เทคนิคเกษตร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum Dasyrhachis (Miq) Kurz ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE, FABACEAE ชื่ออื่นๆ นนทรีดอกห้อย นนทรีป่า กว่าเซก (เขมร กาญจนบุรี) คางรุ้ง คางฮุ่ง (พิษณุโลก) ร้าง อะล้าง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) อินทรี (จันทบุรี) จ๊าขาม ช้าขม (เลย) ตาเซก (บุรีรัมย์) ราง (สุรินทร์) ผมโชคดีมีป่าเป็นบ้าน แต่กลับได้ฉายาว่า “นนทรีจากป่าสู่นาคร” เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง จึงได้รับเกียรติเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษา และมีบุญที่ได้รับด้วยพระบารมีกลายเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน ปลูกไว้ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา คือผมได้เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงเวลาออกดอกแล้วจะเห็นปลายกิ่งชูช่อดอก หรือห้อยช่อดอกเหลืองอร่าม โดยมีใบสีเขียว จัดเป็นฉากหลังสวยเด่นให้บรรยากาศ “เขียวขจี” จริงๆ ที่ผมพูดว่า “ชูดอกและห้อยดอก” เพราะว่าในมหาวิทยาลัยเกษตรจะมีทั้ง “นนทรีบ้านและนนทรีป่า” อยู่ทั้ง 2 ชนิดพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงเอกลักษณ์ของต้นไม้ “มหา’ลัยเกษตร” ว่า “นนทรี” เฉยๆ ซึ่งความเป็นจริง ผมเองนี่แหละ “อะราง คือ นนทรีป่า” ที่ได้รับเกียรตินี้ ส่วน “นนทรีบ้าน” เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระร
ด้วยกระผม น.ช.พันธ์ศักดิ์ เนติธรรมรัตน์ เป็นนักเขียนสมัครเล่นในเรือนจำ ได้ใช้เวลาว่างระหว่างต้องโทษให้เกิดประโยชน์ ชื่นชอบการอ่านหนังสือ ได้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในห้องสมุดของแดน 5 เนื่องจากมีเพื่อนๆ ผู้ต้องขังที่เป็นสมาชิกรายปีกับนิตยสาร ใจบุญสุนทานบริจาคเล่มเก่าที่อ่านแล้วเข้าห้องสมุด อ่านแล้วได้รับความรู้มากมาย ชื่นชอบทุกคอลัมน์ มีความประสงค์ขอส่งบทความ เรื่อง “ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ผู้ต้องขังเรือนจำกลางพิษณุโลก ดื่มน้ำพืชสมุนไพรไทย สร้างภูมิต้านทาน ช่วยห่างไกลโควิด-19 เนื่องจากการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ทำให้ผู้ต้องขังทุกคนที่นี่ปลอดภัยจากเชื้อโควิด มาให้นิตยสารลงตีพิมพ์ หากได้รับความเมตตาพิจารณาตีพิมพ์แล้ว กระผมยังมีบทบาทเกี่ยวกับการเกษตรในเรือนจำ ซึ่งใช้พื้นที่เล็กๆ หลังกำแพงสูงให้เกิดประโยชน์ และโครงการพระราชทานในหลวงรัชกาลที่ 10 “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ส่งไปเล่าให้ฟังอีกครับ ส่วนรูปภาพประกอบบทความนี้แค่เป็นตัวอย่าง ท่าน บก. สามารถติดต่อมาขอไฟล์รูปเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก เพจ หรือเบอร์โทรศัพท์ของเรือนจำ โทร. 055-313-351-3 หรือติดต่อกับท่านผู้บัญชาการเรือนจำโดยตรงได้เ
เวลานี้ไม่ว่าจะเดินทางแวะเวียนไปที่แห่งใด สิ่งที่ได้สัมผัสพบเจอ และเหมือนเป็นความคุ้นชิน นั่นคือคำถามทักทาย “เช้านี้คุณดื่มกาแฟหรือยัง” หรือบางทีมีเสียงกระซิบบอก “กาแฟถ้วยนะ” ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทยในยุคนี้ ดูเหมือนว่าจะสัมผัสกับกลิ่นไอ และรสชาติของ “กาแฟ” อยู่ตลอดทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่ตื่นเช้า ถึงเย็นย่ำค่ำคืน หรือดึกดื่น ชีวิตแต่ละคนล้วนมีเหตุที่ต้องข้องเกี่ยวกับกาแฟอยู่เสมอ ก็อาจมีบ้างบางคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่ก็เชื่อว่ารู้จักกาแฟ และมีส่วนใกล้ชิดสัมผัสกับกาแฟกันอยู่เป็นประจำ จนคุ้นเคยเหมือนเป็นเพื่อนรัก มีใครบางคนบอกอีกว่า ใช้เป็นยารักษาโรค หรืออาการผิดปกติของร่างกาย แม้แต่ช่วยเสริมสร้างบางอย่างที่ขาดหายของคนเราได้ หลายโรคหลายอาการ คำว่า “กาแฟ” หรือ “คอฟฟี่” (coffee) เป็นคำที่มาจากรากศัพท์ภาษาอะราบิก คือคำว่า “ควาฮ์วาฮ์” เป็นภาษากวี หมายถึง ไวน์ แต่เพื่อหลีกหนีสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ ของต้องห้ามในศาสนาอิสลาม ได้เปลี่ยนสำเนียงเรียกเป็น “คาเวย์” ต่อมาเป็น “คราฟฟี่” และ “คอฟฟี่” ในที่สุด มีภาษาเรียกแตกต่างออกไปอีกหลายชื่อ เช่น คาเฟ่ ของฝรั่งเศส คัฟเฟ่ ของเยอรมัน และอังกฤษเรียกค
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ หรือ ปุ๋ยน้ำหมัก เกษตรกรสามารถทำใช้เองได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เสียเงิน ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายร้อยสูตร มีการประยุกต์หรือดัดแปลงสูตรตามความรู้ ความสามารถ ของแต่ละคน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์กับพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น ใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต เร่งดอกผล หรือลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช คุณละมุด คำจินดา ผู้ใหญ่บ้านบ้านโกทา อยู่บ้านเลขที่ 291 หมู่ 9 ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศิลา เป็นบุคคลหนึ่งที่เห็นความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ได้คิดค้นสูตรส่วนผสมหลายสูตร แต่ละสูตรได้ผลดีแตกต่างกันไป เช่น สูตรฮอร์โมนไข่ คุณละมุด บอกว่า ทำนาปีและนาปรัง พื้นที่ 9 ไร่ มีสระน้ำประจำไร่นา พื้นที่ครึ่งงาน มีที่ดอน 1 งาน ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น ฤดูฝนปลูกบวบ เข้าสู่ฤดูหนาวปลูกดาวเรือง สามารถทำรายได้พืชละ 10,000-15,000 บาท เคล็ดลับในการเพิ่มผลผลิตและลดปัญหาศัตรูพืชคือ การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก และฮอร์โมนพืชหลากหลายสูตร เช่น สูตรฮอร์โมนไข่ ส่วนผสม ได้แก่ ไข่ไก่ 10 ฟอง ยาคูลท์ 3 ขวด แป้งข้าวหมาก 2-3 เม็ด สารเร่ง พด.2 จำนวน
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
กระชาย เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม มีสารที่ช่วยลดการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังต้านความเสื่อมของกระดูกอ่อนในหลอดทดลอง และมีรายงานการวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พบว่าสารพิโนสโตรบินจากกระชาย มีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่ใช้กำจัดสารพิษในตับ กระชายเป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งก็มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จัดได้ว่ากระชายเป็นเครื่องเทศแห่งอาเซียน นอกเหนือจากช่วยเรื่องรสชาติของอาหารแล้วยังช่วยย่อยและช่วยการดูดซึมของอาหารอีกด้วย กระชายยังเป็นยาบำรุงกำลังทำให้มีกำลังในการทำไร่ไถนา การศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดจากกระชายกระตุ้นการใช้พลังงานและสลายไขมันทำให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย กระชายมีรสเผ็ดร้อน ขม เป็นสมุนไพรที่คนไทยในอดีตรู้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ นั่นหมายถึงกระชายไปช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะ เช่น สมอง ตับ ไต หลอดเลือดและหัวใจ รวมทั้งป้องกันโรคให้กับคนเรา ทำให้ปราศจากโรคหลอดเลือดแข็งตัว ระบบประสาททำงานได้เป็นอย่างดี ปราศจากโรคเบาหวาน โรคข้อเข่าเสื่อม โรคมะเร็ง และตับทำงานกำจัดสารพิษได้ดี กระชายมีคุณสมบัติเหล่านี้คือ
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์นครสวรรค์ ร่วมกันจัดงาน Green-D กินดี นครสวรรค์ ปันสุข ที่ บ้าน 120 ปี วิถีไม้สักไทย สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ( เมื่อวันที่ 10-12 มกราคม 2563 )มีการออกร้านของบรรดาเครือข่ายฯ และทั้งร่วมพูดคุยประเด็นเกี่ยวกับงานความก้าวหน้าในปีที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องนะครับ ที่ผมคิดว่าจะขอย่อยมาชวนคุยในครั้งต่อๆ ไป แต่ครั้งนี้ ขอชวนดื่มน้ำอ้อยอร่อยๆ สดชื่นๆ ที่เพิ่งมีโอกาสชิมในงานกันก่อน อาจเป็นเพราะอากาศร้อน หรือปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในอากาศเมืองปากน้ำโพก็ได้ ที่ทำให้บ่ายวันนั้นผมรู้สึกหิวน้ำ คอแห้ง แล้วก็ให้เผอิญเดินมาพบ คุณคิม ศรีวรรณะ กำลังนั่งเคี่ยวอะไรในกระทะเดือดพล่านอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ ตรงใกล้ประตูทางเข้างานนั่นเอง “อันนี้คือเราเคี่ยวทำน้ำเชื่อม (syrup) อ้อยอินทรีย์น่ะครับ” คุณคิมเล่าอย่างยิ้มแย้ม “อ้อยนี้เราใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์อ้อยพระราชทาน ปลูกที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี อำเภอโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร แบบเกษตรอินทรีย์เต็มรูปนะครับ มีทำเป็นเครือข่ายกลุ่มผู้ปลูกอ้อยคั้นน้ำอินทรีย์ แลกเปลี่ยนกันเรื่องพันธุ์และผลผลิตตลอด โดยเราปลูกเ
ไผ่จืด เป็นพืชตระกูลหญ้า ลักษณะเหมือนต้นไผ่ย่อส่วนอัดแน่นเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร กาบใบที่หุ้มลำต้นเกลี้ยง ไม่มีขน แผ่นใบมีขน เมื่อจับจะสากมือ การขยายพันธุ์ แยกกอ ปักชำ หญ้าคล้ายไผ่ แก้คุณไสย ใช้ถอนพิษ แถบปราจีนบุรี จะสังเกตเห็นว่าแทบทุกบ้านมีกระถางของต้นไผ่จืด สอบถามดูก็ได้ความว่า เขาปลูกไผ่จืดเอาไว้แก้ไข้ทับระดู และแก้ยาสั่ง เพราะปราจีนบุรีเป็นดงของยาสั่ง แต่ละหมู่บ้านมีตำรับยาสั่งและยาแก้ยาสั่งของตนเองโดยเฉพาะ หมอยาอีสานหลายแห่งก็ใช้ไผ่จืดในลักษณะเดียวกัน พ่อหมอแม่หมอเมืองเลย บอกว่า ไผ่จืดเป็นยาแก้ผิดกรรม ผิดสำแดง แม่หญิงที่กินของผิด ของแสลง ให้เอามาต้มกิน จะใช้เหง้า หรือเอามาทั้งต้น ทั้งใบ นำมาม้วนๆ มัดใส่หม้อต้ม แม่หญิงที่เลือดไม่ดี สีไม่งาม ต้มกินก็จะช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย ในบรรดาหมอยาเมืองเลย มี ตาเพ็ง สุขบัว ยังใช้ไผ่จืดในการแก้ หรือล้างการถูกยาสั่งด้วย บรรดาพ่อหมอยังได้พูดถึงความสำคัญของการดูแลหญิงหลังคลอดไม่ให้ผิด ต้องให้ระวังอาหารการกิน หรือที่เรียกว่า ขลำ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผิดกะบูน บางคนรักษาไม่ทันตายไปก็มี บางคนก็ผอมเหลือง เป็นไข้ ให้นมลูกก็ไม่ได้ เพราะ
รอยต่อระหว่างเริ่มต้นกับสิ้นสุดมาถึงอีกครั้งหนึ่ง คือรอยต่อของการรับราชการจะเริ่มต้นหรือลงท้าย มีขึ้นเมื่อสิ้นสุดเดือนกันยายนต่อกับเดือนตุลาคม ด้วยระบบราชการไทย นับการเริ่มต้นของการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินประจำปีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีในวันที่ 30 กันยายนปีเดียวกันนั้น ดังนั้น ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จึงคือฤดูแต่งตั้งโยกย้ายและขยับยศตำแหน่ง “ข้าราชการ” จากเดิมขึ้นไปสู่ตำแหน่งใหม่ เป็นไปตามปกติ ไม่ใช่วาระพิเศษที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ผู้ที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรือสมัยนี้อาจจะอายุตามที่กำหนดในตำแหน่งนั้นให้เกษียณจากราชการ เนื่องจาก “รับราชการมานาน” หากเป็นตำแหน่งไม่สู้สำคัญ เท่ากับบุคคลผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในราชการนั้น ไปรับบำนาญแทนเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนการรับราชการมานาน กระทั่งพ้นจากข้าราชการบำนาญเมื่อ “เสียชีวิต” หรือ “พอใจ” รับ “บำเหน็จ” คือ “เงินก้อน” ครั้งเดียว แทนบำนาญที่รับเป็นรายเดือน ต้องว่ากันเรื่องนี้ เมื่อถึงรอยต่อระหว่างเดือนกันยายนกับเดือนตุลาคม ทุกปี เกรงว่าจะหลงลืมเมื่อใกล้ถึงวัน
