สมุนไพร
พืชไทยที่เรารู้จัก ยังมีอีกมากมายหลายร้อยชนิด ในกลุ่มพืชผัก คือพืชที่เรานำมาประกอบอาหารหรือเป็นผักสดกิน และเป็นกลุ่มสมุนไพร คือพืชที่เรานำมาใช้เป็นยารักษาโรค ยาบำรุงร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งพืชผักหลายชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรด้วย จะเรียกรวมกันว่าพืชผักสมุนไพรก็คงไม่ผิดนัก เช่น ผักชนิดนี้ ที่หลายคนรู้จักดี หลายคนรู้จักผิวเผิน และหลายคนยังไม่รู้จัก ชื่อไพเราะเพราะพริ้งว่า “พญายอ” “พญายอ” เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ สรรพคุณสูงชนิดหนึ่ง และเป็นผักที่ชาวบ้านนิยมมากชนิดหนึ่งเช่นกัน แม้แต่ชนชั้นผู้ใหญ่ ระดับผู้นำชนชาติแต่ก่อนเก่าจนถึงปัจจุบัน ยังให้ความชื่นชมเยินยอ คาดเดาว่า คงเป็นพืชที่มีความพิเศษเป็นแน่แท้ “พญายอ” มีหลายชื่อที่เรียกกัน แต่ละพื้นถิ่น เช่น ทางเชียงใหม่ เรียก ผักมันไก่ หรือผักลิ้นเขียด ทางลำปาง เรียกพญาปล้องคำ ภาคกลางเรียกหลายชื่อ พญาปล้องดำ ก็เรียก พญาปล้องทอง ก็เรียก เสลดพังพอนตัวเมีย ก็เรียก ทางกะเหรี่ยง เรียก โผะโซ่จาง หรือ ลิ้นมังกร ที่แม่ฮ่องสอน เรียก ลิ้นงูเห่า พญายอ ก็มีอีกหลายชื่อที่เรียกกัน มีเรื่องเล่าขานต่อกันมาว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน มีการให้นามพืชชนิดนี้ว่
ตะไคร้ ช่วยให้ผมดกดำ ลดปัญหาผมแตกปลาย ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเส้นผมให้คุณได้อย่างปลอดภัย เพียงแค่คุณนำต้นตะไคร้มาสัก 3-4 ต้น นำมาล้างให้สะอาด จากนั้นแกะเปลือกนอกที่แข็งๆ ของตะไคร้ออก สัก 2-3 เปลือก แล้วนำมาหั่นเป็นท่อนเล็กๆ จะตำหรือใส่เครื่องปั่นก็ได้แต่ต้องทำให้ได้เนื้อตะไคร้ที่ละเอียดๆ จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตะไคร้เข้มข้นที่ได้จากการปั่นหรือตำจนละเอียด นำน้ำตะไคร้ที่ได้มาใส่ผมที่สระสะอาดแล้ว หมักทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้น้ำตะไคร้หมักผมหลังสระผมทุกครั้ง ควรทำติดกันเป็นเวลา 1-2 เดือน ผลที่ได้ก็คือ คุณจะมีผมที่ดกดำเงางาม และไม่มีปัญหาเส้นผมแตกปลาย แถมยังทำให้เส้นผมของคุณมีน้ำหนักอีกด้วย สมุนไพรรักษารากผม ทำให้ผมหงอกช้า กระเทียม กระเทียม สามารถช่วยทำให้รากผมของคุณแข็งแรงและหงอกช้าได้ เพียงแค่คุณนำกระเทียม 3-4 กลีบหรือหัวมาปอกเปลือกออก แล้วนำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมรวมกันกับน้ำมันมะกอกประมาณ 5-8 ช้อนโต๊ะ แล้วนำส่วนผสมที่ได้ใส่ถ้วยหรือขวดปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ 1-2 วัน จากนั้นนำมาใช้ได้โดยการนำมานวดให้ทั่วหนังศีรษะที่สระสะอาดแล้ว จากนั้นหมักท
เวลานี้คนไทยป่วยด้วยเบาหวานจำนวนมาก ไม่ใช่คนเมืองเท่านั้น แต่คนในหมู่บ้านก็เป็นเบาหวานกันมากขึ้น ขอแนะนำให้ได้รู้จักสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเบาหวาน ดังนี้ เริ่มจากต้นอินทนิลน้ำ {Lagerstroemia speciose (L) Pers.} เป็นไม้ใหญ่ในป่าเบญจพรรณที่ออกดอกสวยงาม จนมีพ่อค้าต้นไม้นำมาขาย หรือแนะนำให้ปลูกเป็นไม้ประดับ อินทนิลน้ำมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ทั้งประสบการณ์การใช้ของหมอพื้นบ้านและที่บันทึกในตำรับตำราโบราณ ต่างกล่าวตรงกันว่า ใช้รักษาเบาหวาน ซึ่งอาจถือว่าเป็นสมุนไพรยอดนิยมชนิดหนึ่งที่มีคนใช้กันมาก วิธีใช้ทำได้หลายวิธี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ใบอินทนิลน้ำที่เป็นใบแก่ ล้างน้ำสะอาด นำมาสัก 1 หยิบมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร บางที่ก่อนต้มจะหั่นใบเป็นชิ้นเล็กๆ และใช้หม้อดินต้ม แต่ในปัจจุบันใช้หม้อสแตนเลสก็ได้ ควรต้มด้วยไฟอ่อนๆ นาน 15 นาที กินครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น สามารถดื่มได้ทุกวัน กินต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ จะเห็นผล มีบางรายใช้วิธีการคั่ว โดยนำใบอินทนิลน้ำล้างสะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ 8-9 ใบ แล้วคั่วให้กรอบ เวลาใช้ ให้นำใบแห้งมาชงกับน้ำร้อนแบบชงชา ให้กินต่างน้ำ ได้ผลเช่นกัน แต่ใ
เมื่อมีอาการเครียดสำหรับคนทั่วไปก็ยังพอบรรเทาได้ง่าย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่นั้น ก็ต้องระมัดระวังกันหน่อย เพราะไม่ว่าท่านหรือญาติพี่น้องของท่านจะเห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตาม ความดันโลหิตสูงอาจไม่ได้เห็นพ้องกับร่างกายท่าน อาการเครียดจะทำให้ความดันโลหิตสูงปรี๊ดปร๊าด จึงขอแนะนำสมุนไพรหาง่ายใช้ง่าย 3 ชนิด ไปตลาดไหนๆ ก็ซื้อหามาใช้ได้ หรือบางบ้านอาจปลูกไว้เพราะบางชนิดที่แนะนำนี้เป็นพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ อันดับแรกภาษาวัยรุ่นว่า “จิ้น” กับผู้เป็นความดันโลหิตมาก หรือเป็นขวัญใจคู่กันเพราะเป็นสมุนไพรรสอร่อยให้ฤทธิ์ลดความดัน ฝรั่งเรียกชื่อเท่ๆ ว่า Roselle ภาษาไทยคือ ต้นกระเจี๊ยบแดง นี่เอง กระเจี๊ยบแดง เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ที่คนไทยคุ้นเคย และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังนี้ พบว่า ในใบกลีบเลี้ยงและใบประดับมีสารสีแดงจำพวก แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีประโยชน์ทั้งอาหารและยา วิธีใช้ง่ายๆ ใช้ใบกระเจี๊ยบสดก็ได้ ใช้สัก 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม แต่ที่สะดวกกว่าใช้ดอกกระเจี๊ยบแห้ง (อันที่จริงที่เราเห็นคล้ายดอกนั้น คือกลีบเลี้ยงแห้งของกระเจี๊ยบ) ใช้สัก 1 หยิบมือ ต้มน้ำเ
เพราะเชื่อว่ากลิ่นสามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้…ด้วยเหตุนี้การเก็บเอาความหอมจากธรรมชาติพร้อมความสดชื่นบรรจุลงขวดแก้วใบจิ๋วเพื่อเป็นของขวัญให้แก่คนที่รัก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์สมุนไพรหอม อย่าง “มาลีพฤกษ์” (MaleePruk) โดย คุณจอย-ณัฏฐ์ชญามนต์ ดินรมรัมย์ คอลัมน์นิสต์ด้านอาหาร และเกษตร เจ้าของแบรนด์สมุนไพรหอม “มาลีพฤกษ์” เล่าถึงที่มาของความหอมให้ฟังว่า “เพราะมีโอกาสได้เดินทางไปต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสสัมผัสและพบเจอกับวัตถุดิบสมุนไพรในท้องถิ่นหลายอย่าง ซึ่งในแต่ละชนิดก็จะมีรูปร่าง กลิ่น สี และสรรพคุณ แตกต่างกันไป อีกทั้งในแต่ละท้องถิ่นยังมีภูมิปัญญาในการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ทั้งในเรื่องการปรุงอาหารหรือทำยาสมุนไพรที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะยาดมสมุนไพรนี่ชอบมาก ถือว่าเป็นของฝากที่ซื้อง่าย พกสะดวก ทำให้ถ้าเห็นที่ไหนต้องซื้อเก็บกลับมาใช้ดมระหว่างเดินทาง และเป็นที่ระลึกเกือบทุกครั้ง” เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นของขวัญและของที่ระลึก จากนักสะสมความหอมเมื่อได้ทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดต่างๆ เรื่อยมา ตอนนี้เธอจึงคิดต่อยอดส่งต่อความหอมให้เป็นของฝากแด่คนที่รัก จนเป็นที่มาของธุรกิจแบรนด์ “มาลี
สมุนไพรหลายชนิดได้รับการยอมรับว่าสามารถรักษาโรค หรือบรรเทาอาการต่างๆ ได้ ขอนำเสนอ 9 สมุนไพรอายุยืน สำหรับผู้สูงวัยและผู้ที่เข้าใกล้คำว่าสูงวัย ภาพจาก: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ชื่อสามัญ ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Pink trumpet tree) ชื่อวิทยาศาสตร์ Tabebuia rosea (Bertol.) DC. วงศ์ BIGNONIACEAE “ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมยวลชวนจิตไซร้ ไป่มี…” (พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6) เพราะเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก…ผู้เขียนจึงอัญเชิญพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ใช้สอนใจตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะหากแปลความก็จะได้ว่า…“หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” ฤดูกาลนี้ความรักคงจะเบ่งบาน เฉกเช่นเดียวกันกับธรรมชาติ มองไปทางไหนก็จะเห็นพรรณไม้หลากหลายชนิดต่างผลิดอก อวดสีสันสดใส หลอกล่อให้หมู่ภมรมาดอมดม โดยเฉพาะสีชมพูอ่อนๆ และชมพูเข้มของดอก “ชมพูพันธุ์ทิพย์” ซึ่งได้เบ่งบานสะพรั่งทั้งต้น ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ดอกกลีบบางๆ ที่ร่วงหล่นเต็มลานหญ้าก็ประหนึ่งพื้นนั้นปูด้วยพรมนุ่มสีชมพูน่าชม ที่ทุ่งบางเขนแห่งนี้ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน) ถึงแม้จะมีไม่มากเท่าที่วิทยาเขตกำแพงแสน แต่บนต้นนั้นสีของดอกสวยงามสะดุดตา จนต้องแหงนคอตั้งบ่ากดชัตเตอร์ไว้ชมยามเพลินใจ แม้จะเดินจากมาก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง คราวนี้อาการหนั
ในตามตำราแพทย์แผนไทย มักจะบอกไว้เสมอว่า วัยชรา หรือปัจฉิมวัย จะเริ่มที่อายุ 32 ปี เป็นต้นไป โดยในวัยกลุ่มนี้ มักจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพ โรคของความเสื่อมต่างๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมต่างๆ ไว้ นอกจากนี้ ปัจฉิมวัย ยังเป็นช่วงวัยที่มีวาตะ (ธาตุลม) เป็นเจ้าเรือน คือจะมีคุณสมบัติแห้งและเย็นของวาตะจะแสดงผลอย่างชัดเจนในปัจฉิมวัยตอนปลาย คือ น้ำหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ จะแห้ง ผิวจะแห้ง ธาตุไฟจะอ่อนแรง การย่อยอาหารจะไม่ดี ทำให้มีอาการท้องอืดท้องผูกง่าย ทั้งยังมีอาการนอนไม่หลับ ความคิดสับสน เป็นต้น ดังนั้น ยาบำรุงสำหรับผู้สูงอายุส่วนใหญ่ควรจะเป็นยาบำรุงธาตุ ซึ่งมักจะประกอบด้วยสมุนไพรที่รสเผ็ด อุ่น ฉุน หอม เพื่อช่วยย่อยอาหาร เช่น พริกไทย สมุนไพรที่มีรสขมเพื่อไปกล่อมตับทำให้ตับไม่ร้อนเกินไป สามารถทำงานในการสร้างไฟธาตุ (น้ำย่อย) ได้ปกติ เช่น ขมิ้น สมุนไพรเพื่อช่วยในการขับถ่าย เช่น สมอ สมุนไพรที่มีคุณสมบัติชุ่มชื้น เช่น มะตูม รากสามสิบ ยอ และมีสมุนไพรรสมันเพื่อไปชดเชยความแห้ง เช่น แห้วหมู ถ้าหากต้องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศก็ควรเป็นยาบำรุงที่มีสมุนไพร อย่างกระชายรวมด้วย ตัวอ
โดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟินคือชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่ นอกจากนั้นยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อมกล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้นเมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วยังมีคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมจึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และคุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่14 หมู่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-4338310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต
เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นฐานที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่า คุนหมิง ในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในสิบสองปันนา ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า ลาว และไทย ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม (เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย) ในชุมชนไทลื้อมีการปลูกเครือหมาน้อยเพื่อทำวุ้นเครือหมาน้อย โดยชาวไทลื้อเรียกว่า แองแทะ เพื่อนำไปทำเป็นอาหารหวานและอาหารคาว มีสรรพคุณเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ส่วนคนไทยเลยยังใช้น้ำคั้นจากรากและใบของเครือหมาน้อยใส่ในแกงหน่อไม้แทนใบย่านาง ปัจจุบัน กลุ่มอ
