Exclusive
แม้จะมีอาชีพหลักเป็นผู้จัดการบริษัท แต่ คุณออ-อรทัย ยางไธสง ยังแบ่งเวลามาทำอาชีพเสริม “ปลูกผักกะละมัง” ที่ต่อยอดมาจากการเลี้ยงด้วง ธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้นำเอากะละมังที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงปลูกผัก จากเริ่มต้นเพียงแค่ 20 กะละมัง เมื่อผักเติบโตสวยงาม มีคนขอซื้อจำนวนมาก เธอจึงยึดอาชีพปลูกผักกะละมังมาถึงปัจจุบัน พร้อมตั้งชื่อว่า Wakeup Vegetables ที่ไม่ได้ขายแค่ผักกะละมังอย่างเดียว แต่ครบวงจรเรื่องเกษตร ทั้งสอนปลูก รับรีวิว รับงานวิทยากร และขายอุปกรณ์ปลูกผัก ทำให้ต่อเดือนมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 60,000 บาท ปลูกผักไม่ยากอย่างที่คิด คุณออ เล่าให้ฟังว่า เธอเริ่มปลูกผักกะละมังมาได้ 1 ปีกว่า จากคนไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก ก็สามารถปลูกได้ นับเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง และไม่คิดว่าการปลูกผักจะง่ายเช่นนี้ “สาเหตุของการทำเกษตรคืออยากมีรายได้เสริมจากงานประจำ ความรู้ในวันแรกเหมือนเป็นศูนย์ ปลูกผักชนิดแรกคือผักบุ้ง ก็ถามพี่สาวว่าผักบุ้งมันปลูกยังไง แล้วเราก็จินตนาการในหัวว่าอยากให้ผักเราออกมาหน้าตาสวยแบบไหน ก็ลองปลูกดู กะละมังมีอยู่แล้ว 1,600 ใบ แบ่ง 20 ใบมาเจาะร
เมื่อพูดถึงมะพร้าวในจังหวัดราชบุรี หลายคนอาจนึกถึง ‘มะพร้าวน้ำหอม’ เป็นอันดับแรก แต่ยังมีมะพร้าวอีกชนิดหนึ่งที่กำลังปลูกน้อยลงและเริ่มหายาก นั่นคือ ‘มะพร้าวกะทิ’ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปทำความรู้จักกับอดีตสัตวแพทย์ที่เลือกกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมถอดบทเรียนการปรับตัว เพื่อพามะพร้าวกะทิให้อยู่รอดได้ในยุคปัจจุบัน หมอบี-สพ.ญ.นิรมล มิ่งโมฬี ทายาทรุ่นที่สามแห่ง Bebo Coco Family คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ใช้ ‘หัวใจ’ พัฒนาและต่อยอดมะพร้าวกะทิไทย ปัจจุบันสวนแห่งนี้ปลูกมะพร้าวกะทิควบคู่ไปกับมะพร้าวแกงจำนวนมาก จนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่น่าจับตามอง ซึ่งในปัจจุบันเหลือพื้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ราชบุรี อำเภอเมือง แล้วก็เขตติดต่อบางคนที สมุทรสงคราม อาจจะแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หมอบีเล่าว่า ชาวสวนมะพร้าวแกงต่างรู้กันดีว่าราคาหน้าสวนอยู่เพียงลูกละประมาณ 5–8 บาท ซึ่งถือว่าต่ำมาก และสถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี โดยมะพร้าวแกงแทบไม่เคยมีราคาสูงขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เคยปลูกมะพร้าวแกง จึงเริ่มทยอยตัดต้นมะพร้าวทิ้ง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่สร้างรายได้ดีกว่า จาก
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับ “ใบเตย” กันเป็นอย่างดี เรามักเห็นใบเตยอยู่ในเมนูต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสังขยาใบเตย น้ำใบเตย ขนมเปียกปูน หรือขนมไทยอีกหลายชนิดที่มี “กลิ่นหอมของเตย” เป็นเอกลักษณ์สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่า…พืชธรรมดาๆ อย่างใบเตย สามารถ “เพิ่มมูลค่าได้มากถึง 10 เท่า” เมื่อถูกนำมาแปรรูปอย่างสร้างสรรค์ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณยุ้ย-วีณา เทศนา เจ้าของแบรนด์ ‘เตยย์’ ผู้ผลักดันพืชที่หลายคนเคยมองว่า “ไม่มีราคา” ให้กลายเป็นพืชที่ตลาดส่งออกต้องการ และสามารถยกระดับสู่สินค้าพรีเมียมได้สำเร็จ กว่าที่คุณยุ้ยจะมาถึงจุดนี้ เธอใช้เวลากว่า 7 ปี ในการพัฒนา ค้นคว้า ทดลอง และต่อยอดผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง จนกลายเป็น “ผงใบเตยพรีเมียม” ที่ทั้งมีคุณค่า มีมาตรฐาน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก หลายคนอาจสงสัยว่า…เหตุใดคุณยุ้ยจึงตัดสินใจ “เลือกใบเตย” มาเป็นพืชที่อยากผลักดัน คุณยุ้ย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจเบเกอรี่ และมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเนยฝรั่งเศส หรือช็อกโกแลตเบลเยียม แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ทุกอย่างสะดุด ทำให้เธอมองเห็นว่า “เราไม่จำเป็นต้องพึ่งแต่ว
“บ้านสวนเกษตร สไตล์วิศวะ” ถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกของประเทศไทยที่พัฒนาบ้านสวนเกษตรผสมผสานในรูปแบบสำเร็จรูปขึ้นมา กลายเป็น ต้นแบบของบ้านสวนเกษตรจัดสรร ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน คุณจุ๊น – สมเกียรติ์ นาคโสภานนท์ เจ้าของเพจ บ้านสวนเกษตร สไตล์วิศวะ ต้องบอกว่า ‘บ้านสวนเกษตรสไตล์วิศวะ’ ที่พัฒนาขึ้นนี้ ถือเป็นรายแรกของประเทศไทย และยังเป็นต้นแบบของบ้านสวนเกษตรผสมผสานแบบสำเร็จรูป ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจของบ้านสวนเกษตรจัดสรรในปัจจุบัน ทุกขั้นตอนของโครงการนี้ถูกออกแบบและควบคุมด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ วางผัง ก่อสร้าง ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างการปลูกต้นไม้ ปลูกหญ้า หรือแม้แต่การลงสระเพื่อปลูกบัว ทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจและความรักในงานที่ทำ ไม่ได้เริ่มจากมุมมองเรื่องกำไรขาดทุน แต่ขับเคลื่อนด้วย Passion อย่างแท้จริง ทำไมหลายคนเมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ จึงใฝ่ฝันอยากมี “บ้านสวนเกษตร” สักหนึ่งหลัง? ความฝันนี้อาจแตกต่างกันไปตามต้นทุนและจุดเริ่มต้นของแต่ละคน บางคนมีที่ดินอยู่แล้ว จึงเลือกพัฒนาพื้นที่เดิมให้กลายเป็นบ้านสวนที่ร่มรื่นและมีพืชผักผลไม้ไว้ทานภายในครอบครัว แต่ก็มีบางคนที่เริ่มจากก
ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าของหนุ่มเชียงใหม่คนหนึ่ง ที่อยากยกระดับเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรไทย โดยเฉพาะ โกโก้ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนมหาศาล สร้างธุรกิจคราฟต์ช็อกโกแลตระดับพรีเมียมสัญลักษณ์ไทยแท้ ที่โดดเด่นตั้งแต่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม รังสรรค์รสชาติจากวัฒนธรรมไทยในสไตล์สากลอย่างลงตัว “ภารกิจของ ‘กานเวลา’ ที่ทำมาตลอดและตั้งใจมากๆ คือ การยกระดับช็อกโกแลตไทย เราไม่อยากให้คนมองช็อกโกแลตไทยเป็นแค่สินค้าท้องถิ่น สินค้าพื้นบ้าน มาซื้อเพราะความรู้สึกอยากช่วยสนับสนุนชาวบ้าน เราอยากให้คนมองช็อกโกแลตไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง ทั้งรสชาติ คุณภาพการผลิต และความปลอดภัย แล้วผลพลอยได้จะส่งไปสู่ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรไทย” คำบอกเล่าของ ‘คุณธนา คุณารักษ์วงศ์’ หรือ ท็อป หนุ่มเชียงใหม่ผู้ใช้เวลาศึกษาและคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรไทยผู้ปลูกโกโก้ จนมองเห็นโอกาสที่ ‘โกโก้ไทย’ สามารถไปได้ไกล มากกว่าการเป็นเพียงสินค้าเกษตร ไม่ใช่แค่ปลูกมา ขายไป แต่นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นคราฟต์ช็อกโกแลตพรีเมียม ‘KanVela’ (กานเวลา) แบรนด์ที่อยากเห็นเกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุขขึ้น และอยากส่งต่อช็อกโกแลตให้คนทุกเพศทุกวัยทา
“กาแฟ-โกโก้-วานิลลา” กำลังถูกจับตาในฐานะ 3 พืชศักยภาพสูง ท่ามกลางความผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลก และแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การมองหาพืชทางเลือกที่มี “มูลค่าสูง” และมีดีมานด์มั่นคง จึงเป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรไทยในยุคใหม่ ภายใต้บริบทดังกล่าว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เตรียมจัดงานสัมมนาแห่งปีในหัวข้อ “กาแฟ-โกโก้-วานิลลา พิชิตตลาดโลก HIGH-VALUE AGRI FUTURE 2026” ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30-16.20 น. ณ ห้องประชุม อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เพื่อถอดรหัสโอกาสของพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่กำลังทรงอิทธิพลในตลาดโลก พืชมูลค่าสูง กับจังหวะเวลาที่โลกกำลังต้องการ ปัจจุบัน “กาแฟ โกโก้ และวานิลลา” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็นวัตถุดิบพรีเมียมที่สอดคล้องกับเทรนด์ Wellness & Functional Food ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มา และคุณประโยชน์เชิงเภสัชโภชนา มากกว่าปริมาณ เมื่อความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หลายประเทศผู้ผลิตเผชิญปัญหาสภาพภูมิอากาศผันผวน ส่งผลให้ผลผลิตลดลง สินค้าในกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ
ท่ามกลางยุคที่ราคาข้าวผันผวนและมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ความไม่แน่นอนถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความอยู่รอดของชาวนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป บางครอบครัวเลือกยอมแพ้ บางคนเลือกอดทน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เลือก “เปลี่ยนวิธีคิด” เพื่อพาชีวิตและผืนนาไปต่อให้ได้ คุณโอวา-ธนาวัฒน์ จันนิม เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นหนึ่งภาพสะท้อนของชาวนาไทยยุคใหม่ ที่ใช้วิกฤตเป็นจุดตั้งต้นของการยืนหยัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรมาอย่างยาวนาน ลูกชาวนาที่อยากหนีบ้าน สู่แม่ค้าออนไลน์ ที่พาข้าวท้องถิ่นไปไกลกว่าเดิม คุณโอวา เล่าให้ฟังว่า เติบโตมาในครอบครัวชาวนาในต่างจังหวัด ภาพจำของท้องนาและชีวิตเกษตรกรในวัยเด็กได้ดี แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่คุณโอวาพยายามหลีกหนีมาโดยตลอด เมื่อมีโอกาสได้เรียนจบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณโอเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานในบริษัทเอกชนตามความฝัน ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นานกว่า 10 ปี “อยู่ๆ ไปความอิ่มตัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พร้อมกับการระบาดของโควิด-19 วิกฤตครั้งนั
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโกโก้ไทยกำลังขยับจากพืชทางเลือกสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ทั่วโลกจับตา ท่ามกลางกระแสคราฟต์ช็อกโกแลต เทรนด์สุขภาพ และการบริโภคอย่างมีที่มา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการวางจุดยืนที่ชัดเจนของวงการโกโก้ไทย ว่าจะไม่แข่งขันด้วยปริมาณ แต่จะสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ รสชาติ และเรื่องราวของแหล่งปลูกในประเทศ คุณบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย ชี้ว่า โกโก้ไทยควรยืนอยู่ในฝั่ง “คราฟต์ช็อกโกแลต” (Craft Chocolate) อย่างชัดเจน เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คุณค่ากับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แตกต่างจากตลาดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เน้นวอลุ่มเป็นหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และปริมาณการผลิต ไทยไม่ควรนำตัวเองไปแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในแอฟริกา แต่ควรใช้จุดแข็งด้านภูมิประเทศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างโกโก้แบบ Single Origin ที่มีมูลค่าสูงและเล่าเรื่องได้ “โกโก้ไทยกำลังการผลิตเราน้อย เมื่อเทียบกับการเพาะปลูกของแอฟริกา เราไม่ควรไปแข่งในเรื่องของปริมาณ ควรจะแข่งขันในเรื่องของมีสตอรี” โกโก้ไทยต้องคิดย้อนจากตลา
เมื่อเอ่ยถึงกาแฟ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงพื้นที่เพาะปลูกบนดอยสูงทางภาคเหนือ หรือสวนกาแฟเขียวชอุ่มในภาคใต้ แต่ “โรงคั่วกาแฟ วังน้ำเขียว” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เสน่ห์ของกาแฟไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ปลูก หากยังอยู่ที่ “หัวใจและเรื่องราว” ของผู้สร้างสรรค์ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ คนในพื้นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ที่เป็น ประธานเครือข่ายโอท็อปอำเภอวังน้ำเขียว, ประธานรัฐวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกกาแฟวังน้ำเขียว และเจ้าของ โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว ซึ่งกลายเป็นตลาดหลักในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ สร้างรายได้และความมั่นคงให้กับคนปลูกกาแฟในชุมชน คุณปกรณ์ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางกาแฟว่า เกิดขึ้นจากการได้มีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านในอำเภอวังน้ำเขียว และพบว่าหลายครัวเรือนปลูกกาแฟไว้ แต่กลับไม่มีการต่อยอด ทั้งที่แท้จริงแล้ว “ของดีอยู่ในมือ” สามารถเพิ่มมูลค่าได้อีกหลายเท่าตัว นั่นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เขาตัดสินใจนำผลผลิตกาแฟของชาวบ้านมาทดลองแปรรูป และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจทุกขั้นตอนการผลิตกาแฟ คุณปกรณ
แม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ’ แต่ในทางกลับกัน เกษตรกรไทยกลับเป็นกลุ่มอาชีพที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ‘หนี้สิน’ ที่เกษตรกรต้องแบกรับไว้ ไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ว่าความล้มเหลวจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม แต่เกษตรกรสามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้ด้วยตัวเอง พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง บุคคลที่ผู้เขียนยกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยและนำเรื่องราวของคุณพอตมาเผยแพร่ไปแล้วหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน การจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรม ไปจนถึงการจัดการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้เทคโนโลยชาวบ้านได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพอตอีกครั้ง โดยเปิดประเด็นคำถามไปที่เรื่องปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งคุณพอตได้สะท้อนว่า นอกจากปัญหาเรื่องแหล่งน้ำแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องหนี้สิน ที่เป็นปัญหาใหญ่ลำดับต้นๆ ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรควรหยุดวงจรการกู้หนี้ยืมสิน และหันกลับมาพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด แนวทางหยุดวงจรหนี้ที่ดีที่สุดคือการติดอาวุธความรู้
