สมุนไพร
ขิง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชในตระกูลเดียวกับข่าและกระชาย มีลำต้นใต้ดินสะสมอาหาร มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า “แง่งขิง” หากยังคิดไม่ออกว่าจะปลูกสมุนไพรอะไรในบ้าน ผู้เขียนขอแนะนำให้ปลูกขิง เพราะเป็นพืชที่มีคุณค่ามากมาย ขิงชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำขัง แต่ชอบความชุ่มชื้น เวลาปลูกจึงต้องหมั่นรดน้ำ การขยายพันธุ์ก็ใช้แง่งขิง โดยทาปูนบริเวณรอยแผล ทิ้งไว้ให้แห้ง 2-3 วัน จึงนำไปปลูก ขิงที่ใช้บริโภคมีทั้งขิงอ่อนและขิงแก่ ขิงอ่อนนำมาปรุงกับข้าวและแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ ส่วนขิงแก่ อายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป จึงจะนำมาใช้เป็นยาได้ ขิง เป็นพืชที่มีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของเครื่องเทศ อาหารทั้งคาวและหวาน และการใช้เป็นยาทั้งภายในและภายนอก ในแง่ของประโยชน์ทางอาหาร ขิงสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เป็นที่ทราบกันดีว่า ขิงใช้สำหรับปรุงอาหารให้กับมารดาที่ให้นมบุตร อาทิ ไก่ผัดขิง ปลานึ่งบ๊วยใส่ขิง ต้มไข่หวานใส่ขิง เพราะขิงเป็นตัวชูรสให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมและกลิ่นหอม นอกจากนั้น ขิงยังสามารถนำมาแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น เช่น ขิงดอง ขิงแช่อิ่ม ขิงผง จากการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cardiospermum halicacabum L. ชื่อวงศ์ Sapindaceae ชื่อสามัญ Balloon vine, Heart seed, Heart pea. ชื่ออื่นๆ กะดอม ตุ้มต้อก (แพร่) โพออม (ปัตตานี) วีหวี่ (ปราจีนบุรี) แมงหวี่ หญ้าแมลงหวี่ ลูกลีบเครือ หนูเป็นสาวน้อยร่างบอบบาง แต่ยืดยาวเกาะเกี่ยวเลื้อยพันกับสิ่งที่ใกล้ตัวทุกอย่าง เพราะถูกจัดเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยเถาล้มลุก อยู่ได้อายุถึง 1 ปี แต่คนที่ไม่เห็นความสวย ความน่ารัก ของหนู หาว่าเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งพบได้ทั่วเมืองไทย หนูเคยเลื้อยพันเกาะต้นไม้ กิ่งไม้ ยาวได้มากกว่า 5 เมตร ทั้งๆ ที่หนูชอบเลื้อยไปตามพื้นดิน แต่ก็ห่วงเวลาออกดอก และผลเป็นรูปหัวใจสามเหลี่ยมเหมือนโคมไฟ อยากจะห้อยโชว์ให้เป็นเหมือนบอลลูนน้อยๆ ลอยแกว่งตามลม เรื่องชื่อเรียกหนูก็แปลกใจว่า ทำไมต้องมีคำว่า “โคก” นำหน้า ฟังดูแล้วเหมือนหนูมาจากที่ราบสูง โดยส่วนตัวหนูอยากให้เรียกหนูว่า “กระออม” ก็พอ แต่เพิ่งรู้ว่ามีความหมายเป็นเครื่องจักสานในสมัยสุโขทัย ตามตำนานเล่าถึงพระร่วงแสดงปาฏิหาริย์ ใช้ไม้ไผ่สานเป็นกระออมทาด้วยน้ำมันชันสำหรับตักน้ำได้ หนูจึงคิดว่าเรียกหนูว่า “โพออม” ก็ดี ใครๆ ที่เห็นหนูแล้วจะชอบตอนหนูออกผลห้อยเป็
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขดำเนินงานด้าน Medical Hub ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ.2557 – 2560) และร่วมกับ 8 กระทรวง และภาคเอกชน ได้ยกร่างแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทยฉบับที่ 1 พ.ศ.2560 – 2564 มีเป้าหมายเพื่อกำหนดนโยบาย และมาตรการส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรไทยที่เป็นระบบ มีความยั่งยืน มีการวิจัยพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งผลักดัน ให้พืชสมุนไพรของไทยเป็น 1 ในพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนโมเดลไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายประชารัฐของรัฐบาลสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย และโอกาสขยายช่องทางธุรกิจสมุนไพรไปยังประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน “กรมฯ ได้พัฒนาวิธีตรวจสอบเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพร ในเครื่องสำอางผสมสมุนไพร มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาวิธีการตรวจเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรได้แล้วจำนวน 26 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ไพล บัวบก ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ชาเขียว หม่อน มะกรูด ว่านหางจระเข้ เมล็ดองุ่น ก
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วย ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งเน้น การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ว่า แผนแม่บทดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสมุนไพรที่มีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยในการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาด้านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานสารสกัดสมุนไพร มาตรฐานน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยต้องใช้เป็นส่วนผสมหลักด้านสปา ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลางในระดับสากล มีเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงทำความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรให้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยมาตรฐานดังกล่าว จะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักง
ภญ.เอมอร ชัยประทีป อาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย นักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นำสมุนไพรพญายอ ซึ่งมีสรรพคุณรักษาและลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อไวรัส วิจัยและพัฒนา 2 ผลิตภัณฑ์ “แผ่นแปะผิวหนังจากสารสกัดใบพญายอ เพื่อบรรเทาอาการทางระบบผิวหนัง” และ “แผ่นฟิล์มยึดติดเยื่อบุเมือกเพื่อรักษาแผลในช่องปาก” เพื่อใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน ภญ.เอมอร เจ้าของผลงาน เปิดเผยว่า ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษากลุ่มอาการระบบผิวหนังส่วนใหญ่เป็นครีมยาที่มีส่วนผสมสารสเตอรอยด์ โดยถ้าใช้เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง ทำให้ผิวหนังบาง ผิวแพ้ง่าย หรือยาที่ใช้ไม่ได้ผลเพราะว่าเกิดอาการดื้อยา (Rebound effect) ตลอดจนถ้าใช้ในกลุ่มของเด็กเล็ก เด็กๆ อาจเผลอเข้าปาก เป็นอันตรายต่อเด็ก จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โดยมีสารสกัดจากใบพญายอขึ้นมา โดยสมุนไพรพญายอปลูกได้ง่าย แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยมีสรรพคุณทางยารักษาอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อไวรัส อาการแพ้อาการคัน โดยแผ่นแปะผิวหนังจากสารสกัดใบพญายอ เพื่อบรรเทาอาการทางระบบผิวหนัง สามารถใช้รักษางูสวัด อาการผดผื่นแพ้คัน แมลงสัตว์กัดต่อย วิธีใช้นำแผ่นมาแปะบริเ
จากกรณีมีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากเดินทางไปเข้าคิวรับสมุนไพรเพื่อหวังรักษาโรคมะเร็งที่บ้านในบริเวณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งจะได้รับแคปซูลสมุนไพรเป็นจำนวน 6 เม็ด โดยต้องเตรียมเอกสารคำวินิจฉัยโรคมะเร็ง ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ทะเบียนบ้านตัวจริง บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมใบแจ้งความที่ สภ.อ.ปราจีนบุรี ว่าจะไม่เอาผิดกับผู้แจกยา จนทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องไปตรวจสอบและนำเอาตัวแคปซูลดังกล่าวไปตรวจหาสารออกฤทธิ์ ขณะที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำชับประชาชนอย่าหยุดการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันที่รักษาอยู่นั้น ปรากฏว่าทางด้านผู้ผลิตและแจกแคปซูลยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้อ้างการรักษา และไม่ได้ผลิตเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ปราจีนบุรี ว่าจากการนำแคปซูลสมุนไพรส่งตรวจยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี เบื้องต้นตรวจไม่พบสิ่งปนเปื้อน หรือจุลินทรีย์ใดๆ แต่สิ่งสำคัญต้องตรวจหาสารในตัวแคปซูลว่าเป็นสารอะไรด้วย และมีสเตียรอย
ชื่ออื่น พิลังสา ว่านนางสัด ชื่อวงศ์ PRIMULACEAE ยาบำรุงสตรีของแหลมมลายู ในแถบภาคใต้นั้น เล่ากันว่า สมัยก่อนว่านนางตัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่ามาก เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยที่มีประจำเดือนขึ้นไป เพราะมีสรรพคุณในการปรับสมดุลเลือดลมในร่างกายให้ไหลเวียนดี บรรเทาอาการปวดและขับประจำเดือน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ป้องกันมะเร็ง ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศสำหรับสตรี เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีมีครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป ทำให้คลอดง่าย ช่วยขับเลือดคั่งในสตรีหลังคลอดให้แห้งเร็ว ช่วยให้มดลูกกระชับเข้าอู่เร็ว และยังบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ดีอีกด้วย ในประเทศมาเลเซียมีการใช้สมุนไพรกาจิปฟาติมะฮฺในสรรพคุณสำหรับผู้หญิงเช่นเดียวกันกับภาคใต้ของไทย และยังนำไปใช้ในผู้ชายได้ด้วย เพื่อบำรุงกำลัง คลายเส้น และโรคข้อ ปัจจุบันมีการนำมาผสมเป็นอาหารเสริม เพื่อจำหน่ายในท้องตลาด ในรูปแคปซูลและกาแฟผสมสมุนไพร ว่านแห่งการชะลอวัยสตรี ว่านนางตัด มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่า มีสารที่มีฤทธิ์เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจนสูงมาก ช่วยลดอาการวัยทอง ลดการเสื่อมสลายของกระดูก และมีสารประกอบฟีโนลิกหลายชนิด จึงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpuslakoocha Roxb. ชื่อวงศ์ Moraceae ชื่อสามัญ Lakoocha ชื่ออื่นๆ ขนุนป่า กาแย ตาแปง ตาแป มะหาดใบใหญ่ หาด หาดหนุน ข้อยเป็นหนุ่มอีสาน ร่างสูงใหญ่ ทรงพุ่มทึบ หนา ผิวเปลือกขรุขระ แล้วยังมียางไหลซึมออกมาติดเปลือกต้น ดอก เป็นช่อกลมเล็กๆ มีผล เพาะเมล็ดขยายพันธุ์ได้ กระจายตัวในป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ได้ถึง 1,300 เมตร ทุกคนจึงรู้จักกันว่า เป็นพืชสมุนไพรยืนต้นที่มีเนื้อไม้แข็งแกร่งมาก ชื่อของข้อยแปลกอยู่ที่หลายคนชอบเติมชื่อให้เป็นหนุ่มชาววัง ว่าเป็น “มะหาดเล็ก” เพราะมีอีกชื่อว่า มะหาดใบใหญ่ ทั้งๆ ที่ข้อยชื่อว่า “มะหาด” เฉยๆ แต่มีชื่อที่ข้อยชอบตัวเองมากคือ “หาดหนุน” ก็เลยนึกไปถึงอำเภอหาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ข้อยดังอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองที่มีคำขวัญประจำจังหวัดมีความหมายทุกคำว่า “เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไท ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี” และข้อยภูมิใจมากที่ได้เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดกาฬสินธุ์นี้ ก็ขอคุยอีกสักนิดว่า โปงลางก็ดัง ผ้าไหมแพรวาก็มีชื่อ เขื่อนลำปาวก็เป็นเขื่อนดินที่ยาวที
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา เรื่องสมุนไพรไทยกับความพร้อมในตลาดโลก จัดโดย สนค. และศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่า สนค. ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจากศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ จัดทำร่างยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 ที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำ มีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของอาเซียน และมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัวภายในปี 2564 ในส่วนแผนการส่งเสริมตลาดของสมุนไพรไทย เดิมมีอยู่แต่กระจัดกระจาย กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาเป็นหน่วยงานหลักดูแลอย่างจริงจัง น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพตลาดสมุนไพรไทยนั้น จะมี 4 สมุนไพรนำร่อง ประกอบด้วย ขมิ้นชัน ไพล บัวบก และกระชายดำ ตามยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการต่อไปคือ 1. การจัดการวัตถุดิบและการแปรรูป 2. การพัฒนานวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มในการแปรรูปผลิต
จากกรณีกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ เผยแพร่ข้อมูลว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ ห้ามนำยาหอมตรา 5 เจดีย์เข้าประเทศ เนื่องจากมีส่วนผสมของ “โกฐกระดูก” ซึ่งเป็นพืชบัญชีที่ 1 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) เมื่อวันที่ 14 กันยายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เรื่องสมุนไพรไทยถือเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคขึ้น ทางภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย ซึ่งกรณีสมุนไพรโกฐกระดูก ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงผู้ประกอบการด้วย ซึ่งคงต้องรอว่า ผลการประชุมจะออกมาเป็นเช่นไร มีแนวทางการช่วยเหลืออย่างไร โดยเฉพาะเรื่องระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ เนื่องจากสูตรในการทำยาหอมดังกล่าวก็มีมาตั้งแต่โบราณ ก็คงต้องหาแนวทางช่วยเหลือก่อนดีกว่าที่จะต้องไปเปลี่ยนสูตร ทั้งนี้ โกฐกระดูกส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุ
