Exclusive
เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โด
ในโลกของสินค้าเกษตร “แตงโม” อาจเป็นเพียงผลไม้ธรรมดาที่ใครหลายคนมองว่าแข่งขันกันด้วยราคา และมีกำไรต่อผลเพียงไม่กี่บาท แต่สำหรับ “ณิชชา ชามม์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์แตงโมพรีเมียม “ณิชชา ชาม์ม” พิสูจน์ให้เห็นว่า หากรู้จักสร้างความแตกต่างและใส่ใจในคุณภาพ สินค้าเกษตรธรรมดาก็สามารถยกระดับเป็นธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านบาทได้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การเป็นผู้บุกเบิก “แตงโมสเปเชียลตี้” ของประเทศไทย วันนี้ธุรกิจ “ณิชชา ชามม์” สร้างรายได้ถึง 30-40 ล้านบาทต่อปี และกลายเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการเกษตรที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนผลไม้พื้นฐานให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ผู้บริโภคยอมจ่าย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณิชชา แก้วสุริยา ผู้ก่อตั้งบริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด หญิงแกร่งผู้สวมบทบาททั้งเกษตรกร นักพัฒนาสายพันธุ์ และนักธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “แตงโมพรีเมียม” แบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การสร้างธุรกิจจากศูนย์ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่มองเห็นคุณค่าของผลผลิตทางการเกษตร วันนี้เธอสามารถพัฒน
ในวันที่ชีวิตคนเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบและพื้นที่ที่จำกัด คำว่า “เกษตร” อาจไม่ได้หมายถึงท้องนาไร่กว้างอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นวิถีชีวิต ที่ออกแบบได้ตามขนาดพื้นที่และจังหวะชีวิตของแต่ละคน เกษตรสมัยใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกหรือเลี้ยง แต่คือการเข้าใจตัวเอง เข้าใจทรัพยากร และออกแบบระบบให้ “พอดี” กับชีวิต พอดีในแบบที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร และอาจเล็กพอจะอยู่กลางเมืองได้อย่างกลมกลืน คุณชารีย์ บุญญวินิจ หรือ “ลุงรีย์” เจ้าของ “โอมากาเห็ด” กลางเมือง คือหนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่นิยามคำว่าเกษตรใหม่ได้อย่างน่าสนใจ บนพื้นที่เพียงราว 100 ตารางวา ลุงรีย์ไม่ได้มองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องปัจเจกที่ต้องตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคน “ความยั่งยืนสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องของปัจเจกมากๆ” ลุงรีย์อธิบาย พร้อมนิยามสิ่งที่ทำว่าเป็นเศรษฐกิจแบบอินดี้ ที่ต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อนว่าอะไรคือความพอดี เพราะความพอดีของแต่ละคนไม่มีทางเท่ากัน จากมูลไส้เดือน สู่ฟาร์มครบวงจร ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ลุงรีย์ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เริ่มจากเห
“น้ำเค็ม” หรือภาวะความเค็มในแหล่งน้ำ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตชายฝั่ง ซึ่งความเค็มที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการใบไหม้ รากเสียหาย และส่งผลต่อผลผลิตโดยรวม การทำความเข้าใจถึง “ต้นเหตุของน้ำเค็ม” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนจัดการและลดผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” จะพาทุกท่านไปรู้จักกับอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จากพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาน้ำเค็มจนไม่สามารถทำการเกษตรได้ กลับถูกฟื้นฟูจนสามารถเพาะปลูกได้อีกครั้งในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอนานถึง 2–3 ปี พื้นที่แห่งนั้นคือ “บางกะเจ้าฟาร์ม” ตัวอย่างของการจัดการฟาร์มที่ใช้ความรู้และการปรับตัวอย่างเหมาะสม จนสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นศักยภาพในการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นเจ้าของ “บางกระเจ้าฟาร์ม” ย้อนไปเมื่อราว 10 ปีก่อน คุณทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม เคยใช้ชีวิตในฐานะพนักงานบริษัททั่วไป แต่เมื่อบทบาทของ “พ่อ” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ลาออกจากงานประจำ เพื่อกลั
ดุ๊ก–ภาณุเดช วัฒนสุชาติ อดีตนักแสดงที่หลายคนคุ้นหน้า วันนี้เขาไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทบนหน้าจออีกต่อไป แต่กำลังเปิดอีกมุมของตัวเองให้เราได้รู้จักมากขึ้น นั่นคือความหลงใหลในงานศิลปะการตกแต่งบ้านและสวน แม้ตอนนี้จะยังไม่ขอนิยามตัวเองว่าเป็นนักจัดสวนเต็มตัว แค่บอกว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ชอบงานอาร์ต และ “จัดสวนได้นิดหน่อย” เท่านั้น แต่ความจริงแล้วความชอบนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก และค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับชีวิต จนเมื่อวงการทีวีเริ่มซบเซา เขาจึงตัดสินใจหันมาทำสิ่งที่รักอย่างจริงจัง งานจัดสวนที่เริ่มจากความชอบส่วนตัว ค่อยๆ พัฒนา จนไปสะดุดตาเพื่อนๆ และพี่ๆ ในวงการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เส้นทางสายนี้ชัดเจนขึ้น และต่อยอดเป็นอาชีพในที่สุด พี่ดุ๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้แบบเรียบง่ายว่า จริงๆ แล้ว ‘งานจัดสวน’ เป็นแพชชันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเป็นคนรักต้นไม้ ที่บ้านมีเรือนกล้วยไม้ ก็เลยได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ตั้งแต่การเพาะชำเล็กๆ ไปจนถึงการลองตัดกิ่งไม้จากบ้านเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก มาปักชำภายในเรือนกล้วยไม้ของพ่อ พอเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ค่อยๆ เติบโต ความสุขเล็กๆ แบบนั้นทำให้
ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง สร้างอำนาจต่อรองราคา นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรา
ท่ามกลางความผันผวนของโลกในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งพลังงาน ปัจจัยการผลิต และการค้าโลก จึงไม่อาจหลีกพ้นจากแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างแท้จริง นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สะท้อนภาพสถานการณ์ว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ผลกระทบระดับโลก” โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รวมถึงก๊าซแอลพีจีและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อพลังงานมีราคาแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการขนส่ง” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโ
ถ้าพูดถึง “พืชทำเงิน” ในสวน หลายคนอาจนึกถึงทุเรียน มะม่วง หรือพืชเศรษฐกิจ แต่รู้ไหมว่า…ใต้ดินในแปลงผักบ้านๆ ของเรามีพืชหน้าตาธรรมดา ที่ทำเงินไว้แบบเงียบๆ นั่นคือ ‘กระชาย’ ปัจจุบันตลาดพืชสมุนไพรไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น นอกจากขมิ้นชันแล้ว “กระชาย” นับเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก หากรู้จักแปรรูปก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปบุกสวนกระชายสุดจี๊ดแห่งหนึ่งในพื้นที่ จังหวัดนครปฐม ไปล้วงเทคนิคทำเงินใต้ดินจากเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงอย่าง คุณชัยนรินท์ ภูวดลแสงวิจิตร์ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ เฮียอ้าท กระชายซิ่ง ที่จะมาเปิดมุมมองและเทคคิคการวางแผนการปลูก ที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ก้อนโตได้ หากปลูกเป็น วางแผนถูก และทำตลาดให้ตรงจุด คำถามสำคัญคือ ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันเก็บผลผลิตกระชาย เฮียมีการวางแผนการปลูกและจัดการรายได้ในสวนอย่างไร และมี “เจ้าภาพ” ที่เป็นต้นทุนในการปลูก ส่วนกระชายนั้นคือ“เงินที่ฝังไว้ใต้ดิน” ตามไปไขเคล็ดลับวิธ
เก้ากลิ่น ได้เริ่มต้นจากการคัดสรรดอกไม้คุณภาพ 9 ชนิดมาปรุงแต่ง จนเป็นกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อนำมาปรุงผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ ภายใต้ แบรนด์เก้ากลิ่น ให้มีกลิ่นหอมและสรรพคุณที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย วัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพคัดพิเศษจากแหล่งธรรมชาติ และผ่านกระบวนการผลิตสมัยใหม่ที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรองเพื่อให้ผู้บริโภควางใจถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน คุณจันทนา วิชัย เจ้าของแบรนด์เก้ากลิ่น เล่าว่า อดีตเป็นอาจารย์สอนทางด้านเครื่องหอมที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา มีความสามารถในการทำน้ำอบไทย น้ำปรุง แป้งร่ำ ชุดเครื่องหอมราชสำนักกรุงเก่า และเป็นผู้คิดค้นปรับปรุงสูตรน้ำปรุง น้ำอบไทยต่างๆ เพื่อพัฒนางานภูมิปัญญาไทยให้มีคุณภาพ ปัจจุบันได้รับการจดอนุสิทธิบัตร เรื่องน้ำหอมจากมะกรูดไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา วัตถุดิบที่เลือกใช้ในผลิตภัณฑ์เก้ากลิ่นเป็นเกรดพรีเมียมที่ได้รับการรับรองเท่านั้น เพราะเชื่อว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตำนานเครื่องหอมเก้ากลิ่นอยุธยา เป็นสิ่งที่นำมาประกอบกันทำให้เกิดกลิ่นห
เริ่มต้นจากการหลงใหลในดีไซน์ของต้นไม้สู่การสร้างอาชีพ ถือเป็นสาย Youtuber ที่มีใจรักในธรรมชาติ หันมาสนใจการปลูกผัก ดีไซน์ให้เหมาะกับคนเมือง แม้มีพื้นที่น้อยก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก เพียงแค่เลือก “การปลูก” ให้เหมาะกับตัวเอง คุณเจมส์-ปทาน อุ้มมีเพชร เจ้าของ james500 organic farm style หนุ่มยูทูบเบอร์มาดกวน หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Fedfe Boyband ด้วยคาแร็กเตอร์ที่มาพร้อมกับความโหด มัน ฮา ที่สร้างสีสัน เสียงหัวเราะ ถึงหน้าจะดูโหดแต่อยู่ในโหมดรักต้นไม้นะจ๊ะ คุณเจมส์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ James 500 Organic Farm Style ว่าเกิดจากความสนใจส่วนตัวในช่วงวัยรุ่น ซึ่งชื่นชอบการปลูกต้นไม้ สร้างสวนป่า และสะสมไม้แปลก ไม้ด่าง รวมถึงชื่นชอบงานดีไซน์แบบอาร์ตและป๊อปเป็นพิเศษ ความสนใจนี้ทำให้เขาหลงใหลใน “ฟอร์มและดีไซน์ของต้นไม้” ไม่ว่าจะเป็นต้นพญาไร้ใบที่อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีใบ หรือพืชที่มีสีสันและรูปทรงแปลกตา เช่น ปะการังบนบก ต่อมาเมื่ออยากพัฒนากิจกรรมดังกล่าวให้เป็นอาชีพ เขาได้ศึกษาทฤษฎี เศรษฐกิจพอเพียง และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ปลูก ว่าพืชเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือบริโภคได้หรือไม่ เขาจึงเริ่มโฟกัสไปที่ ต้นไ
