เกษตรอัจฉริยะ
ทุกวันนี้ ภาวะโลกรวน (Climate Change) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตร ทำให้ฤดูกาลแปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดู เกิดฝนแล้ง ภัยหนาวและภาวะอากาศร้อนสุดขั้ว ทั้งมีปัญหาน้ำท่วมถี่ขึ้น ความไม่แน่นอนของฤดูกาล ทำให้เกษตรกรวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวได้ยากขึ้น การปลูกให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ไม่ใช่แค่โชค แต่ต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส” ทุ่ม 40 ล้านปลูกพืชมูลค่าสูงในโรงเรือน EVAP บริษัท สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีสำหรับโรงเรือนและระบบปลูกพืชในร่ม ระดับอุตสาหกรรม ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ทางด้านวิศวกรรมเกษตร โดยมีผลงานการออกแบบและก่อสร้างโรงเรือนผลิตพืช เทคโนโลยีระบบปลูกสมัยใหม่ ทั้งโรงเรือนและระบบปิดมาตรฐาน GAP/GMPกว่า 100โรงเรือนให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนในโซนเอเชีย ในช่วงที่ผ่านมา สปี๊ดดี้ แอสเซ็สได้ทุ่มงบลงทุน 40 ล้านบาท สร้างฟาร์มต้นแบบการปลูกพืชมูลค่าสูงอย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่น ในโรงเรือน EVAP ระบบปิด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย ที่ให
การปลูกป่าเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่รัฐบาลและองค์กรทั่วโลกใช้เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เราจะทำอย่างไรในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและแทบไม่มีพื้นที่ว่างแม้แต่จะปลูกพุ่มไม้เล็กๆ ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้คือจุดที่มีมลพิษสะสมอยู่มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวเซอร์เบียจึงได้คิดค้นทางออกที่ชาญฉลาดในรูปแบบของ “ต้นไม้เหลว” (Liquid Tree) บริบทความรุนแรงของปัญหามลพิษ ข้อมูลจากเครื่องมือแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระดับโลก IHME ระบุว่า มลพิษคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกต่อปีมากกว่าโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันถึง 3 เท่า โดยเฉพาะในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มลพิษรุนแรงที่สุด เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สองแห่งที่ติดอันดับโรงไฟฟ้าที่สกปรกที่สุดในยุโรปประจำปี 2019 ในปี 2020 เซอร์เบียรั้งอันดับที่ 28 ของโลกด้านคุณภาพอากาศยอดแย่ โดยมีความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 4.9 เท่า ส่งผลให้ในปี 2019 เซอร์เบียกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษสูงที่สุดในยุโรป คือ 175 รายต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งปร
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณร้อยละ 12 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์ประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 25 ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน หรือร้อยละ 75 ซึ่งพลาสติกส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastics) อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก กล่องโฟมบรรจุอาหาร ไม่มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ โดยส่วนใหญ่จะถูกทิ้งเป็นขยะมูลฝอยในปริมาณและสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 ได้มีการศึกษาปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดขึ้น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า มีขยะพลาสติกประมาณ 6,300 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ของปริมาณขยะพลาสติกเมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันในสถานการณ์ปกติ เมื่อปี 2562 (ปี 2562 มีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ย 2 ล้านตัน หรือประมาณ 5,500 ตันต่อวัน) เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและอาหารผ่านระบบออน
ท่ามกลางกระแสความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ไมโครพลาสติกในดินเกษตร” กำลังกลายเป็นประเด็นท้าทายสำคัญของภาคการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะการใช้พอลิเมอร์สังเคราะห์ในปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารของพืช แต่กลับทิ้งปัญหาการตกค้างของพลาสติกขนาดเล็กไว้ในระบบนิเวศดินในระยะยาว ล่าสุด วงการ AgriTech จากต่างประเทศได้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการพัฒนานวัตกรรม “ซองบรรจุปุ๋ยจากแป้งมัน” ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และมีศักยภาพในการทดแทนพอลิเมอร์จากปิโตรเลียมอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมดังกล่าวคือ “ซองแป้ง” ซึ่งผลิตจากแป้งที่เป็นพอลิเมอร์ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเสริมความแข็งแรงด้วยอนุภาคนาโน ภายในซองสามารถบรรจุปุ๋ยได้ทั้งในรูปแบบผงและเม็ด ช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นไปอย่างเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ห้องปฏิบัติการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติด้านการเกษตร (LNNA) ภายใต้สังกัด EMBRAPA Instrumentation ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรของบราซิล และ มหาวิทยาลัยสหพันธ์เซา การ์ลอส (UFSCar) นักวิจัย อธิบายว่า ธาตุอาหารหลัก
การเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาบูรณาการร่วมกัน จนเกิดเป็นรูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นระบบการวางแผนและการจัดการแปลงเพาะปลูกอย่างครบวงจรตั้งแต่การปลูก ใส่ปุ๋ย ติดตามสภาพแวดล้อม ตรวจสอบการเจริญเติบโต ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้พัฒนาและนำเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และ IoT (Internet of Things) มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดสภาพอากาศแบบเรียลไทม์โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลและแสดงผลเป็นข้อมูลสถิติรายวันและรายเดือน นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบผสมปุ๋ยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการใช้แรงงานคน ทำให้เกษตรกรมีเวลาไปทำงานอื่นเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การทำเกษตรกลายเป็นเรื่องง่าย เกษตรกรสามารถบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกของตนเองได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน 1. สถานีตรวจอากาศ วัดอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ความเข้มแสง ความเร็วลม ปริมาณน้ำฝน มีระบบรายงานผลแบบ real time สรุปสถิติรายวัน สามารถเก็บข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน 2. ระ
ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยทวีความรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ของทุกปี ช่วงฤดูหมอกควันค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐาน (สีส้ม/แดง) จากปัญหาไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และฝุ่นควันข้ามแดน ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ของภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและมีที่ราบคล้ายแอ่งกระทะ ทำให้ฝุ่นละอองไม่แพร่กระจายและสามารถแขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานโดยไม่ตกลงสู่พื้นดิน มฟล.จับมือ มจธ .แก้ปัญหาฝุ่น 2.5 สถานการณ์หมอกควันที่รุนแรง ถือเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง( มฟล.) ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) พัฒนานวัตกรรม “เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยแนวคิด “หยุดเผา ไม่ใช่เพราะต้องทำ แต่เพราะมันคุ้มค่าที่จะทำ” โครงการนี้ มุ่งแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าวและฟางข้าว ด้วยการผลิต “ถ่า
อย่างที่ทราบกันดีว่าข้าวหอมมะลิไทย ถือเป็นหนึ่งในข้าวที่ได้รับการยอมรับอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบของการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ช่วยให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก สำหรับการประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 ที่ผ่านมา รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบโดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า 5 ปีนี้ ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำการผลิตตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของโลกให้ได้ แผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยจึงได้ตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำการผลิต การตลาดข้าว และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยต้องพัฒนาสินค้าข้าวให้มีความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานจะนำมาซึ่งรายได้ และการเติบโตเชิงเศรษฐกิจรวมไปถึงการส่งออกข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งกลิ่นหอมในข้าวเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของข้าวหอมพันธุ์ต่างๆ และยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดราคาและคุณภาพของข้าว โดยองค์ประกอบหลักของกลิ่นหอมในข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ได้แก่ สาร 2-อะซิติล-1-ไพโรลีน (2-Acetyl-1-Pyrroline หรือ 2AP) (Buttery et al., 1983) โดยที่สาร 2AP จะพบในส่วนต่างๆ ของข้าว เช่น เมล็ดข
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นำโดย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการ EECi และ นางปิยะฉัตร ใคร้วานิช เบอร์ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาพื้นที่และกำลังคน EECi ได้ติดตามการขยายผลงานวิจัยวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ณ บริษัท เอสเคพี ไบโอแม็กซ์ จำกัด ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่นวัตกรรมเกษตรรอบๆ เมืองนวัตกรรม เพื่อให้เกิดกิจกรรมการเชื่อมโยงเกษตรกรสู่งานอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ EECi Biopolis ด้วยการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรม พร้อมปรับแปลงตามความต้องการและบริบทงานเกษตรกรรมในพื้นที่ เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า และร่วมพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ ที่ใช้และได้ประโยชน์จากเมืองนวัตกรรม A Hub of Smart Farm Demonstration Site ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า มีนวัตกรรมวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series
ในอดีตเกษตรกรไทยต้องอาศัยประสบการณ์และสภาพอากาศเป็นตัวตัดสินใจการปลูกพืช แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อ “การวัดที่แม่นยำ” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ ทำให้ระบบนวัตกรรมต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” หรือ Smart Farming ซึ่งต้องอาศัยระบบวัดที่เที่ยงตรง เชื่อถือได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดการฟาร์มมีความถูกต้อง สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว หนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังคือ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (NIMT) เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย รองผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณพิเชษ วงษ์นุช หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานปฐมภูมิอุณหภูมิ, คุณณัฐชยา รัตนานพ ผู้ช่วยนักวิจัย, และ คุณพลอยทับทิม พ่วงผาด ผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนการทำงานเพื่อภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สร้างความแม่นยำให้ทุกการวัดของประเทศ คุณอนุสรณ์ เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
ปกติ มะพร้าวน้ำหอมโดยทั่วไป มักมีอายุการเก็บสั้น ไม่เกิน 7 วันก็หมดอายุเสียแล้ว หากแช่เย็นเก็บได้นานสุดก็ไม่เกิน 14 วัน ปัจจุบันคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมฆ่าเชื้ออาหารด้วยความร้อนแบบโอห์มมิคม สามารถยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวน้ำหอมได้นานถึง 2 เดือน ที่สำคัญ มะพร้าวน้ำหอมที่ผ่านขบวนการผลิตนี้ยังเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีชมพู สร้างจุดขายได้อีกทางหนึ่ง ที่มาของนวัตกรรมเด่น รศ.ดร.ปิติยา กมลพัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล่าถึงที่มาของการพัฒนานวัตกรรมนี้ว่า ทุกวันนี้ เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มองหาความสะดวกสบาย อยากได้อาหารพร้อมทานที่มีรูปรส กลิ่นสีที่ดี มีรสชาติที่ดี ตลอดจนมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีด้วย สามารถฉีกซองแล้วทานได้เลย ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการด้านอาหารที่ใช้เทคโนโลยีรีทอร์ท (Retort) แบบเดิมที่ใช้น้ำร้อนจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการฆ่าเชื้ออาหาร ได้มาขอคำปรึกษาว่า มีเทคโนโลยีใหม่แบบใดบ้าง ที่สามารถผลิตอาหารคุณภาพดี เก็บ
