Exclusive
เรื่องราวของ “พริกแกงไทย “ ยังมีอีกหลากหลายประเด็น อย่าง น้ำพริกแกงคั่ว นอกจากจะนำไปทำ แกงคั่ว แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ยำพริกแกง หมก นึ่ง ปิ้ง ทอด เป็นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะก็ยังได้ แล้ว ยังเอาไปทำน้ำยำอีก มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ยำทวาย” หรือ “ยำแดง” เพราะน้ำยำสีแดงเหมือนแกงเผ็ด ยำนี้ สืบเชื้อสายมาจากเมืองทวาย มาพร้อมกับคนทวายสมัยศึกสงคราม เป็นการเอาพริกแกงมาผัดกับกะทิใส่ปลาป่น กุ้งแห้งป่น แล้วปรุงรสให้เปรี้ยวนำด้วยน้ำมะขามเปียก เค็ม หวานตาม ซึ่งต่างจากอาหารอื่นๆ ที่ปรุงรสเค็มนำ ยำทวาย นั้น กินกับผักต้ม เช่น หัวปลี ถั่วงอก กะหล่ำ ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ไก่ฉีก โรยด้วยงาคั่ว หัวกะทิ หอมเจียว บางคนตั้งชื่อให้ว่า “ยำคนแก่” เพราะเวลากินผักต้มไม่ต้องใช้ฟัน ผักมันนิ่มแล้ว ทีนี้ พริกแกงคั่ว เอามาเพิ่มเครื่องเทศคั่ว เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า ได้เป็น “พริกแกงแดง” มีความหอมมากขึ้น มักแกงกับหมู ไก่ โรยใบโหระพาให้ความหอมผักสดไปเข้าคู่กับความหอมเครื่องเทศ ถ้าเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เพิ่ม “เปราะหอม” เป็นหัวสมุนไพรตากแห้งกลิ่นแบบยาจีน อยากให้แกงหอมมากขึ้นเพิ่ม ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ซึ่งก็คือ รกหุ้มเมล็ด กับเมล็ดตากแห้งของลูกจันทน
อาชีพที่ 2 ของคุณครู ใช้วันหยุดเปิดร้านกาแฟ บนเวสป้าคู่ใจ เริ่มต้นด้วยงบไม่เกินหมื่น ขายได้พีกสุดวันละ 80 แก้ว เพราะงาน คือ เงิน เพราะเงิน คือปัจจัยส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการดำรงชีพ หลายต่อหลายคน เฟ้นหาอาชีพที่ใช่ งานที่ชอบ งานที่ตอบโจทย์กับชีวิต ความรู้สึก รวมไปถึงความสุขในทุกๆ ครั้งที่ได้ลืมตาตื่น ลุกขึ้นจากเตียงนุ่มๆ แล้วไปทำงานทุกวัน คุณเบ้น-ภาณุเดช บุญญิกา อายุ 31 ปี อาชีพประจำที่ทำอยู่ในตอนนี้คือ “ครูสอนดนตรีสากล” ส่วนอาชีพเสริมในวันหยุด วางมือจากกีตาร์ กลอง เบส แล้วมาจับเครื่องชงกาแฟ เปิดร้านที่ชื่อว่า Slow’s Coffee เริ่มจากชอบซื้ออุปกรณ์ ก่อนต่อยอดเป็นอาชีพเสริม ปกติเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว และอีกอย่างเลยที่ชอบ คือการไปท่องเที่ยวสไตล์แคมป์ เลยมักจะหาซื้ออุปกรณ์ในการทำกาแฟอยู่บ่อยๆ พอซื้อไปเรื่อยๆ เริ่มเยอะขึ้น เลยคิดว่าอยากจะนำอุปกรณ์เหล่านี้มาสร้างอาชีพเสริมให้เราได้ เมื่อประมาณปี 2565 ยังเป็นช่วงโควิด-19 กำลังระบาด ในตอนนั้นอาชีพประจำที่ทำคือการเป็นครู ทางภาครัฐมีนโยบายออกมาว่าให้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ จึงทำให้พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยตัดสินใจเปิดขายกาแ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘แบรนด์ไทย’ กำลังได้รับความนิยม อย่างในกลุ่มเครื่องสำอาง มีหลากหลายแบรนด์ไทยโดดเด่นขึ้นมาในตลาด หนึ่งในนั้นคือ ‘RAN Cosmetic’ (รัน คอสเมติก) เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ภายใต้ บริษัท ลอง 88 จำกัด ซึ่งเกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวของสองพี่น้อง คุณเป้-ปิยาพร พิสิฐวุฒินันท์ และ ขวัญ-พิจารณา รุมรัตนะ สู่การสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความงามคนไทยในราคาจับต้องได้ โดยใช้เวลาพัฒนาสูตรนานหลายปี กว่าจะออกผลิตภัณฑ์แรก และยึดหลักการเดียวเสมอมา คือ ใช้ได้จริง เห็นผลจริง กับทุกสภาพผิว คุณขวัญและคุณเป้ เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงาม และรักการแต่งหน้าด้วยกันทั้งคู่ จึงได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ RAN Cosmetic ขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน หรือประมาณปี 2559 ด้วยเป้าหมายพัฒนาเครื่องสำอางคุณภาพสูงในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ แบรนด์นี้เติบโตจากกลุ่มช่างแต่งหน้ามืออาชีพในไทย ที่ทดลองใช้และรีวิวต่อแบบปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสนิยมในวงการความงาม ไม่เพียงในไทย แต่ยังขยายอิทธิพลไปยังต่างประเทศ ทั้ง อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Influencer และ Make-up Artist ที่ยกให้เป็นแบรนด์ที่ห้ามพลาด โด
เคยเจ๊ง แต่โลกไม่แตก ตั้งหลักใหม่ จนได้ “แฟรนไชส์ไก่ทอด 120 สาขา” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ เป็นหนุ่มวิศวะจุฬาฯ เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานใหญ่แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเคยถูกส่งไปศึกษาต่อที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ถึง 2 ปี ต่อมาแต่งงานมีครอบครัว เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานประจำ เลยหันมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ผลลัพธ์ ไม่ดีอย่างที่หวัง “ด้วยความที่ว่าเราเปลี่ยนสายงาน ออกมาทำในสิ่งที่ไม่มีข้อมูล ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ตอนนั้นธุรกิจเลยไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่” คุณณัฐวุฒิ เนื่องสิกขาเพียร เจ้าของกิจการ แฟรนไชส์โทริมารุ คาราอาเกะ เล่าเสียงเศร้าเล็กน้อย ก่อนเผยประสบการณ์ “ตอนล้ม” ให้ฟัง ด้วยแววตาหม่น “ตอนนั้นเฟลสุดๆ เงินไม่เข้าเลย แล้วก็ใช้เงินทุนลดไปเรื่อยๆ ผมอยู่ในสภาพเหมือนคิดไม่ตก ไปคิดวนอยู่แค่จุดเดียว แบบทำไมร้านขายไม่ดี พรุ่งนี้จะไม่มีเงิน เดี๋ยวจบเดือนแล้วจะติดลบเท่านั้น เท่านี้ ตอนนั้นคิดวนอย่างนั้นอยู่ในอ่าง เหมือนโลกจะแตก” แต่เมื่อตัดสินใจเดินหน้าลาออกจากงานประจำมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวแล้ว เขาจึงไม่ยอมแพ้ เพราะได้กำลังใจของครอบครัว เพื่อน และคนรอ
จาก 1 โต๊ะ สู่ 18 โต๊ะ “อาม่งหม่าล่า” ทำอย่างไรให้ยอดขายโต 35% ในช่วงที่ตลาดหม่าล่าซบเซา? จากความหลงใหลในรสชาติหม่าล่าต้นตำรับ สู่ร้านอาหารที่ครองใจคนไทย “อาม่งหม่าล่า” ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางของ คุณทอฝัน บัวคอม อายุ 35 ปี เจ้าของร้าน อาม่งหม่าล่า หญิงสาวที่บินลัดฟ้าสู่ประเทศจีน เพื่อตามหารสชาติที่ใช่ และนำมันกลับมาสร้างสรรค์เป็นหม่าล่าสไตล์โฮมเมดที่ทุกคนต้องหลงรัก ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตในจีน ทำให้เธอได้เรียนรู้เคล็ดลับการกินหม่าล่าแบบต้นตำรับ และนำมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย จนเกิดเป็น ‘อาม่งหม่าล่า’ ร้านอาหารที่เสิร์ฟความอร่อยแบบไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปที่เข้มข้น วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี หรือบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ อาม่งหม่าล่า กลายเป็นร้านหม่าล่าในดวงใจของใครหลายๆ คน บทความนี้จะพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเคล็ดลับความอร่อยที่คุณอาจไม่เคยรู้ จนถึงขั้นที่จะอยากมาลองด้วยตัวเอง สักครั้ง ออกจากงานประจำ ทำอาม่งหม่าล่า ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานประจำ ทำมาหลายอาชี
ราคาหลักสิบ แต่ยอดขายหลัก 100 ล้าน ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ “วีชมาร์ต” ทรีตเมนต์ซองยี่ห้อดัง ในเซเว่นฯ “พัฒนาต่อเนื่อง-สินค้าตอบโจทย์-ราคาโดนใจ” สู่การตลาดแบบ “Word of Mouth” สร้างเติบโตยั่งยืน บริษัท วีชมาร์ต จำกัด (Vechmart) ถือเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตเครื่องสำอางประเภทการดูแลเส้นผม ที่ครองใจกลุ่มร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมีสินค้าครอบคลุมหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม กลุ่มผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ดัด-ยืด และกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับสินค้าที่ได้รับการตอบรับและที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างและถือเป็นตำนานผมสวย สุขภาพดี คือ ทรีตเมนต์บำรุงผม “กรีน ไบโอ ซุปเปอร์ ทรีตเมนต์ ครีม” ซองสีน้ำเงิน (Green bio Super Treatment Cream) สามารถใช้หมักผมแทนครีมนวด ให้ผมนุ่มสลวยเงางามมีน้ำหนัก จนผู้ใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีงามสมคำร่ำลือ แต่อาจจะหาซื้อได้ยากสักหน่อย เพราะจะมีจำหน่ายตามร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามเท่านั้นและในรูปแบบยกกล่อง แต่วันนี้ ทรีตเมนต์บำรุงผม ในตำนานตัวนี้มีวางจำห
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลครองโลก การจดบันทึกด้วยปากกาและกระดาษดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ด้วยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ธุรกิจเครื่องเขียนเผชิญกับวิกฤตยอดขายตกต่ำ จากการที่ผู้คนหันไปใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ในการทำงานมากขึ้น จากประเด็นที่เคยได้เขียนไปเกี่ยวกับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนส่งผลให้ร้านเครื่องเขียนเตรียมปลดระวาง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก) ได้ต่อยอดมาถึงบทความสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจเครื่องเขียนที่วางจำหน่ายแค่ในเซเว่นฯ เท่านั้น ถึงแม้ธุรกิจนี้จะดูซบเซา แต่คุณหมู-บญจวรรณ รุ่งเจริญชัย อายุ 49 ปี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ KIAN-DA ยังคงสร้างรายได้จากการขายเครื่องเขียนถึง 150 ล้านในปีที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นจากปากกาด้ามเดียว คุณหมู เล่าย้อนก่อนที่จะมาทำธุรกิจเครื่องเขียนให้ผู้เขียนฟังว่า ก่อนหน้านั้น ที่บ้านขายผ้าอยู่แถวๆ สำเพ็ง แต่มีอยู่วันหนึ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่ไปดูหนังเรื่องเถ้าแก่น้อย (ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน) เมื่อดูเสร็จออกมาจากโรงภาพยนตร์แล้วคิดว่า “สักวันหนึ่งฉันจะต้องนำสินค้าเข้าไปขายในเซเว่นฯ ให้ได้ รู้สึกว่ามัน
ยอดขาย 300 ล้าน “จอลลี่แบร์” ขนมเยลลี่รูปหมีสัญชาติไทย ทำยังไงให้ครองตลาดมานานกว่า 50 ปี จอลลี่แบร์ ถือเป็นแบรนด์ขนมขบเคี้ยวสัญชาติไทย ที่ถือหุ้นและบริหารโดยคนไทย 100% มีชื่อเสียงโลดแล่นในตลาดมานานกว่า 50 ปี ผลิตโดย บริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด ที่มีจุดเริ่มต้นจากการผลิตลูกอมแบบแข็ง แต่ด้วยสภาพตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้ทายาทรุ่นที่ 2 ที่มารับช่วงต่อต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต โดยหันมาผลิตเยลลี่รูปหมีแทน คุณนิค-พลากร เชาวน์ประดิษฐ์ เจ้าของแบรนด์จอลลี่แบร์ ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าให้ฟังว่า ต้องยอมรับว่า ในยุคนั้นคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักเยลลี่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนตัดสินใจซื้อ เลยตัดสินใจทำการตลาดผ่านสื่อโฆษณาในช่องทางหลักอย่าง ทีวี หนังสือ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สินค้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทจะไม่ได้สร้างแบรนด์อย่างจริงจังเหมือนเดิม แต่แบรนด์ก็ยังคงสามารถขายสินค้าได้ด้วยตัวของแบรนด์เอง กระทั่งเมื่อช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากต่างประเทศ บริษัทจึงต้องมุ่งสร้างแบรนด์อย่างจริงจังอีกครั
เพราะรักและผูกพันกับการเกษตร จึงมีแนวคิดอยากแปรรูปผลผลิต อย่าง ‘ถั่วเขียว’ วัตถุดิบสารพัดประโยชน์ที่มักถูกมองข้าม จากกระบวนการแปรรูปที่ซับซ้อนและยุ่งยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น บวกกับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ได้เรียนมา ทำให้ คุณอ๊บ-ทรรศิน อินทานนท์ เริ่มต้นแปรรูปเมล็ดถั่วเขียวธรรมดาๆ ให้กลายเป็น ‘เฟรนช์ฟรายด์ถั่วเขียว’ เจ้าแรกของโลก ภายใต้แบรนด์ ZENFRY เอสเอ็มอีตัวเล็กๆ จาก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่เพิ่มมูลค่าพืชบ้านๆ ได้ถึง 10 เท่า และกำลังเดินทางสู่ระดับ Global ด้วยการสร้างมาตรฐานที่ถูกต้อง เริ่มต้นจาก SMEs ตัวเล็กๆ หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณอ๊บเริ่มต้นชีวิตมนุษย์เงินเดือนในแวดวงอาหารและการตลาดในบริษัทเอกชนมานานนับสิบปี ก่อนตัดสินใจลาออกมาสู่เส้นทางการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรตามแนวคิดที่ตั้งใจไว้ โดยใช้เงินเก็บหนึ่งก้อนที่เก็บสะสมจากการทำงาน มาซื้อที่ดินผืนเล็ก เปิดโรงงาน ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี แปรรูปสับปะรดกวน และเผือกกวน เป็นโปรดักต์แรกเริ่ม จากนั้นได้จุดประกายไอเดียทำเฟรนช์ฟรายด์ถั่วเขียว จาก ข้าวแรมฟืน อาหารพื้นเมืองจากภาคเหนือ ที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟรนไชส์ โลกแฟรนไชส์ กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยเหลือเท่านั้น แต่กลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดที่สุดในระบบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่หลังบ้านยันหน้าร้าน สำหรับแฟรนไชซอร์ หรือเจ้าของระบบแฟรนไชส์ การนำ AI มาใช้งานไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นการยกระดับระบบให้กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษามาตรฐานได้ทั่วถึง ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และแรงงานมีข้อจำกัด AI จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์เติบโตได้อย่างมั่นคง AI ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความเฉพาะตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการสั่งสินค้าแบบอัตโนมัติ การได้รับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล และการเปรียบเทียบราคาได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ยังไม่มีระบบรองรับหรือใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิมๆ จึงเสี่ยงที่จะถูกมองว่าล้าสมัย สำหรับแฟรนไชซอร์ การปรับตัวด
