เทคโนโลยีชาวบ้าน
ตั๊กแตนปาทังก้า ถือเป็นศัตรูพืชที่เป็นปัญหาของเกษตรกรทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราก็เช่นกัน ในอดีตมีแผนปูพรมกวาดล้างฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดตั๊กแตนปาทังก้า แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ เกษตรกรไทยได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วอาวุธที่ดีที่สุด ในการจัดการกับตั๊กแตนตัวร้ายก็คือน้ำมันร้อนๆ ซอสปรุงรสนั่นเอง จึงเกิดอาชีพให้เกษตรกรหลายคน จากการจับตั๊กแตนปาทังก้า มีทั้งการเก็บขายผ่านพ่อค้าคนกลาง และทอดขายร้อนๆ เป็นอาหารว่างหรือกับแกล้มรสโอชะ โปรตีนสูง ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลินจนตั๊กแตนทอดกลายเป็นสตรีตฟู้ดยอดนิยม เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น ตั๊กแตนปาทังก้าก็มีราคาสูงขึ้น จนชาวบ้านสามารถสร้างรายได้จากการจับตั๊กแตนขายได้มากกว่าการปลูกพืชบางชนิดเสียอีก คุณสมเกียรติ แก้วเกลียว อยู่หมู่ที่ 12 ตำบลตาอ็อง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบอาชีพเสริมเพาะเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้า คุณสมเกียรติ เล่าว่า อาชีพหลักของตนเองนั้นเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ แต่ด้วยเป็นคนที่ชื่นชอบในการกินตั๊กแตน และมีพี่สาวเพาะเลี้ยงจำหน่ายตั๊กแตนปาทังก้า จึงได้ศึกษาหาข้อมูลจากพี่สาว และทดลองเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้า เริ่มจากการซื้อไข่ตั๊กแตนปาท
ใครที่เหงาหรือกำลังมองหาเพื่อนซี้คู่ใจ เลี้ยงง่าย นิสัยน่ารัก และกำลังเป็นที่นิยมอยู่ตอนนี้คงไม่พ้น “นก” แต่ถ้าพูดถึงสัตว์เลี้ยงหลายๆ คนอาจจะนึกถึงหมา แมว แต่แท้จริงแล้วนกก็มีนิสัยที่น่ารักไม่แพ้หมาแมว เชื่อว่าหลายๆ ต้องหลงรัก อันดับที่ 1 นกค็อกกะเทล ลักษณะนิสัย : ใจดีอ่อนโยน มีขนกระจุกบนหัว เรียกว่า หงอน และมีลวดลายสีที่หลากหลาย ยังสามารถพูดเลียนแบบคำพูดได้อีกด้วย เป็นนกที่ผิวปากได้เก่ง สามารถสอนให้ร้องเพลงตามทำนองได้ ถ้าเทียบกับสุนัขเปรียบเหมือนโกลเด้น ไม่ค่อยกัด เสียงเพราะ จะร้องเพลงได้ ยอดนิยมสำหรับนกที่เป็นสัตว์เลี้ยง ถิ่นกำเนิด : ออสเตรเลีย ขนาดตัว : 27-30 เซนติเมตร จากหัวถึงปลายหาง น้ำหนัก : 75-125 กรัม อายุขัยเฉลี่ย : 15-25 ปี (ด้วยการดูแลที่เหมาะสม) ราคา : 900-3,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสี โครงสร้าง และสายเลือด) อันดับที่ 2 นกซันคอร์นัวร์ ลักษณะนิสัย : นกแก้วตัวเล็ก ขี้เล่น นิสัยซุกซน แสบมาก น่ารัก ขี้เล่น ขี้อ้อน พันธุ์นี้จะเห็นบ่อยๆ ในสวนสัตว์เขาจะเลี้ยงไว้เพื่อเอนเตอร์เทนคนให้คนเข้าไปให้อาหารเพราะว่าเขาค่อนข้างคุ้นกับคนได้ง่าย มีบุคลิกที่กล้าหาญและการโต้ตอบที่ขี้เล่น และเป็นนกสั
หลายๆ คน อาจจะประสบปัญหาปลวกที่แอบซ่อนอยู่ในบ้าน เฉพาะบ้านที่มีโครงสร้างไม้ หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีไม้เป็นวัสดุหลักย่อมมีความเสี่ยงจากปลวกด้วยกันทั้งนั้น เนื่องจากปลวกตอบสนองได้ดีต่อความชื้น และขยายอาณาจักรด้วยการเลือกสถานที่ที่อบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่นจากแสงไฟหรือแสงอาทิตย์ และปลวกยังเป็นแมลงที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องหาวิธีกำจัดปลวกให้หมดไปจากบ้านทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่อยากใช้สารเคมี วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีเคล็ดลับกำจัดปลวกแบบไม่ใช้สารเคมี อุปกรณ์หาได้ง่ายๆ และทำตามกันได้ ไปดูว่ามีวิธีไหนกันบ้าง ใบขี้เหล็ก ต้องบอกเลยว่าประสิทธิภาพการกำจัดปลวกของใบขี้เหล็กนั้นดีเยี่ยม เป็นวิธีกำจัดปลวกด้วยธรรมชาติ ที่สามารถกำจัดปลวกได้เป็นอย่างดี วิธีทำ : นำใบขี้เหล็กประมาณ 5 กรัม มาบดหรือปั่นเพื่อให้มีความละเอียด จากนั้นจึงผสมน้ำลงไป 20 ลิตร ก่อนจะบรรจุใส่ขวดสเปรย์เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยฉีดในจุดที่ปลวกขึ้น และฉีดซ้ำๆ ประมาณ 3-5 วัน ปลวกที่คอยรังควานบ้านก็จะค่อยๆ ลดหายไป น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูเป็นวัตถุดิบสารพัดประโยชน์ เป็นของใช้ในบ้านที่มีประโยชน์มากจริงๆ นอกจากใช้ทำอาหาร
มูลไก่ถือเป็นปุ๋ยคอกที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจน สำหรับนาข้าว และพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด เมื่อนำสิ่งเหลือใช้จากธรรมชาติมาปรับใช้เป็นน้ำหมักชีวภาพมูลไก่ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตเรื่องค่าปุ๋ยเคมีไปได้กว่า 70% 🔴ส่วนผสมการทำปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ขี้ไก่ -ขี้ไก่ จำนวน 1 กระสอบ (30 กิโลกรัม) -น้ำเปล่า จำนวน 50 ลิตร -จุลินทรีย์อีเอ็มสูตรขยาย จำนวน 3 ลิตร -กากน้ำตาล จำนวน 1.5 ลิตร 🪴วิธีการ นำส่วนผสมทั้งหมด มารวมกัน คนให้เข้ากัน ปิดฝาตั้งไว้ในที่ร่ม นาน 15-30 วัน นำไปใช้ประโยชน์ได้ และควรใช้ให้หมดภายในเวลา 1 เดือน 🍀สูตรขยายจุลินทรีย์อีเอ็ม -หัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็มแท้ของบริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา -กากน้ำตาล -ขวดพลาสติกแบบฝาเกลียว 🪴ขั้นตอนการทำ 1. ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม 2 ช้อนโต๊ะ + กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน 2. บรรจุน้ำสะอาดใส่ในขวดพลาสติกเตรียมไว้ขวดละ 1 ลิตร 3. จากนั้นเทหัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็มที่ผสมกากน้ำตาลแล้ว ลงใส่ในขวดพลาสติกที่ใส่น้ำไว้ แล้วเขย่าให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิท ตั้งไว้ในที่ร่ม 7 วัน สามารถนำมาใช้ได้และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับจุลินทรีย์
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักชีวภาพ จากนม” มีกรดแลกติกที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุย มีสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มออกซิน ไซโตไคนิน ปริมาณธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ที่ช่วยบำรุงต้น และกระตุ้นยอดอ่อนของพืช ✨วิธีใช้ : ใช้เป็นน้ำยาเร่งราก ตัดชิ้นไขที่เกิดด้านบน 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากัน แล้วนำกิ่งพันธุ์พืชแช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำไปปลูกในถุงปักชำ ถ้าใช้ในการบำรุงต้น กระตุ้นยอดอ่อน ใช้น้ำหมักฯ ที่เป็นชั้นน้ำใสด้านล่าง อัตรา 10-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืช สัปดาห์ละครั้ง 👍🏻ประโยชน์ 1. ช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง เพราะในน้ำนมมีสารอาหารโปรตีนสูง อย่าง เคซีน โกลบูมิน อัลบูมิน และกรดอะมิโน ที่เมื่อถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายแล้ว จะกลายเป็นธาตุไนโตรเจน จึงมีส่วนช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์ แข็งแรง เร่งต้น เร่งใบ ให้โตเร็วยิ่งขึ้น 2. เพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิต การฉีดรดพืชทางใบด้วยฮอร์โมนนมสด สามารถเพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดและผักกินใบชนิดต่างๆ 📌ข้อแนะนำ : น้ำหมักชีวภาพจากนม ที่พร้อมใช้งานแล้วจะสังเกตได้จ
อ้น เป็นสัตว์ฟันแทะจำพวกหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายหนูขนาดใหญ่ มีรูปร่างโดยรวมคือ มีลำตัวกลม อ้วน ป้อม ขนสีน้ำตาล ตาและหูเล็กมาก ขาและหางสั้นไม่มีขน อาศัยอยู่ใต้ดินหรือโพรงไม้ ฟันแทะคู่หน้ามีขนาดใหญ่เห็นได้ชัด อ้นถูกแบ่งเป็น 4 ชนิด 1. อ้นใหญ่ 2. อ้นกลาง 3. อ้นเมืองจีน 4. อ้นเล็ก อ้นเป็นสัตว์ป่า มักจะขุดรูอาศัยอยู่ในป่า โดยเฉพาะป่าไผ่ เพราะกินไผ่และหน่อไม้เป็นอาหารหลัก ส่วนอาหารอื่นๆ ได้แก่ ผลไม้ประเภทต่างๆ ที่หล่นตามพื้น ภายในรูมีทางยาวมากและแบ่งเป็นห้องได้หลายห้อง ใช้สำหรับเลี้ยงดูลูกอ่อนและเก็บอาหาร แต่จะขึ้นมาหากินบนพื้นดิน โดยปกติแล้วอ้นจะไม่กินน้ำโดยตรง แต่จะกินน้ำโดยผ่านจากการกัดแทะจากไม้ประเภทต่างๆ ที่กินเข้าไป อ้นจะผสมพันธุ์ในฤดูฝน ออกลูกครั้งละ 1-8 ตัว ซึ่งอ้นในภาษาเหนือมักถูกเรียกว่า “ตุ่น” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะและพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวกัน คุณวิโรจน์ เจนหัตถ์ อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลพนานิคม อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ประกอบอาชีพเสริม เพาะเลี้ยงอ้นระบบฟาร์ม คุณวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเองเป็นคนที่ชอบสัตว์อยู่แล้ว จึงมีน้องที่รู้จักกันแนะนำและพาไปดูอ้น ตอนนั้นก็เกิดความช
หน้าตาอาจจะดูแปลก แต่คุณประโยชน์ฉ่ำ อาจจะเป็นผลไม้ที่แทบจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเลยในบ้านเรา แต่พอมีกระแสเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็มีคนสนใจไม่น้อย ในปัจจุบันมีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานับร้อยสายพันธุ์จากทั่วโลก มะเดื่อฝรั่ง หรือ ฟิก (Fig) เป็นผลไม้ลูกเล็กๆ ที่มีเนื้อด้านในเป็นสีแดงเข้ม เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน หอมละมุน และเนื้อละเอียด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา ให้ผลผลิตเร็ว เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลาย 10 ปี ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดผลได้ทุกฤดูกาล แต่จะมีปัญหาในช่วงฤดูฝน จะทำให้ได้ผลผลิตไม่มากนัก เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้มะเดื่อฝรั่งเกิดโรคราสนิมในฤดูนี้ จึงต้องคอยหมั่นดูแลและจัดการ แต่ถ้าเป็นฤดูกาลอื่นให้ผลผลิตได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการตัดแต่งก
สาหร่ายผักกาดทะเล อาหารแห่งอนาคต แหล่งโปรตีน คุณค่าทางอาหารสูง สามารถขยายพันธุ์สู่การเพาะเลี้ยง ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตไว ดูแลง่าย นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าได้ สำหรับสาหร่ายผักกาดทะเล หรือ Sea Lettuce นั้นเป็นสาหร่ายที่มีศักยภาพด้านโภชนาการสูงเพราะมีโปรตีนถึง 25-30 กรัม และใยอาหาร 9.79 เปอร์เซ็นต์ มีไขมันและพลังงานที่ต่ำ อุดมด้วยเกลือแร่ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 9 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด และยำ โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ปัจจุบันมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมบ่อ บ่อที่ใช้เลี้ยงสาหร่ายมี 2 รูปแบบ ได้แก่ บ่อปูนและบ่อผ้าใบ ล้างขัดฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน แช่ทิ้งไว้ 1 คืน ล้างด้วยน้ำสะอาด ตากบ่อให้แห้ง การเตรียมน้ำ ใช้น้ำทะเลความเค็ม 25-30 ส่วนในพันส่วน ที่สูบจากทะเลหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ นำมาพักให้ตกตะกอน หลังจากนั้นสูบน้ำส่วนใสผ่านถุงกรองสักหลาดความละเอียด 10 ไมครอน นำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลต่อไป ปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยงสาหร่าย
กระท้อน “ปุยฝ้ายลพบุรี” เป็นกระท้อนที่นำสายพันธุ์จากจังหวัดนนทบุรีมาปลูกในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่ตำบลตะลุง ตำบลงิ้วราย และตำบลโพธิ์เก้าต้น ปลูกลงในดินที่มีลักษณะร่วนปนทราย จนได้กระท้อนที่มีรสชาติหวาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร กระท้อนปุยฝ้ายของแท้ 100% ต้องมาจากสวนแม่ขวัญเมือง ร.ต. ผจญ อู่พยัคฆ์ และ คุณขวัญเมือง อู่พยัคฆ์ เกษตรกรและเจ้าของสวน กระท้อนแม่ขวัญเมือง ในพื้นที่ หมู่ที่ 12 ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี การันตีรสชาติและคุณภาพของกระท้อนปุยฝ้าย ทั้งเนื้อผิวที่เนียนละเอียดและนุ่มเหมือนกำมะหยี่ และรสชาติหวานกลมกล่อมกำลังดีที่ปลูกมานานกว่า 20 กว่าปี กระท้อนปุยฝ้าย สวนแม่ขวัญเมือง มีน้ำหนักประมาณลูกละ 200-500 กรัม หรือ 3-4 ลูก เท่ากับน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาขายจะเริ่มต้นอยู่ที่ 70-100 บาท กระท้อนปุยฝ้าย สวนแม่ขวัญเมือง เป็นกระท้อนที่มีลักษณะผลใหญ่ ทรงกลมแป้น ผิวเรียบเนียน สีเหลืองนวลสวย เนื้อด้านในเป็นปุยสีขาว รสชาติหวาน เหมาะสำหรับดัดแปลงเป็นอาหารทานเล่นหรือของหวาน เช่น กระท้อนลอยแก้ว ปัจจุบัน สวนแม่ขวัญเมือง ปลูกกระท้อนปุยฝ้ายในพื้นที่ 9 ไร่ มีต้นกระท
จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีมติเห็นชอบในโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่กำลังเริ่มปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 16 ล้านคน จะใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการ 33,422.950 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 1.เกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วไป 4.48 ล้านครัวเรือน (ใช้ปุ๋ยสูตรที่มีความเหมาะสมกับการปลูกข้าว) 2. เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ 0.20 ล้านครัวเรือน (ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำและชนิดเม็ดและขึ้นบัญชีนวัตกรรม) ซึ่งหลักการง่ายๆ ของโครงการ ปุ๋ยคนละครึ่ง คือ รัฐบาลครึ่งหนึ่ง เกษตรกรครึ่งหนึ่ง โดยกำหนดให้ปุ๋ย 50 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ และต้องไม่เกิน 20 ไร่ เท่ากับ 1 ครัวเรือนไม่เกิน 1,000 กิโลกรัมนั่นเอง ข้อดีของปุ๋ยคนละครึ่งคือ การทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอยู่ที่ 300 กว่าบาทต่อ 1 ไร่ ส่วนกำไรจากต่อ 1 ไร่ที่รัฐเข้ามาช่วยครึ่งหนึ่งจะอยู่ที่ไร่ประมาณละ 500 บาท ได้กำไรจากการขายข้าวด้วย และต้นทุนการผลิตลดลงด้วย ในการประชุมรอบแรกคือวันที่ 13 มิถุนา
