เกษตรผสมผสาน
ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว “เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย จากนักเรียนนอก สู่การเป็นเกษตรกรพื้นบ้าน คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่า
อาชีพเกษตรกรรม นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ค่อนข้างจะมีอิสระสูง ที่ไม่ว่าใครหากสนใจและมีความพยายามก็สามารถที่จะเป็นเกษตรกรได้ โดยที่ไม่ต้องแบ่งแยกการศึกษา ทุกคนสามารถเป็นได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหากเริ่มนับช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมานี้ วงการเกษตรไทยถือเป็นอาชีพที่ผู้คนทุกแวดวงให้ความสนใจ จนกระทั่งยอมที่จะลาออกจากงานเพื่อมาเป็นเกษตรกร หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนก็เต็มใจที่จะสะละเวลาอันมีค่าช่วงวันหยุดเพื่อที่จะมาเป็นเกษตรกร ด้วยเหตุผลและเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป คุณวิสุทธิ์ อินทร์กลั่น อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 2 ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ หนุ่มสถาปนิก ผู้ที่ชื่นชอบและสนใจในงานด้านการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ เขาพยายามใช้เวลาว่างที่มีอยู่อันน้อยนิดทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นก็คือ ความฝันที่อยากจะมีสวนปลูกผักไว้กินเอง ในบริเวณพื้นที่ข้างบ้าน จนถึงปัจจุบันนี้เขาได้ทำความฝันของเขาให้เป็นจริงแล้ว มาดูกันว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ จะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง คุณวิสุทธิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกออกแบบคอ
คุณละออง ภูจวง อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ 087-145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย จุดเปลี่ยนอาชีพต่อสำนึกรักบ้านเกิด ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเริ่มเข้าสู่วัยชรา ไ
ผู้เขียน : นพกร ปานพวงแก้ว ‘มะยงชิด’ อีกหนึ่งผลไม้ยอดฮิตฤดูร้อน แม้จะเป็นพืชทนแล้ง แต่การดูแลรักษาไม่ง่ายหากต้องการได้ผลผลิตคุณภาพ เช่นเดียวกับ ‘บ้านสวนสุสิริ’ แก่งกระจาน ของ ‘ลุงหนุ่ย’ ไมตรี นพประจวบ วัย 63 ปี ‘บ้านสวนสุสิริ’ บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่หมู่ 6 บ้านวังนางนวล ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กวาดสายตามองจะเห็นลูกสีส้มอร่ามทั้งสวน แบ่งเป็นมะยงชิดกว่า 150 ต้น โดยปลูกมะปรางหวานแทรก 50-60 ต้น ไมตรี นพประจวบ เกษตรกรผู้คร่ำหวอดกับการปลูกมะยงชิดมายาวนานกว่า 25 ปี เคยทำงานอยู่กับบริษัทญี่ปุ่นด้านนำเข้า-ส่งออกโลหะแผ่นนานกว่า 30 ปี ก่อนตัดสินใจกลับมาสู่ชีวิตเกษตรกรที่บ้านเกิด ด้วยแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ครอบครัว เริ่มปลูกมะยงชิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยเลือกใช้พันธุ์ทูลเกล้าที่นำแม่พันธุ์มาจาก จ.นครนายก หลังปลูกได้ประมาณ 3 ปี มะยงชิดเริ่มให้ผลผลิต แม้ช่วงแรกๆ จะยังออกผลไม่มากนัก แต่เมื่อผ่านไปผลผลิตก็เริ่มดก และมีคุณภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันต้นมะยงชิดในสวนมีอายุตั้งแต่ 10-25 ปี และให้ผลผลิตจำนวนมากในทุกฤดูกาล การนำพันธุ์ซึ่งให้ผลผ
ด้วยสถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าวและยางพารา ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำสวนแบบใหม่จากเดิมปลูกพืชเชิงเดี่ยว ก็ปรับเปลี่ยนหันมาปลูกพืชผสมผสานเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน อย่างเช่นเกษตรกรหญิงเก่งรายนี้ ที่ได้ปรับผืนนาให้กลายเป็นสวนผสมผสาน ปลูกพืชผักผลไม้มากกว่า 30 ชนิด เพื่อสร้างระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร และนอกจากผลผลิตคุณภาพสร้างรายได้ไม่ขาดมือแล้ว ยังมีผลพลอยได้ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาให้โดยที่ไม่ต้องลงทุน คือการที่มีผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่ในสวน เข้ามาช่วยผสมเกสรให้ผลผลิตภายในสวนออกดอกติดผลได้มากกว่าปกติ รวมถึงรายได้เพิ่มจากการขายน้ำผึ้งจำนวนไม่น้อย คุณสกาวเดือน จิ้มปุ๋ย หรือ พี่ผึ้ง อยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านห้วยน้อย ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรหญิงเก่งหัวก้าวหน้าแห่งเมืองนครสวรรค์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกเริ่มต้นพัฒนาผืนนามรดกของพ่อกับแม่เปลี่ยนทำเกษตรผสมผสาน ช่วยให้ครอบครัวหลุดพ้นจากปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง พี่ผึ้ง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ตนเองเป็นลูกหลานชาวน
คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ เกษตรกรจังหวัดกระบี่ เปิดบ้านเป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองทะเล, ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ คุณสงวน เป็นเกษตรกรต้นแบบที่ได้รับรางวัลมากมาย เป็นเกษตรกรดีเด่น ปี 2548 สาขาปศุสัตว์, รางวัล 76 คนดีแทนคุณแผ่นดินปี 2552, รางวัลการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านประชาชนทั่วไป ปี 2550 และได้รับรางวัลศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรชนะเลิศอันดับ 1 ระดับจังหวัดปี 2550 ฯลฯ เดิมคุณสงวนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในจังหวัดปราจีนบุรี มีรายได้ถึงเดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ คิดถึงคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน จึงตัดสินใจลาออกกลับบ้านเกิดที่จังหวัดกระบี่ เริ่มต้นศึกษาเรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียง เริ่มจากสร้างโรงปุ๋ยก่อน โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้ว นำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้วัวที่มีอยู่ 4 ตัว เมื่อวัวถ่ายออกมา นำมูลของมันหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้ม ส่วนขี้วัวที่เหลือยังไปทำเป็นอาหารปลาแล
หากเอ่ยชื่อ จินตนา ไพบูลย์ หรือ “ป้านุ้ย” สาวใหญ่วัย 50 ปี แห่งบ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในแวดวงเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมพรคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอถือเป็นผู้หญิงแถวหน้า ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ที่เคยฝากผลงานด้านเกษตรกรรมผสมผสาน รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ชาวชุมพรและบุคคลทั่วไปได้รู้จักมาแล้วมากมาย ป้านุ้ย เป็นชาวชุมพร ที่เกิดในครอบครัวชาวสวนแห่งหมู่บ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เธอจึงเติบโตมากับพืชผัก ผลไม้ แทบทุกชนิดที่พ่อแม่ปลูกไว้กินและขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันป้านุ้ยมีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 30 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มังคุด และกล้วยเล็บมือนาง ซึ่งป้านุ้ยทำมาได้ประมาณ 25 ปี จนในปี 2549 ป้านุ้ย ได้เดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน ภายในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท 2 วัน 1 คืน จึงได้รับความรู้มากมาย เช่น การทำน้ำส้มควันไม้ การทำเตาเผาถ่านอิวาเตะ การเลี้ยงกบคอนโดฯ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ฯลฯ โดยวิทยากรคุณภาพท
สิบตำรวจตรีบุญส่ง ทศพร ชื่อเล่น “ ปลัดแก้ว” วัย 53 ปี ปัจจุบันรับราชการในตำแหน่ง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อย (โทร 0877044453) และแบ่งเวลาทำเกษตรเป็นรายได้เสริมโดยลงทุนทำสวนกล้วยหอมทอง ปลูกแบบผสมผสานร่วมกับพืชผักและไม้ผลอื่นๆ ในพื้นที่รังสิตคลอง 13 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี มีใจรักในอาชีพเกษตร ปลัดแก้ว เล่าให้ฟังว่า เดิมทีผมเคยรับราชการตำรวจอยู่ในกรุงเทพตำรวจ 191 ต่อมาในปี 2540 ผมสอบปลัดอบต. ได้ในจังหวัดปทุมธานี เมื่อ 10กว่าปีก่อน กล้วยหอมขายได้ราคาดี ผมจึงสนใจปลูกกล้วยหอม ในบริเวณรังสิตคลอง 13 แห่งนี้ ปลัดแก้วปลูกกล้วยหอมเป็นพืชเชิงเดี่ยวบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ช่วงแรกๆ ปลูกกล้วยหอมขายได้ราคาดี แต่การปลูกกล้วยหอมมีอุปสรรคสำคัญ คือ ปัญหาภัยธรรมชาติจาก ลมพายุซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ “ ปัญหาลมพายุมา กล้วยเราเสียหาย เป็นความเสี่ยงที่เกษตรกปลูกกล้วย จะท้อในเรื่องนี้กัน ฝนตก ลมมาก็จะนั่งพะวงกันแล้ว กลัวยจะเป็นยังไงน้อ บางทีถ้าลมมาหนักๆ ผมออกจากสวนเลยเพราะว่ามันทำใจไม่ได้ จะรู้ผลตอนเช้าเมื่อลูกน้องลงดูสวนกล้ว
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์ ในยุคที่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งราคาพืชเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น “การปรับตัว” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ลุงอ๊อด-เอนก วรนันท์ปัญญา เจ้าของสวนบุญธรรม จังหวัดพัทลุง ผู้พลิกสวนยางพาราธรรมดา 14 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานที่สร้างรายได้ยั่งยืน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ จากสวนยางพารา สู่การทำเกษตรผสมผสาน ลุงอ๊อด เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นพนักงานเงินเดือน ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร ทำสวนบุญธรรมที่ปลูกผลไม้ต่างๆ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสุราและไวน์ สวนบุญธรรมเคยเป็นสวนยางพาราขนาด 14 ไร่ เช่นเดียวกับสวนอีกมากมายในภาคใต้ ยางพาราเคยเป็นความหวังใหญ่ แต่เมื่อราคายางตกต่ำลงต่อเนื่อง การพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวกลับกลายเป็นความเสี่ยง ลุงอ๊อดมองเห็นว่าหากยังยึดติดอยู่กับการทำยางพาราอย่างเดียว ชีวิตจะไม่มั่นคง จึงตัดสินใจปรับสวนยางให้เป็นเกษตรผสมผสาน “ช่วงนั้นราคายางไม่ดี รวมถึงการมีโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสเกิดขึ้น เกษตรกรในพื้นที่จึงหันมามองหาพืชอย่างอื่นทำรายได้ ตัวผมเองได้โค่นต้นย
วิธีลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนจากไม้ผลเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน ถือเป็นแนวทางประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่ที่นับวันจะประสบความสำเร็จกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น “ไร่คุณชาย” ที่ไทรโยค เมืองกาญจน์ ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสานด้วยวิธีทางธรรมชาติ ควบคู่กับหลักวิชาการ ผนวกกับภูมิปัญญาดั้งเดิม จึงช่วยลดโรค/แมลง ลดต้นทุน สร้างคุณภาพผลไม้เกรดพรีเมียมเน้นส่งขายตลาดนอก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงชาวต่างชาติเข้ามาอุดหนุนสินค้ากันอย่างคึกคัก คุณสมชาย แซ่ตัน เจ้าของ “ไร่คุณชาย” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 296 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า เดิมครอบครัวยึดอาชีพทำสวนอยู่แล้ว ส่วนตัวเขากลับออกไปตระเวนหางานตามรีสอร์ตและโรงแรมในละแวกบ้าน เมื่อมีเวลาว่างจะมาช่วยดูแลสวนมะม่วงของคุณพ่อ กระทั่งเกิดความคิดทดลองทำมะม่วงนอกฤดูด้วยการศึกษาหาความรู้จากแผ่นพับที่ได้รับแจก จนประสบความสำเร็จได้ผลดีมาก แล้วยังต่อยอดด้วยการผลิตมะม่วงนอกฤดูส่งขายให้กับญี่ปุ่นสร้างรายได้อย่างงดงาม แต่ภายหลังต้องหยุดชะงัก เพราะจากผลของมาตรการเข้มงวดเรื่องคุณภาพผลไม้ส่งออก คุณสมชาย แซ่ตัน เจ
