เกษตรผสมผสาน
การทำสวนยางพารา มีข้อดีหลายประการ เนื่องจากเป็นพืชที่เปิดกรีดน้ำยางได้เกือบทุกวัน สร้างรายได้สม่ำเสมอ มีตลาดรองรับที่แน่นอนเพราะเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปยาง เมื่อครบอายุการตัดโค่น เกษตรกรมีรายได้จากการขายไม้ยางอีกด้วย แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่สามารถกำหนดราคายางพาราเองได้ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน ดังนั้น หากใครทำสวนยางพาราในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงพยายามปรับแนวคิดเกษตรกรจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว สู่การทำเกษตรผสมผสาน ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยเลี้ยงสัตว์และมีพืชอื่นปลูกร่วมและปลูกแซมในสวนยางพารา ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตทั้งพืชและสัตว์หมุนเวียนเข้าตลาดได้ตลอดปี ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน แนะปลูกพืชผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดร.สุรศักดิ์ ชูทอง อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช กล่าวในฐานะนักวิชาการ และเป็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราในช่วงวันหยุดว่า ปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงการทำการเกษตร หลายๆ คนจะนึกถึงชาวไร่ ชาวนา หรือชาวสวน แต่มีใครบ้างที่จะรู้ว่า กลุ่มพี่น้องเกษตรกรในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่ม รวบรวมสมาชิกเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน “ฟาร์มอิ่มบุญ” ก็เป็นอีกหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ เพราะว่ามีการรวมตัวชาวบ้านกว่า 30 คนตั้งเป็นกลุ่ม โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “วิสาหกิจชุมชน สบบงเกษตรผสมผสานและแปรรูปทางการเกษตร” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 10 บ้านสบบง ซอยที่ 7 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System) เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้การเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ก็ได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้จะต้องมีการวางรูปแบบและดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธร
กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขยายผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรบ้านกูแบสีราตามพระราชดำริ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย นายดาโอะ บือแน เกษตรกรต้นแบบเกษตรผสมผสาน ของบ้านกูแบสีรา และนางพาซียะ เนือเร็ง เกษตรกรต้นแบบปลูกผักอินทรีย์ จากจังหวัดปัตตานี ถ่ายทอดความรู้ ให้เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อยกระดับรายได้ และขยายผลองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสัปดาห์ละ 500 บาท/คน นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรกูแบสีราตามแนวทางพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร ที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้วให้ดูว่า ส่วนใดควร
คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร นับเป็นเกษตรกรมือทองที่เชี่ยวชาญด้านไม้ผล โดยเฉพาะการปลูกชมพู่ จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2550 และรางวัลปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย เป็นเครื่องการันตีผลงาน เดิมคุณโอภาสมีสวนชมพู่ที่ดำเนินสะดวก แต่รับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงย้ายมาที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี 2552 แล้วหันมาปลูกลำไยนอกฤดูแทน ระยะหลังจีนปลูกลำไยได้เองมากขึ้น มียอดสั่งซื้อน้อยลง คุณโอภาสจึงตัดสินใจโค่นต้นลำไยทิ้งและหันมาปลูกโกโก้ ในชื่อ “เกษตรสวนเพชร” เนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สาเหตุที่คุณโอภาสตัดสินใจปลูก“โกโก้” เป็นพืชทางเลือกตัวใหม่เพราะลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 60-70 ปี โกโก้ จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ สามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ นับเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางการตลาด โกโก้ เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวหรือปลูกแซมในสวนเกษตรผสมผสานก็ได้ ต้นโกโก้ สามารถปลูกแบบพื้นราบได้ โดยให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์
คุณขวัญตา บุตรวรรณ หรือ พี่เหมียว เจ้าของสวนผักฟาร์มสุข&คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ 213 หมู่ที่ 3 ตําบลนาโพธิ์ อําเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ต้นแบบมนุษย์เงินเดือน ที่มีความฝันอยากกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด สู่การปูเส้นทางวางแผนสร้างอนาคต จากการหักเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ไว้สำหรับการซื้อต้นพันธุ์ไม้ผล ไม้ป่านานาชนิด ไว้เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวหลังลาออกจากงานประจำ พี่เหมียว เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรีมาก่อน ซึ่งด้วยลักษณะงานที่ทำเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสมุนไพรอภัยภูเบศร มีความคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรมาในระดับหนึ่ง จึงใช้วิชาตรงนี้มาผสมผสานกับความชอบส่วนตัวที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ปลูกผัก นำไปสู่การทำเป็นอาชีพเสริมพร้อมกับการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกผักเพิ่มเติมเพื่อสะสมประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น จนประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ผลผลิตที่ได้ออกมาสวยงาม เก็บนำมาโพสต์ขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กก็ได้รับผลตอบรับดี ทำให้มีความหวังและเป็นการจุดประกายความคิดในการวางแผนอนาคต และบั้นปลายชีวิตให้อยู่กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน วางแผนอนาคตก่อนลาออกจากงา
คุณโสพี ทองทุม เกษตรกรอำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร หลังเกษียณจากงานประจำกลับมาทำเกษตรผสมผสานยังบ้านเกิดของตัวเอง โดยยึดการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ในพื้นที่ทำเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงปลาภายในบ่อน้ำสำหรับใช้ภายในสวน คุณโสพี เล่าว่า เริ่มทำเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2560 แบ่งพื้นที่ที่มีอยู่จำนวน 19 ไร่ มาทำเกษตรผสมผสานอยู่ที่ 3 ไร่ โดยในพื้นที่สำหรับแบ่งมาทำการเกษตร จะดำเนินการขุดบ่อน้ำไว้เพื่อให้ใช้รดพืชผักและไม้ผลต่างๆ และเลี้ยงปลาเข้ามาเสริมด้วย จึงทำให้ภายในบ่อน้ำ นอกจากมีน้ำใช้ทำการเกษตรแล้ว ปลายังสามารถสร้างรายได้อีกด้วย การปลูกพืชจะเน้นปลูกให้ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม้ผลที่สร้างรายได้ประจำปีจำพวกมะม่วง มะขามเทศ มะขาม สะเดา ส่วนพืชผักสวนครัวเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นอกจากจะบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถจำหน่ายได้ราคาอีกด้วย อาทิ คะน้า กะเพรา ถั่วฝักยาว ฯลฯ เรียกได้ว่ากินอะไรก็ปลูกพืชชนิดนั้น “นอกจากผมจะปลูกพืชแล้ว ผมยังมีการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เรียกได้ว่าค่อนข้างครบวงจร เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าเรามีของครบอยู่ทุกด้าน ก็จะช่วยใ
(ซินหัว) — ขณะนี้เข้าสู่ฤดูจับกุ้งและปูที่ฐานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำแห่งหนึ่งในอำเภอปกครองตนเองฉาปู้ฉาเอ่อร์ กลุ่มชาติพันธุ์ซีโป๋ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยฐานเพาะเลี้ยงแห่งนี้ใช้งานโดรนสำหรับให้อาหารกุ้งและปู โดรนแต่ละลำสามารถบรรทุกอาหารหนัก 70 กิโลกรัม และกระจายอาหารได้อย่างทั่วถึง ซึ่งช่วยทุ่นแรงงานมนุษย์ได้ 5-6 คน นับตั้งแต่ปี 2015 อำเภอปกครองตนเองฉาปู้ฉาเอ่อร์ กลุ่มชาติพันธุ์ซีโป๋ได้นำร่องโครงการเลี้ยงปู-ปลูกข้าวแบบผสมผสาน บนพื้นที่ 2,000 หมู่ (ราว 833 ไร่) และสนับสนุนครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมกว่า 200 หลัง ก่วนเสี่ยวผิง เจ้าหน้าที่บริษัทซินเจียง อีหลี เย่ว์หราน อีโคโลจิคัล อะกริคัลเจอร์ จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันผลผลิตต่อหมู่ (ราว 0.42 ไร่) ในพื้นที่โครงการเลี้ยงปู-ปลูกข้าวแบบผสมผสาน มีปู 30-35 กิโลกรัม และมีกุ้งเครย์ฟิช 30-35 กิโลกรัม ขณะที่การเพาะเลี้ยงกุ้งและปูในบ่อให้ผลผลิตราว 80-100 กิโลกรัมต่อหมู่ อาอีหนู่เอ่อร์ อ้ายม่ายถีเจียง เจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านคู่เล่อเท่อเค่อฉี กล่าวว่าฐานเพาะเลี้ยงแห่งนี้ไม่เพียงจัดหากุ้งและปูสดให้
สมัยก่อนปัญหาใหญ่ของเกษตรชาวไทยคือการปลูกผักหรือผลไม้แบบเดียวทั้งสวนหรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้รายได้ไม่ทันใช้ในแต่ละปี เพราะผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตตามฤดูกาลเท่านั้น ปัจจุบันการปลูกผักและผลไม้แบบผสมผสาน จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการบริหารจัดการสวนของเกษตรกรให้รายได้ตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น คุณเสมอ การินทร์ เกษตรกรชาวอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่ปลูกผักและผลไม้แบบหมุนเวียน โดยจุดเด่นของสวนมีทั้งมันเทศญี่ปุ่นม่วงเพอเพิ้ลสวีทโรส เนื้อสีม่วง สายพันธุ์คุริโอกาเนะเนื้อสีขาวและสายพันธุ์ส้มโอกินาวา เมล่อนสายพันธุ์พอทออเร้นจ์ ที่มีลักษณะผิวตาข่าย ในเนื้อสีส้ม กลิ่นหอมสดชื่น กล้วยหอมทอง และผักอื่นๆ มากมาย “เมื่อก่อนปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เลยหันมาปลูกพืชผสมผสานเพราะให้ผลตอบแทนดีกว่า” คุณเสมอ บอกด้วยว่า เมล็ดพันธุ์ผลไม้เหล่านี้ หาได้จากท้องตลาดทั่วไป นำมาปลูกที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม) ที่แบ่งพื้นที่ให้เกษตรกรหลายรายทำกิน ทั้งหมด 50 ไร่ ในจำนวนนี้ มีแหล่งน้ำใช้สำหรับการเกษตร 4 ไร่ ทำให้มีพื้นที่เยอะและสามารถแบ
ถ้าหากกล่าวว่าการเกษตรเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของคนไทย ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยคำกล่าวนี้ก็ถือว่ายังเป็นจริงอยู่เสมอ ยิ่งเป็นผู้ที่เติบโตมาจากต่างจังหวัดด้วยแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม เกษตรกรรมก็คือสิ่งที่ต้องพบเห็นผ่านสายตาในทุกโมงยามของชีวิต อย่างน้อยก็ทำให้ได้อยู่ในความทรงจำตลอดเวลา และยิ่งครอบครัวที่มีอาชีพทางการเกษตรสร้างรายได้ด้วยแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทายาทของครอบครัวจะมาช่วยการต่อยอดและพัฒนาการทำเกษตรที่อยู่ในสายเลือดให้ดียิ่งขึ้น เพื่อทุกคนจะได้ทำกินอยู่บนพื้นที่ของตัวเองได้อย่างยั่งยืน คุณเจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ หรือ คุณเจน สาวลูกครึ่งหน้าใสชาวจังหวัดอุดรธานีตั้งแต่กำเนิด เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้กลับมาช่วยครอบครัว ต่อยอดในเรื่องของการทำเกษตรให้มีระบบมากขึ้น แม้จะจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล แม้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับด้านการเกษตรเลย แต่สายเลือดเกษตรกรที่อยู่ภายในตัวของเธอทำให้รักการทำเกษตร พร้อมทั้งนำประสบการณ์ที่ได้ไปอยู่และศึกษาเล่าเรียนจากต่างประเทศมา 2 ปี ทำให้รู้จุดบกพร่องของการทำเกษตรที่คุณพ่อทำอยู่ ว่าต้องวางระบบอย่างไรเพ
สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา โดยสำนักงานเกษตรอำเภอเทพารักษ์ได้ยกย่องนายสุรศักดิ์ กระฉอดนอก เป็นเกษตรกรต้นแบบศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน หมู่ที่ 11 บ้านวังกระทะเหนือ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการทำเกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนโดยประเด็นที่หลายคนสนใจเข้ามาเรียนรู้ คือ การปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 50,000 บาท/ปี การดูแลรักษาต้นกล้วย ในขั้นตอนการเตรียมดิน นายสุรศักดิ์ จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักปรับปรุงดิน คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องโรคตายพราย พร้อมกับจัดการระบบน้ำ แบบน้ำพุ่ง เพื่อให้กล้วยได้น้ำอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ช่วยให้ต้นกล้วยสมบูรณ์และเจริญเติบโตเร็ว จากนั้นบำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตลอดอายุของต้นกล้วย วิธีการปลูกขยายพันธุ์ นายสุรศักดิ์ จะปลูกขยายพันธุ์โดยใช้หน่อกล้วยจากต้นกล้วยที่เก็บผลผลิตแล้ว ซึ่งต้นกล้วย 1 ต้น จะออกหน่อประมาณ 3-5 หน่อ เมื่อเก็บผลผลิตแล้วจะต้องทำการตัดต้นกล้วยนั้นออกทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหาร โดยตัดให้เหลือความสูงประมาณ 100 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นแม่เป็นอาหารเลี้ยงหน่อเล็ก และเลือ
