เกษตรผสมผสาน
บางท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ราบลุ่มที่แม่นํ้าตาปีและแม่นํ้าพุมดวงไหลมาบรรจบกันก่อนออกสู่ทะเล มีสภาพเป็นป่าชายเลน เป็นพื้นที่ราบลุ่มนํ้าท่วมขังเป็นเวลานาน ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ถูกเรียกว่า คนเมืองใน เพราะอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากทางภาคกลางตอนใต้ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี และนครปฐม เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้เมื่อปี พ.ศ. 2505 เนื่องจากพื้นที่ที่จับจองอยู่ในทําเลที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการทํามาหากินตํ่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีจึงประสบกับปัญหาในการประกอบอาชีพ จากภัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตตกตํ่า เจ้าหน้าที่ของสํานักงานเกษตรอําเภอพุนพิน และสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตพืชผักปลอดภัยเพื่อการบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ ทำให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นต้นแบบชุมชนที่เข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง รวมกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสานแบบยั่งยืนบางท่าข้าม ได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ในปี 2558 โดยมี นายสิทธิพล โตประศรี เป็นประธานวิสาหกิจชุมชน ต่อจากนั้นในปี 2560 ได้จัดตั้งเป็นแปลงใหญ่ผักบางท่าข
คุณทองพูน วงษา เกษตรกรเจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ประสบความสำเร็จในอาชีพทำสวนส้มโอเงินล้าน โดยมีพื้นที่ปลูกส้มโอ 10 ไร่ เนื่องจากมีเทคนิคการจัดการที่ไม่เหมือนใคร ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตเกรดเอ ขายได้ราคาดี มีตลาดรองรับ และแบ่งพื้นที่ทำเกษตรผสมผสานเสริมรายได้ เก็บผลผลิตขายได้ตลอดปี เทคนิคการปลูกส้มโอให้ได้คุณภาพ คุณทองพูน บอกว่า การปลูกส้มโอให้มีคุณภาพดี เริ่มจากการเตรียมแปลง พรวนดินให้ร่วนซุย ยกร่องสวนขนาดใหญ่ ไม่ต้องขุดหลุมลึก ดูระดับถุงชำกิ่งตอนส้มโอพันธุ์ดีก็พอ ปลูกห่างกันต้นละประมาณ 6 เมตร ตามความยาวของร่องสวน โดยมีเทคนิคการปลูกดังนี้ 1. ปลูกแบบกระจายราก หรือ “แพร่ราก” เมื่อได้กิ่งตอนมาแล้ว ให้เอาดินออก ค่อยคลี่ดินออกให้เหลือแต่ราก ล้างรากก่อนนำมาปลูกลงหลุมแบบกระจายรากออกรอบลำต้นทุกทิศทาง ตอกหลักยึดลำต้นมัดให้แน่น แล้วใช้ดินละเอียดค่อยๆ กลบรากให้เต็มหลุมเท่าระดับคอต้นเดิม ใช้ฟางคลุมโคนต้น 2. รดน้ำโดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ช่วงแรกๆ เปิดทุกวัน วันละประมาณครึ่งชั่วโมง รดน้ำในตอนเย็น 3. การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกปลูกไป 1 เดือน จะใส่ปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว หรือขี้ไก่ก็ได้ ใส่เ
ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมี นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัด ประจำปี 2568 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานและผู้ก่อตั้ง มีเป้าหมายสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำการเกษตรผสมผสาน การใช้นวัตกรรมทางการเกษตร โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาวะที่ภาคเกษตรต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง และความท้าทายหลายด้าน เกษตรผสมผสานจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ลดรายจ่ายภายในครัวเรือนและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ บอกเล่าว่า ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร ได้พัฒนาจากสวนยางพารา บนพื้นที่ 12 ไร่ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นเกษตรผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ แบ่งเป็น 1. แปลงเรียนรู้การทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน พื้นที่ 6 ไร่ ประกอบด้วย จุดเรียนรู้การปลูกพืชร่วมยาง ได้แก่ ผักเหลียง สละอินโด กาแฟอาราบิก้า โกโก้ ไผ่ข้าวหลามกาบแดงไม้เศรษฐกิจ และพืชสมุนไพร เช่น ดาหลา พริกไทย
คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย เศรษฐกิจพอเพียง กู้วิกฤตชีวิตลุงนิล ลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ลุงนิลในตอนนั้น ต้องการที่จะมีรายได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยความอยากรวย จึงมีความคิดที่สร้างรายได้เพิ่มด้วยการปลูกทุเรียน เนื่องจากคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นพืชที่ปลูกแล้วสร
“ทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ ไม่เครียดและไม่กดดัน เพราะมีหลักคิดง่ายๆ เริ่มทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสุขก่อน อย่าเพียงมุ่งหาแต่รายได้ คิดแค่ว่าทำเพื่อลดรายจ่ายก่อน แล้วรายได้จะตามมาทีหลัง” หลักคิดการทำเกษตร ของ คุณเมธยา คุณเมธยา ภูมิระวิ หรือ คุณเมย์ อยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เกษตรกรรุ่นใหม่สานต่องานเกษตรที่พ่อสอน บนเนื้อที่ 27 ไร่ คุณเมย์ เล่าว่า เธอเรียนจบคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อเรียนจบเธอตัดสินใจกลับบ้านที่จังหวัดชุมพรทันที ไม่ได้อยู่ทำงานตามสายที่เรียนมา เนื่องจากเคยได้ฝึกงานก่อนที่จะเรียนจบ แต่รู้สึกว่าไม่ใช่วิถีชีวิตที่ชอบ ไม่ชอบทำงานในออฟฟิศที่ต้องตื่นเช้ามาตอกบัตรเข้า-ออก ต้องนั่งทำงานที่มีพาร์ติชันกั้นเป็นล็อกๆ รู้สึกอึดอัด จึงคิดว่าที่บ้านก็มีพื้นที่ให้ทำต่อยอด ทำไมไม่กลับไปดูแลพื้นที่ของตัวเอง เริ่มทำเกษตร บนคำสบประมาท ของชาวบ้าน หาว่า “บ้า” ด้วยความที่คุณเมย์เรียนจบคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์มา เธอเล่าว่า หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บุคลากรที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ขาดแคลน ตลาดกำลังต้องการ แต่เธอเลือกที่จะทิ้งโอกาส
“แรกๆ ใครก็หาว่าบ้า มีที่ดินดีๆ เอามาปลูกสวนป่า ปลูกไปเมื่อไร จะโต เชื่อสิยังไงก็ไปไม่รอด” คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป แรกเริ่มปลูกสวนป่า เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั้
“ การเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การตาย ชีวิตยังไม่จบ อาจจะมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 20-30 ปีก็ได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเราจะอยู่ถึงวันนั้นได้อย่างไร ถ้าเตรียมการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะปรับตัวได้ก็มากเท่านั้น ” อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ กล่าว อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วางแผนทำเกษตรหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ มีรายได้อย่างต่อเนื่องโดยเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกษียณจริงถึง 10 ปีเต็ม จนปัจจุบันกลายมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน “คุ้มจันทวงษ์” ปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่ พริกไทย เพกา สะเดา มะนาว กล้วย ขนุน ลำไย รวมทั้งพัฒนาต่อยอด แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ป่าลูกผสม ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ป่าเป็นงานอดิเรกของลูกชายและค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งามในเวลาต่อมา ในวันนี้ อาจารย์ธีระพลได้แบ่งปันประสบการณ์ 15 ปีเต็มจากการลองผิดลองถูกบนเส้นทางอาชีพการทำเกษตรที่ตัวเองเลือก ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณในอนาคต คิด
เมื่อพูดถึง “หอยทาก” หลายคนอาจนึกถึงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร หรือเป็นสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ไม่น่าเข้าใกล้ แต่ใครจะคิดว่าหอยทากจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมันให้กลายเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ได้อย่างน่าทึ่ง คุณกฤตพง ภัทรธุวานัน กรรมการบริหารบริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการผลิตและส่งออกอาหารอินทรีย์มายาวนานกว่า 27 ปี ได้ริเริ่มโครงการ “เอเดนฟาร์ม” ขึ้นด้วยแนวคิดในการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมทั้งตั้งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยคุกคามทางการเกษตร โดยเฉพาะการระบาดของหอยทากยักษ์แอฟริกา ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่อพืชผลและระบบนิเวศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหอยทากสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศกานา และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค เอเดนฟาร์มจึงมองเห็นโอกาสในการจัดการปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำหอยทากมาเลี้ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขยายเครือข่ายฟาร์มออกไปในพื้นที่เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ปัจจุบ
ในเมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะเดินหน้าไปต่ออย่างไรให้มีคุณภาพและมีความสุข ฉบับนี้ผู้เขียนจึงไม่พลาดที่จะสรรหาและหยิบยกนำเรื่องราวการทำเกษตรดีๆ มาถ่ายทอดเป็นตัวอย่างให้กับทุกท่านที่กำลังท้อแท้กับชีวิตให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง คุณคำภา ไชยมาตย์ อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 2 ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เกษตรกรยุคโควิด-19 และถือเป็นการใช้โอกาสในช่วงเกิดวิกฤตกลับมาทำในสิ่งที่ตนเองรัก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ นั่นก็คือการเป็นเกษตรกร กลับมาเนรมิตที่ดินจำนวน 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ พร้อมเปิดเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านทุ่ง ให้คนในชุมชนได้เข้ามาเลือกซื้อวัตถุดิบไปประกอบอาหารได้อย่างปลอดภัย ราคาย่อมเยา รวมถึงมีการแบ่งปัน ลด แลก แจก แถม เพื่อช่วยพี่น้องให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันโหดร้ายนี้ไปให้ได้ คุณคำภา เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานรับเหมาตัดเย็บกระเป๋าผ้าพื้นเมืองมาก่อน แต่ด้วยเหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทำให้งานตัดเย็บที่เคยทำก็ไม่มีให้ทำ แต่เงินจำเป็นต้องใช้ทุกวัน จึงได้ลองหันกลับมามอ
เกษตรกรสาวพิสูจน์ตัวเองจากงานที่ทำ ใบปริญญาไม่ได้ชี้วัดความสำเร็จเสมอไป ความตั้งใจ และการขยันศึกษาหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาต่างหากที่จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จได้ คุณประกายมาศ น้อยมา (คุณมาศ) อยู่บ้านเลขที่ 8 ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร คนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร เล่าว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบสูง แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพที่เลือกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เลือกที่จะไม่เรียนต่อ เพราะค้นหาตัวเองเจอตั้งแต่แรกว่า เหมาะกับงานเกษตรมากกว่า จึงตัดสินใจหันมาช่วยพ่อแม่ปลูกข้าวและทำไร่อ้อย “ปี 2555 เริ่มปลูกข้าวทำนา เพราะตอนนั้นข้าวราคาดี พอมาถึงยุคที่อ้อยแพงก็หันมาทำอ้อย แล้วผันตัวเองเป็นเถ้าแก่อ้อย ออกรถคีบ รถสิบล้อ รถหกล้อ แบบครบวงจร เพื่อทำไร่อ้อย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ดี จนกระทั่ง ปี 2559 ราคาอ้อยตกต่ำ สู้ค่าคนงานไม่ไหว ต้องติดหนี้จากการกู้เงินมาทำไร่อ้อยเป็นหลักล้าน จึงคิดว่าถ้าทำไร่อ้อยต่อไปไม่รอดแน่นอนจึงเบนเข็มเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 24 ไร่ โดยเริ่มจากการปลูกปาล์มน้ำมัน กล้วย พริก พืชผักสวนครัว และมะละกอ เป็นพืชหลัก” คุณมาศ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน ติดหนี้จ
