หากใครกำลังสนใจอยากเริ่มต้นเส้นทางเกษตร ไม่ว่าจะทำฟาร์มเอง หรือเข้ามาทำงานในวงการนี้ คุณเชน แห่ง DISTAR FRESH Farm ฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า “อย่าเริ่มเพียงเพราะตามกระแส แต่ให้เริ่มจากความเข้าใจ”
เพราะการทำเกษตร ก็ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจในระบบ และการวางแผนที่ดี อย่าเพิ่งเชื่อทุกคำที่ได้ยิน อย่าซื้อทุกระบบที่ใครเสนอ ต้องศึกษาเอง ลงมือออกแบบเอง เพื่อให้รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่เราทำ
“ที่ฟาร์มเราไม่ขายระบบให้ใคร เพราะเราไม่ได้อยากบวกกำไรจากความไม่รู้ของคนอื่น” คุณเชนกล่าวพร้อมชวนผู้ที่สนใจจริง ๆ ให้มาร่วมเวิร์กช็อป ถาม–ตอบกันอย่างจริงใจ “แบบเกษตรกรคุยกับเกษตรกร” แชร์กันทั้งความรู้และประสบการณ์

มองต่างอย่างเข้าใจ “เกษตรญี่ปุ่น” กับ “เกษตรไทย” ต่างกันตรงไหนในมุมของคุณเชน?
“เกษตรญี่ปุ่น” นั้นมีความเป็นระบบและอิงหลักวิทยาศาสตร์สูงมาก ทุกกระบวนการจะมีการทดลอง ทดสอบ และจดบันทึกอย่างเป็นระบบ โดยเกษตรกรจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลจากผลการเพาะปลูกจริงในพื้นที่ของตน ใครพบแนวทางที่ได้ผลดี ก็พร้อมเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้และนำไปต่อยอด ไม่ใช่แค่ปลูกเพื่อขาย แต่ปลูกเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน
ต่างจาก “เกษตรไทย” ที่ยังเน้นการทำตามประสบการณ์หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นมากกว่า แม้มีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นและความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม แต่ยังขาดการรวมพลังวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเชนมองว่า หากไทยสามารถพัฒนาในจุดนี้ได้ ก็จะเป็นก้าวสำคัญสู่เกษตรยุคใหม่ที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยี–ตลาด–ความจริงที่ซ่อนอยู่ เมื่อเกษตรไทยยังห่างชั้นญี่ปุ่น
คุณเชนมองว่า ความแตกต่างของการเกษตรไทยกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่กับประเทศเกษตรแถวหน้าของโลกอย่างเนเธอร์แลนด์นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก นั่นคือ “นวัตกรรม” และ “ระบบตลาด”
ในด้าน นวัตกรรม ญี่ปุ่นถือว่าเดินหน้าไปไกลมาก ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่การปลูก การควบคุมสภาพแวดล้อม จนถึงการเก็บเกี่ยว ส่วนเนเธอร์แลนด์ แม้จะมีเกษตรกรเพียงสองแสนราย และมีพื้นที่เพียงเท่าจังหวัดโคราช แต่กลับเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ไทยมีเกษตรกรกว่า 14 ล้านคน แต่กลับอยู่อันดับ 8
“ศักยภาพของเราจึงยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น” คุณเชนกล่าว ก่อนเสริมว่า ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรค่อนข้างน้อย อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อมูลเท็จหรือความเข้าใจผิดในนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ย้อนแย้งกับระบบเดิม เช่น กรณีของ ไฮโดรโปนิกส์ ที่ถูกบิดเบือนว่ากินแล้วเป็นอันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วปลอดภัยและควบคุมได้ดีกว่า
อีกด้านหนึ่งคือ ระบบตลาด ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเนเธอร์แลนด์มี “แฟร์เทรด” หรือระบบค้าที่ให้ราคาที่ยุติธรรมกับเกษตรกร คนปลูกดี–ได้ดี คนทำถูกต้อง–อยู่ได้
แต่ในประเทศไทย…ผักปลอดสารพิษจริง ๆ กลับต้องไปแข่งกับผักที่ไม่สะอาด ที่กลับได้รับฉลากเดียวกัน ทั้งที่ต้นทุนการผลิตแตกต่างกันลิบลับ สุดท้าย คนปลูกดีอาจอยู่ไม่ได้ เพราะระบบไม่ยอมรับความต่าง นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เรามักพบผักในห้างที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 70% ทั้งที่จ่ายแพงและเชื่อว่า “ปลอดภัย”
เพราะระบบตลาดเดิมไม่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรสะอาดอย่างแท้จริง DISTAR FRESH Farm จึงตัดสินใจไม่ขายผ่านห่วงโซ่อุปทานเดิม แต่เลือกออกมาตั้งระบบของตัวเอง ทำตลาดเอง สื่อสารกับผู้บริโภคเอง เพื่อไม่ต้องแข่งขันกับสินค้าที่ “ไม่รู้ว่ามาจากไหน และปลูกอย่างไร”
อยู่ให้ถูกที่ ในตลาดที่ให้คุณค่า
หนึ่งในคำแนะนำที่สะกิดใจคือ “อย่าเดินเข้าสู่ตลาดที่ไม่มีความยุติธรรม” คุณเชนมองว่า หลายระบบตลาดที่มีอยู่ในไทยทุกวันนี้ บั่นทอนเกษตรกรตัวจริง เพราะคนปลูกสะอาดกลับต้องแข่งขันกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่แปะป้าย “ปลอดสาร” เหมือนกัน สุดท้าย ผู้บริโภคสับสน คนปลูกดีอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนต่างกันลิบลับ
“ต้องรู้ว่าเรากำลังผลิตให้ใคร และคนกลุ่มนั้นให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่าเสียเวลา” ระบบการจำหน่ายของที่นี่เน้นในรูปแบบ Subscription หรือ “ผูกปิ่นโตผัก” กับสมาชิก โดยกำหนดราคาจำหน่ายที่แน่นอนตลอดทั้งปี เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า จะได้รับผักสดปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรมเสมอ ไม่ผันผวนตามกลไกตลาด
DISTAR FRESH Farm จึงเลือกออกจากห่วงโซ่อุปทานเดิม และขายตรงให้สมาชิกด้วยระบบ Subscription เพราะอยากควบคุมคุณภาพให้ได้จริง และไม่ต้องเสี่ยงกับตลาดที่ไม่เห็นคุณค่าของผักสะอาด
