เทคโนโลยีชาวบ้าน
ปุ๋ยคอก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในรูปของเหลวและของแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นมูลสัตว์เลี้ยง เช่น มูลวัว ไก่ เป็ด สุกร ประกอบด้วยอุจจาระและปัสสาวะของสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนของซากพืชและสัตว์จากอาหารที่สัตว์ผ่านกระบวนการย่อยสลายจากระบบย่อยอาหาร ธาตุอาหารในปุ๋ยคอกจะมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วิธีการเลี้ยง การเก็บรักษา แหล่งที่อยู่ของสัตว์ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อพืชผักแล้ว ยังช่วยป้องกันรักษาหน้าดินและบำรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชด้วย ในปุ๋ยคอกมีการหมักหมมของเชื้อรา หากเราใส่ให้ต้นไม้ทุกวันจะส่งผลทำให้ดินเค็ม นอกจากนี้ มันจะยังทำให้ต้นไม้เราได้รับสารอาหารเยอะเกินจำเป็น และในช่วงหน้าฝนจะมีไนโตรเจนในอากาศเยอะอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยต้นไม้เยอะในช่วงนั้น พืชพรรณ พืชผัก พืชไม้ยืนต้น อาจมีความต้องการปริมาณปุ๋ยคอกแตกต่างกันไป รวมถึงลักษณะการปลูกที่แตกต่างกันด้วย จึงควรรู้วิธีใช้ปุ๋ยคอกให้มีประสิทธิภาพ ตามชนิดของพืชและลักษณะการปลูก เพื่อบำรุงพืชให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ชนิดของพืช – ข้าว จะใช้ปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่ว แล้วไถกลบ ก่อนเริ่
“ปีที่ผ่านมา สองสื่อคุณภาพอย่าง ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ และ ‘เส้นทางเศรษฐี’ มีการเผยแพร่เนื้อหาคุณภาพสูง มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของแนวทางการสร้างงาน สร้างอาชีพ ธุรกิจ และนวัตกรรมการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไอเดียให้เกษตรกรและ ผู้ประกอบการได้นำไปพัฒนาการทำการเกษตรและธุรกิจ ทำให้มีการเติบโต ทั้งจำนวนผู้ติดตาม การดำเนินงานของเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ บน Social Platforms เติบโตในทุกช่องทาง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น ‘วิดีโอแพลตฟอร์ม’ ส่งผลให้ ยอดการรับชมวิดีโอบน Facebook Page เติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยจำนวนผู้รับชมกว่า 90 ล้านวิว ในส่วนของแพลตฟอร์ม TikTok และ YouTube มีการเติบโต ทั้งจำนวนผู้ติดตาม ยอดปฏิสัมพันธ์ และยอดการรับชม ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์การผลิตเนื้อหาที่ตรงประเด็นและ เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ YouTube เส้นทางเศรษฐี มีจำนวนการรับชมคลิปวิดีโอ “10 ล้านวิว” เติบโตขึ้นจากปีก่อน ถึง 63% ส่งผลให้มียอด Subscription ทะลุ 1 แสนราย ในปีที่ผ่านมา TikTok มียอดการรับชมคลิปรวม ยอดเข้าชมวิดีโอ 16 ล้านวิว และ ผู้ติดตามทะลุ 2 แสนยูสเซอร์ เทคโนโลยีชาวบ้าน
“เฟอเรท” ไม่ใช่นาก นากทะเล มิงค์ เพียงพอน หรือเออร์มิน แต่เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับวีเซล เลี้ยงลูกด้วยนม ตัวเพรียวยาว สี่ขาสั้น และกินเนื้อ สามารถเลี้ยงได้ ไม่ผิดกฎหมายในประเทศไทย คุณพรรณธิดา เนธิชัย หรือ คุณมะเหมี่ยว สาวสวยเจ้าของฟาร์ม “Ferret Story” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่นำความชอบในการเลี้ยงสัตว์ประเภท Exotic จึงเริ่มเลี้ยงเฟอเรทและผันตัวเป็นผู้เพาะพันธุ์เฟอเรทอย่างเต็มตัวมากว่า 6 ปี ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้เฟอเรทเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักในวงการของผู้ที่เลี้ยงเฟอเรททั่วประทศ “เริ่มจากการที่เป็นผู้เลี้ยงทั่วไปค่ะ เห็นว่าน้องเป็นสัตว์ Exotic และยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยเยอะๆ ค่ะ เพราะจะรู้จักแค่กลุ่มคนที่เล่นสัตว์ Exotic เขาจะแตกต่างจากสุนัขและแมว จึงรับน้องมาเลี้ยงดูก่อนค่ะ ประมาณ 1 ปี ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้เพาะพันธุ์เฟอเรท เลี้ยงมาปีนี้เข้าปีที่ 7 และเริ่มทำฟาร์มจริงๆ เข้าปีที่ 6 ค่ะ” คุณพรรณธิดา เนธิชัย หรือ คุณมะเหมี่ยว สาวสวยเจ้าของฟาร์ม “Ferret Story” กลิ่นของเฟอเรท เฟอเรทกลิ่นคล้ายสุนัขหรือแมวไม่อาบน้ำ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงติดสัด (ฮีต) กลิ
จาก Project Manager (โปรเจ็กต์เมเนเจอร์) ผันตัวเป็นเจ้าขององุ่นกระถางชลบุรี จากอาชีพเสริมกลายเป็นอาชีพหลัก ทำเงินเจ็ดหลักต่อเดือน ในพื้นที่ข้างบ้านเพียง 20 ตารางเมตร ข้างบ้านจัดสรร จากปลูกเล่นๆ แต่งบ้านให้สวย ให้ร่มเงาหน้าบ้าน กลายเป็นทำเงินได้จริง คุณสุมนมาศ สุตตสันต์ หรือ คุณหญิง เจ้าของเพจองุ่นกระถางชลบุรี อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เล่าว่า ปลูกองุ่นในเข่งทำมาแล้วปีกว่า จุดเริ่มต้นมาจากอยากจัดสวนธรรมดาข้างบ้าน จากการปลูกเล่นๆ ชอบการแต่งบ้าน บ้านเราเป็นบ้านจัดสรรมันพื้นที่ไม่ใหญ่ มีพื้นที่ข้างบ้าน 20 ตารางเมตร เราอยากปลูกผลไม้ที่บ้าน เลยไปหาซื้อพวกผลไม้มาลองปลูกใส่กระถางใหญ่ๆ ทดลองปลูกพวกมังคุด ชมพู่ ผลไม้อื่นๆ มาเรื่อยๆ ซึ่งกว่าจะให้ผลผลิตต้องใช้ระยะเป็นปี หลังจากนั้นไปเจอองุ่นใส่กระถางขายในออนไลน์ ลองซื้อต้นมาปลูก แต่ตอนซื้อมาต้นไม่ได้ติดลูก เลยลองปลูกดูเพราะองุ่นใบสวยเป็นไม้ประดับได้ หลังจากปลูกได้ประมาณ 4-5 เดือน เริ่มติดช่อขึ้นมา เราก็เลยเหมือนโพสต์อวดเพื่อนในโซเชียล หลังจากนั้นก็มีคนให้ความสนใจต้นพันธุ์องุ่น ทักมาขอซื้อต้นพันธุ์ เลยมองว่าเพาะพันธุ์ขายก็สามารถทำรายได้เสริมให้กับ
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะมาแนะนำ “10 พืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย” ภาวะที่ปริมาณน้ำไม่มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่วนใหญ่มักจะเป็นพืชไร่ พืชที่มีอายุช่วงเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาไม่นานก็ให้ผลผลิต เป็นพืชที่ทนต่อความร้อนได้ดี และเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ อีกทั้งไม่ต้องดูแลมาก ก็สามารถเติบโตได้เองในทุกสภาพดิน “น้ำ” เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเกษตร เมื่อการใช้น้ำปริมาณที่จำกัด ทางออกสำหรับเกษตรกรคือ ปลูกพืชน้ำน้อย แทนการทำนาหรือพืชไร่ที่ต้องใช้น้ำมาก พืชทนแล้งมีหลายชนิด ทั้งพืชสวนและพืชไร่ บางชนิดทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี มาดูกันว่าพืชทนแล้งชนิดไหน ที่จะทำให้ได้ผลผลิตดี และไม่ต้องดูแลมากนัก 🥬คะน้า คะน้า จัดเป็นพืชใบเขียวที่ใบมีสีเขียวจัด และเป็นผักที่กินได้ทั้งใบไปจนถึงก้าน โดยผักคะน้าจะมีอายุ 2 ปี แต่ปลูกเป็นผักฤดูเดียว ผักคะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดี ที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ คะน้าที่มีอายุ 45 วัน แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น
แมงป่องช้าง (Giant scorpion) ชื่อสามัญ : แมงป่องช้าง Common name : Giant scorpion ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heterometrus sp. Order : ScorpionesFamily : Scorpionidae ลักษณะทั่วไป แมงป่องช้างเป็นสัตว์มีเปลือกแข็งหุ้ม ลำตัวเรียว มีขาจำนวน 4 คู่ อวัยวะที่โดดเด่น คือ “ก้ามใหญ่” (pedipalps) 1 คู่ มีส่วนหัวและอกอยู่รวมกัน เรียกว่า prosoma ทำหน้าที่หนีบอาหารหรือจับเหยื่อ มีตาบนหัว 1 คู่ และตาข้างอีก 3 คู่ตรงกลางหลัง (middle dorsal) และขอบข้างส่วนหน้า (anterolateral) ตรงปากมี “ก้ามเล็ก” (chelicera) 1 คู่ ส่วนถัดมาเรียกว่า mesosoma ประกอบด้วยปล้อง 7 ปล้อง ซึ่งปล้องที่ 3 มีอวัยวะสำคัญคือ “ช่องสืบพันธุ์” (genital operculum) และมีอวัยวะที่เรียกว่า pectines หรือ pectens 1 คู่ มีรูปร่างคล้ายหวี ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากการสั่นของพื้นดิน ส่วนสุดท้ายคือส่วนหางเรียวยาว เรียกว่า metasoma ประกอบด้วยปล้อง 5 ปล้องกับปล้องสุดท้าย คือ “ปล้องพิษ” มีลักษณะพองกลมปลายเรียวแหลม คล้ายรูปหยดน้ำกลับหัว บรรจุต่อมพิษ มีเข็มที่ใช้ต่อย เรียกว่า “เหล็กใน” (sting apparatus) สำหรับฉีดพิษ แม้ว่าแมงป่องมีตาหลายคู่ แต่มีประสิทธิภาพการ
เพื่อผลักดันองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยได้ก้าวทันกระแสพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ สื่อออนไลน์ด้านการเกษตรครบวงจร ภายใต้เครือมติชน จึงจับมือกับ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดฉากงานสัมมนาแรกของปี ‘ไข่ผำ-วานิลลา : เจาะลึกโอกาสธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่’ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งเป็นการเจาะลึกศักยภาพของสองพืชเศรษฐกิจมาแรงที่มีแนวโน้มสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ตอบรับกระแสผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการ สำหรับเวทีสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นำโดย พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร, รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ อนุวัฒน์ กำแพงแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพืชอนาคตใหม่ กรมวิชาการเกษตร นอกจากภาครัฐแล้ว ยังมีผู้ประกอบการแถวหน้าในวงการเกษตรร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น ณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี, กวาง – พาพร โตอินทร์ เจ้าของสวนแม่
ไข่ผำหรือที่บางคนเรียกว่าไข่น้ำ เป็นพืชน้ำจิ๋วที่น่าสนใจในวงการเกษตรไทย เพราะนอกจากจะมีประโยชน์แล้วยังเป็นพืชที่โตเร็วโดยใช้ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเพียง 14 วัน ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างคุ้มค่า ไข่ผำเป็นพืชน้ำที่มีลักษณะเล็กจิ๋ว มีสีเขียวสดและเจริญเติบโตบนผิวน้ำ มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะโปรตีนที่มีปริมาณสูงมาก ทำให้ไข่ผำเป็นแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง การเพาะเลี้ยงไข่ผำ ในบ่อซีเมนต์ การปลูกไข่ผำไม่ซับซ้อน ใช้พื้นที่น้อยและดูแลง่าย ขั้นตอนสำคัญคือ: เตรียมบ่อปลูก: บ่อซีเมนต์หรือบ่อพลาสติกก็สามารถใช้ได้ เติมน้ำ: ควรใช้น้ำสะอาดและเติมสารอาหารที่เหมาะสม อย่างเช่นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ใส่พันธุ์ไข่ผำ: โรยพันธุ์ไข่ผำให้ทั่วบ่อ ดูแล: รักษาคุณภาพน้ำและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจกีดขวางการเติบโต ระยะเวลาเก็บเกี่ยวไข่ผำ เพียง 14 วัน หลังจากเริ่มปลูกไข่ผำจะเติบโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว สามารถใช้กระชอนตักออกเพื่อนำไปล้างและบรรจุจำหน่ายได้ทันที โอกาสสร้างรายได้ จากพืชจิ๋วอย่างไข่ผำ ไข่ผำกำลังเป็นที่ต้อง
“ไข่ผำ” หรือ “ผำ” เป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่มีลักษณะเด่นคือสีเขียวสด รูปร่างคล้ายกับสาหร่ายหรือไข่ปลา เป็นพืชที่ไม่มีรากและใบ แต่สามารถเจริญเติบโตในน้ำสะอาด โดยมักจะลอยอยู่ตามผิวน้ำ ผำไม่เพียงแต่เป็นอาหารท้องถิ่นที่คนไทยรู้จักกันดี แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่น่าทึ่งจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ( super food ) แห่งแหล่งน้ำอีกด้วย คุณค่าทางโภชนาการของไข่ผำ (100 กรัม) ประกอบด้วย 1. ไฟเบอร์ ไข่ผำมีไฟเบอร์เทียบเท่ากับการบริโภคขึ้นฉ่ายฝรั่งถึง 2 กำ ช่วยเสริมระบบขับถ่ายและบำรุงสุขภาพลำไส้ 2. วิตามิน A ปริมาณวิตามิน A ในไข่ผำเทียบเท่ากับการบริโภคแครอท 4 หัว ช่วยบำรุงสายตาและเสริมภูมิคุ้มกัน 3. วิตามิน B12 ไข่ผำเป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน B12 ซึ่งมีปริมาณเทียบเท่ากับไข่ไก่ถึง 9 ฟอง ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด 4. โพแทสเซียม มีปริมาณโพแทสเซียมเทียบเท่ากับมันฝรั่ง 2 หัว ช่วยควบคุมความดันโลหิตและการทำงานของกล้ามเนื้อ 5. ฟอสฟอรัส ไข่ผำให้ฟอสฟอรัสในปริมาณเทียบเท่านมถั่วเหลือง 2 ถ้วย ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน 6. ธาตุเหล็ก ปริมาณธาตุเหล็กในไข่ผำเทียบเท่ากับบรอกโคลี 3 ถ้วย ช่วย
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ” เพลี้ยแป้ง หรือเพลี้ยชนิดต่างๆ เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง จะอยู่ในดินตามบริเวณรากพืช แล้วขับถ่ายออกมามีลักษณะเหมือนน้ำหวาน มดจึงเข้าไปกิน หลังจากนั้นมดจะคาบเพลี้ยแป้งไปไว้ตามยอดไม้ หรือยอดอ่อนของใบ ตามต้น หรือดอกไม้ ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงัก อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว จึงต้องป้องกันการระบาดให้ดี เพื่อไม่ให้พืชผลได้รับผลกระทบ ✨วิธีใช้ : ใช้น้ำหมักจำนวน 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าเห็นว่าเพลี้ยตายหมดไม่มีเกาะตามใบ หรือต้นพืชแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฉีดซ้ำ จะฉีดน้ำหมักก็ต่อเมื่อมีเพลี้ยมาเกาะกินน้ำเลี้ยงพืชเท่านั้น อาจจะฉีดติดต่อกันประมาณ 3 วันเพื่อเป็นการป้องกัน 📌ข้อแนะนำ : ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน 💡ประโยชน์ : เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟจะตาย ถ้าต้องการให้ตายมาก ให้เอาข่าแก่ๆ ทุบให้แตก ตะไคร้หอมตัดให้ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ทุบให้แตก พริกขี้หนูแก่ โขลกให้ละเอียด อย่างละ 1กิโลกรัม ผสมหมักลงไปอีกเพิ่มน
