ประมง
ปลาสวยงามไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ความนิยมในประเทศยังไม่เคยลดน้อยลง มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความสวยงามอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ตลาดขายปลาสวยงามเป็นที่สนใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ได้เข้ามาแวะเวียนซื้อกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งตลาดหลักๆ ได้แก่ ตลาดปลาสวยงามจตุจักร และฟิชวิลเลจราชบุรี ถือเป็นตลาดปลาสวยงามระดับต้นๆ ของประเทศ คุณสมชาย ศรีรักษา หรือ คุณเบนซ์ เจ้าของบ้านนอกปลาทองฟาร์ม เห็นช่องทางการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามเพื่อสร้างรายได้ จึงได้มาปรับเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตของการเป็นเกษตรกรเพาะพันธุ์ปลา โดยตั้งฟาร์มอยู่บนพื้นดินบ้านเกิดเพื่อเพาะพันธุ์ปลาทองส่งขาย และทำต่อยอดจนครบวงจร จึงทำให้เวลานี้ปลาทองที่ฟาร์มแห่งนี้มีลูกค้าเข้ามาซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทิ้งเมืองใหญ่ กลับบ้านเกิด ทำในสิ่งที่รัก จนเกิดรายได้ คุณเบนซ์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และต่อมาได้ย้ายมาทำงานที่บ้านเกิด เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นมีความชอบการเลี้ยงปลาทองอยู่ด้วยเช่นกัน จึงได้เน้นแบบซื้อมาขายไปในช่วงแรก และเมื่อทำมาเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าตลาดน่าจะไปได้ จึงเกิดความคิดที่จะไปเรียนร
ตะพาบน้ำ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่นิยมนำมาประกอบอาหารกินชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบในอาหารแปลกๆ หรืออาหารป่า ซึ่งสามารถหากินได้ในเฉพาะบางร้านเท่านั้น และขายกันในราคาแพงพอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตะพาบน้ำอาจยังคงเป็นวัตถุดิบที่ยังไม่นิยมกันมากนักในประเทศไทย แต่ตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างประเทศจีน ไต้หวัน เวียดนาม เกาหลี เป็นต้น เป็นวัตถุดิบที่นิยมอย่างมาก มักนำมาประกอบอาหารด้วยวิธีการตุ๋น เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย และเนื้อตะพาบน้ำยังอุดมไปด้วยคอลลาเจนจำนวนมากอีกด้วย ตะพาบน้ำมีกระดองหลังแบนราบและเป็นรูปวงรีเล็กน้อย ผิวกระดองเรียบ แต่มีกระดองที่มีลักษณะนิ่ม ตะพาบน้ำมีหัวค่อนข้างใหญ่ คอยาว ปากแหลม มีกรามแข็งแรง และมีขากรรไกรแหลมคม ส่วนขามี 4 ขาลักษณะใหญ่สั้น แต่ละขามี 3 นิ้ว แต่ละนิ้วมีพังผืดเชื่อมติดกัน ช่วยทำหน้าที่เป็นใบพายสำหรับว่ายน้ำ ตะพาบน้ำตัวผู้จะมีลักษณะลำตัวเรียวยาวและบางกว่าตัวเมีย รวมถึงส่วนหางจะยาวกว่าตัวเมีย ส่วนตัวเมียจะลำตัวอ้วนใหญ่และมีกระดองที่สากกว่า แต่มีส่วนหางที่สั้นกว่าตัวผู้ การเจริญพันธุ์ ตะพาบน้ำตัวเมียเริ่มให้ไข่ได้เมื่ออายุประมาณปีกว่า แต่จะให้ไข
หอยแครงเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีมูลค่าสูงของประเทศไทย โดยแหล่งเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลบริเวณตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ถึงตำบลบางตะบูน และตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสภาพดินโคลนละเอียดปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์เพราะอยู่ใกล้บริเวณปากแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำเพชรบุรี จึงเหมาะต่อการเจริญเติบโตของหอยแครง เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ชายฝั่งประกอบอาชีพหลักด้วยการเก็บหอยแครงจากแหล่งธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงหอยแครงสร้างรายได้ที่มีมูลค่าสูง แต่การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และการประกอบกิจกรรมต่างๆ ทำให้มีการปล่อยของเสียสู่อากาศและแหล่งน้ำ ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจำนวนมาก เนื่องจากหอยแครงเป็นสัตว์น้ำอยู่กับที่ ไม่สามารถหลีกหนีสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ไปได้ ส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของหอยแครง ทำให้อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อโรคพยาธิได้ง่าย เกษตรกรได้ปรับมาใช้วิธีการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน แต่ยังคงต้องใช้เวลาเลี้ยงหอยแครงนาน และการเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ “วรเดช ฟา
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งก็ว่าได้ เพราะในหลายภูมิภาคของประเทศมีการนำปลาช่อนมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ซึ่งสมัยก่อนนั้นปลาชนิดนี้จะหาได้ง่ายจากแม่น้ำ ลำคลอง ฯลฯ แต่ต่อมาสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้จำนวนของปลาช่อนในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลง จึงทำให้การหาปลาช่อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาบริโภคไม่ง่ายอย่างเช่นสมัยก่อน ส่งผลให้ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ได้มีการเลี้ยงปลาช่อนเป็นเชิงการค้ากันมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเลี้ยงปลาช่อนให้โตดีและได้เนื้อปลาที่มีคุณภาพนั้น ลูกพันธุ์ปลาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยปัจจุบันได้มีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์เข้ามาช่วย จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องรอเวลาให้ปลาผสมพันธุ์กันแบบธรรมชาติ แต่สามารถผสมพันธุ์ปลาช่อนให้ได้ลูกพันธุ์ปลาออกมาตลอดทั้งปี พร้อมทั้งลูกปลาที่ได้จะค่อนข้างเชื่องและสามารถใช้อาหารเม็ดเลี้ยงให้โตได้ คุณธนพนธ์ ศรีภักดี หรือ คุณมอส เจ้าของ มงคลฟาร์ม ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เห็นช่องทางการทำตลาดปลาช่อน เพราะมองเห็นปัญหาว่าปลาชนิดนี้ในแหล่งน
คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเองและอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้อง
ปลากดเหลือง เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวกลมยาวค่อนข้างแบนเรียว ลักษณะสีของลำตัวเปลี่ยนไปตามอายุและขนาดตัว ซึ่งปลาที่ตัวโตเต็มวัยลำตัวบริเวณหลังมีสีน้ำตาลเข้มปนดำ บริเวณข้างลำตัวมีสีน้ำตาลปนเหลือง และบริเวณท้องมีสีขาว ส่วนฐานครีบอกท้องก้นมีสีเทาเจือชมพู ดวงตามีขนาดปานกลาง เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดยาวได้ตั้งแต่ 20-25 เซนติเมตร หรือที่เคยพบมีขนาดใหญ่สุดได้มากกว่า 60 เซนติเมตร ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู จึงทำให้ได้รับความนิยมในการนำมาบริโภค โดย คุณอุดร อรัญโชติ ได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการทำตลาดปลากดเหลือง จึงเพาะพันธุ์สร้างรายได้ส่งขายลูกปลาให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ คุณอุดร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดเน้นการทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยผลผลิตสมัยก่อนได้ไม่มากและต่อปีทำได้ไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้มองหาช่องทางการสร้างรายได้จากทางอื่น ได้หันมาเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองและปลาอื่นๆ ขาย โดยมองว่าใช้เวลาไม่นานต่อรอบการผลิตไม่เกิน 30 วัน ก็ได้เงินมาใช้หมุนเวียน ได้ไวกว่าการทำนา “ช่วงนั้นก็ได้เปลี่ยนจากพื้นที่นามาเพาะพันธุ์ปลากด เพราะการเพาะพันธุ์
” ต๊ะเสะ” เป็นอำเภอหนึ่งของอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ที่นี่รายล้อมไปด้วยป่าโกงกางที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อาศัยของปูแสมจำนวนมาก ชาวบ้านนิยมจับปูแสมมาทำปูเค็มสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 9/7 หมู่4 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนายซอและห์ ลาโยด หรือบังอูฐ อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นจุดรับซื้อและแปรรูปปูแสม หรือปูเปี้ยวที่ชาวบ้าน และชาวประมงพื้นบ้านกว่า 20 ครัวเรือนเดินเท้าเข้าป่าโกงกางไปจับปูแสมหรือปูเปี้ยวตัวเป็นๆ มาขาย ให้กับบังอูฐไม่กว่าวันละ 300-400 กิโลกรัม เพื่อนำมาแปรรูปเป็นปูเค็ม ปูดองส่งขายให้กับแม่ค้าในตลาดสดเมืองตรัง และส่งไปขายจังหวัดสตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา เดิมบังอูฐและครอบครัวเคยทำธุรกิจท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ ต่อมามีลูกและได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจึงย้ายครอบครัวกลับมาตั้งหลักที่ตำบลตะเสะ และทำอาชีพขายส่งปลาสด เวลาไปส่งปลา แม่ค้ามักถามว่า มีปูดองหรือปูเค็มขายมั้ย ทำให้บังอูฐเกิดความสนใจที่จะทำปูเค็มปูดองส่งขายให้แม่ค้า บังอูฐได้รับซื้อปูแสมหรือปูเปี้ยวจากชาวบ้าน
กุ้งฝอยเป็นสัตว์น้ำที่รสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน แคลเซียม และแร่ธาตุอื่นๆ จึงทำให้มีความนิยมบริโภคกันมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ที่นิยมมากที่สุดคือ “กุ้งเต้น” รองลงมาคือกุ้งชุบแป้งทอด ตำกุ้ง เป็นต้น และนอกจากเป็นอาหารมนุษย์แล้ว กุ้งฝอยยังมีความสำคัญในระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ เนื่องจากกุ้งฝอยเป็นอาหารของปลากินเนื้อทุกชนิด กุ้งฝอยยังสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 60 วัน และแม่พันธุ์กุ้งฝอยสามารถให้ไข่ได้มากถึง 200-250 ฟองต่อตัว จึงเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีความน่าใจ เพราะนอกจากจะบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถจับจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 200-350 บาท หากเป็นกุ้งพ่อ-แม่พันธุ์ ก็มีราคาสูงถึงตัวละ 2 บาท สำหรับผู้สนใจเลี้ยงกุ้งฝอย สำนักงานประมงจังหวัดอุบลราชธานีมีคำแนะการเลี้ยงกุ้งฝอย โดยจับรวบรวมกุ้งฝอยตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีที่นิยมใช้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. การใช้ไซดักกุ้ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ดักจับกุ้งโดยเฉพาะ วิธีนี้จะดักได้เฉพาะกุ้งอย่างเดียว และเป็นกุ้งที่มีขนาดตัวเต็มวัยแล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการคัดแยกกุ้ง 2. การใช้ผ้าช้อนกุ้ง ผ้าช้อนกุ้ง เป็นอุปกรณ์จับกุ้งห
คุณพะเยาว์ และ คุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่ที่จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของสูตรใช้กล้วยน้ำว้าเลี้ยงปลา “สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้นจะเป็นอาหารเม็ดทั่วๆ ไป โดยจะให้วันละ 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น) บวกกับรำข้าวผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกบด (เสริมเฉพาะปลานิล ส่วนปลากดหลวงจะหั่นเป็นชิ้นๆ ลักษณะกล้วยบวชชี) วันละ 1 เวลา ซึ่งเลือกในช่วงกลางวันเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สะดวกที่สุดของผู้เพาะเลี้ยงที่จะมีเวลาเตรียมบดกล้วยในช่วงเช้า เช้า, กลางวัน, เย็น ตามความสะดวกของผู้เลี้ยง” คุณประมวล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการนำกล้วยน้ำว้ามาเลี้ยงปลานั้น มาจากการเพาะเลี้ยงปลาในช่วงนั้น มีต้นทุนในการผลิตสูงในเรื่องของอาหาร ทำให้ไม่คุ้มต่อผลตอบแทนที่ได้มาในแต่ละครั้ง ทุกฟาร์มเกิดปัญหาเดียวกันหมด ทำให้ตนเองต้องหาหนทางลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของอาหารลง จึงเกิดแนวคิดนำกล
ปลาพลวงชมพู หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลาและนราธิวาส พบเห็นในลำคลองธรรมชาติ ที่น้ำค่อนข้างเย็นไหลผ่าน มีปริมาณออกซิเจนสูง เช่น น้ำตก หรือบริเวณต้นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำตาปี ไปจนถึงมาเลเซีย ปลาพลวงชมพู เป็นปลาสวยงามที่ความโดดเด่นเรื่องสีเกล็ดเป็นสีชมพู บริเวณครีบหลังและครีบหางเป็นสีแดง ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยเฉพาะแม่น้ำปัตตานี และป่าฮาลา-บาลา ปลาพลวงชมพูได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดยะลาตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2558 นอกจากนี้ จังหวัดยะลาได้ยื่นขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาพลวงชมพู (กือเลาะห์) ต้นน้ำป่าฮาลาบาลา” “พลวงชมพู” อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน จุดเด่นของปลาพลวงชมพูคือ มีเกล็ดปลาสีชมพู ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่สามารถกินได้ทั้งเกล็ด เวลาเคี้ยวเกล็ดปลามีรสสัมผัสเหมือนเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ บางคนนำเกล็ดปลาพลวงชมพูมาทอดเป็นข้าวเกรียบก็ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ แถมดีต่อสุขภาพเพราะเกล็ดปลาชนิดนี้มีสารคอลลาเจนสู
