เมืองทองธานี ในงาน “Healthcare เรียนรู้ สู้โรค 2019” กิจกรรมคนรักสุขภาพห้ามพลาด จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 27-30 มิถุนายน 2562 ที่ Hall 5 อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แจกพันธุ์สมุนไพรฟรี อีกทั้งซุ้มต่างๆ มากมาย อาทิ ซุ้มอาหารและเครื่องดื่ม ซุ้มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ เป็นต้น ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณธรียา แสงเพ็ชร เจ้าหน้าที่ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมุนไพรพื้นบ้าน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการรินน้ำทุ่มเท ให้กับผู้สนใจชิม จนแทบไม่มีเวลาพูดคุยด้วย น่าสนใจไม่น้อย น้ำทุ่มเท ทำมาจากต้นกระทุ่ม มีสรรพคุณโดดเด่นเห็นแล้วต้องอยากชิม “จุดเริ่มต้น จากตอนแรกที่เราทำเกี่ยวกับงานกัญชา เราต้องการที่จะหาน้ำที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกับกัญชา เราก็นึกถึงกระท่อม ที่คล้ายๆ กับกัญชา ทีนี้กระท่อมก็จัดเป็นกลุ่มสารเสพติดเหมือนกัน นำ
มะขามป้อม ชื่อพื้นเมือง มะขามป้อม ทางเขมร-จันทบุรี เรียกว่า กันโตด จังหวัดราชบุรี เรียกว่า กำทวด ส่วนทางกะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียกว่า มั่งลู่ สันยาส่า ผลมะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 20 ผลสด ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศาเซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 67 เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณ ร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไป ร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไป ร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์ น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่า ร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อยกว่า ร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2 ผลมะขามป้อม จะมีช่องแบ่งระหว่าง
เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นฐานที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่า คุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่งนาน790 ปี ต่อมาถึง สมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชย์ต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่หรือหนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบัน เมืองสิบสองปันนา (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น “สิบสองปันนา”) ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่าง ๆ ดังนี้ ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น ฝั่งตะวันต
(27 พฤษภาคม 2562 / สป.อว.) นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่าง ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกรรมการบริหารบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ระบุ วว. พร้อมใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พัฒนากระบวนการสกัดสารสำคัญในกัญชา ได้แก่ THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) ความบริสุทธิ์สูงในระดับห้องปฏิบัติการและระดับอุตสาหกรรม (Pilot scale) รวมถึงพัฒนาวิธีวิเคราะห์ สำหรับการควบคุมคุณภาพ และประกันคุณภาพ เพื่อสามารถออกเอกสาร Certificate of Analysis (COA) ของสารสกัดกัญชา ตามข้อกำหนดของ อย. ของประเทศเป้าหมาย ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า สำหรับความร่วมมือระหว่าง วว. และบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพีฯ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมสนับสนุ
ต้นฟักข้าวเป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูป 3 เหลี่ยม เว้าลึก อีกเป็น 3 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา ดอกฟักข้าวเป็นดอกเดี่ยว ออกตากซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมาก ผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ
ไข่เยี่ยวม้าสีทอง เป็นนวัตกรรมใหม่ทางด้านอาหารหมักของไทยที่มีการพัฒนากระบวนการผลิตเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างอาหารหมักดองพื้นบ้านและแนวคิดในการพัฒนาทางด้านอาหารที่มีความปลอดภัย เพื่อการบริโภค ปัจจุบันได้พบปัญหาไข่เยี่ยวม้ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วมากขึ้น โดยผู้ผลิตมีการเติมสารตะกั่วเพื่อเร่งให้ไข่มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเร็วขึ้น สีที่ใช้พ่นหรือเคลือบผิวเปลือกไข่มักจะเป็นสีที่ไม่ปลอดภัยในการใช้สำหรับอาหาร จึงส่งผลให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภค ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผศ.ดร.ชุตินุช สุจริต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง จึงมีแนวคิดในการผลิตไข่เยี่ยวม้าที่มีการเลือกใช้วัสดุส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติ เพื่อลดคอเลสเตอรอลในไข่แดง ไม่พบสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานมากกว่า 6 เดือน จึงเป็นการยืดอายุในการตลาดเพื่อการค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภคเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพตามแนวคิดในเรื่อง 3 รักษ์ กล่าวคือ รักษ์สุขภาพ ใช้สารเคมีที่ปลอดภัย รักษ์ความเป็นไทย สีในการย้อมเปลือกไข่เยี่ยว
นับวัน พืชผักสมุนไพรไทยจะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นสรรพคุณอันมหัศจรรย์ในโลกสมัยใหม่ยิ่งขึ้นทุกที อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เอง ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ ชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “บัวบก” หรือ “ผักหนอก” หรือ “ผักแว่น” ก็ได้รับการวิจัยค้นพบสรรพคุณที่ยกฐานะผักจิ้มน้ำพริกตัวนี้ ขึ้นสู่ระดับสมุนไพร 5 ดาว ที่น่ายินดีคือผู้ค้นพบสรรพคุณใหม่ของบัวบก เป็นนักวิจัยคนไทยผู้พบว่าบัวบกมีสารฆ่าเนื้อร้ายในลำไส้ใหญ่ได้ นี่เป็นการค้นพบที่สำคัญมาก เพราะแค่สมุนไพรชนิดหนึ่งสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ไม่ให้ลุกลามก็นับว่าเจ๋งแล้ว ยิ่งสามารถขนาดฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างบัวบกก็ต้องนับว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์เลยทีเดียว วิธีวิจัยก็น่าสนใจมาก เพราะมีการนำสารสกัดบัวบกมาฆ่าเซลล์เนื้อร้ายจากลำไส้ใหญ่ ในหลอดทดลองให้เห็นกันจะจะ และเมื่อนำสารสกัดบัวบกไปป้อนให้ หนูทดลองที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็พบว่าเซลล์มะเร็งของคุณหนูๆ มีขนาดลดลง ตามมาตรฐานการวิจัยนั้น หากยาใดทดลองกับหนูได้ผล ก็สามารถนำมาใช้ในคนได้ผลอย่างเดียวกันด้วย อันที่จริง งานวิจัยชิ้นนี้คือเป็นการต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย ดั้งเดิมที่ใช้น้ำต้มบัวบกสดดื่มแก้ช้ำใน หรือใช้น้ำคั้นบ
