ประมง
“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของเชียงราย มีพื้นที่หลายแห่งเลี้ยงปลานิล แต่แหล่งผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอพาน เนื่องจากมีระบบชลประทานแม่ลาว ในปี 2561 เกษตรกรจำนวน 5,361 ราย เลี้ยงปลานิลได้ 21,563 ตัน สำหรับชาวบ้านตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง ใช้วิธีเลี้ยงปลานิลแบบต้นทุนต่ำแนวอินทรีย์ช่วยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมแปรรูปสร้างมูลค่า ส่งขายตลาดสุขภาพ ขุดบ่อสร้างแหล่งน้ำทำเกษตรกรรม แล้วใช้เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด คุณพิชญาภา ณรงค์ชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงปลานิลถิ่นล้านนาสู่สากล ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาวบ้านในชุมชนประสบปัญหาน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรกรรมไม่เพียงพอจึงร่วมกันขุดบ่อของแต่ละบ้านเอง มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ตั้งแต่ 3 งาน ไปจน 1 ไร่ หลังจากใช้ประโยชน์แล้วก็นำปลาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อใช้บริโภคก่อน ต่อมาได้พัฒนาวิธีเลี้ยงจนมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จึงรวมกลุ่มกันเลี้ยงเป็นอาชีพเพื่อเป็นรายได้ จากเริ่มที่จำนวน 6 บ่อ จนถึงวันนี้มีจำนวน 130 บ่อ ปลาที่เลี้ยงเป็นชนิดกินพืช อย่างปลานิล ปลาตะเพียน โดยไปซื้อพันธุ์ปลามาจากอำเภอต่างๆ รวมถึงที่ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาด้ว
จากพนักงานประจำลาออกเป็นนายตัวเอง เริ่มต้นจากความชอบสู่ธุรกิจฟาร์มปูนา เริ่มต้นจาก 100 คู่ เลี้ยงในกระชังบก หลังจากนั้นเริ่มศึกษาการเลี้ยงในบ่อดิน การเลี้ยงปูนาในบ่อดินจะให้โตไว ขยายพันธุ์เร็ว ตัวอวบ แข็งแรง หากใครอยากเลี้ยงปูนาให้ตัวเบิ้มๆ ตัวอวบ แข็งแรง ต้องเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของปูนา อาหารที่ใช้เลี้ยง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ใช้เลี้ยงปูนาเองก็สำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปูนาเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ คุณศุภนิดา พันธ์สืบพงศ์ หรือ พี่แพท เจ้าของธีรดาฟาร์มปูนาศรีราชา บอกเทคนิคการเลี้ยงปูนา มีกิน มีขาย ทำเงิน ทั้งเกร็ดเรื่องของพฤติกรรมปูนา และปัจจัยภายนอกที่ช่วยให้ปูมีลักษณะตามที่ตลาดต้องการ ไม่มีอะไรยากแค่ใจรักก็สามารถเริ่มทำอาชีพนี้ได้ ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงปูนาก็ศึกษาว่าเลี้ยงปูนาสายพันธุ์ไหนดี พบว่าปูนาสายพันธุ์พระเทพ-กำแพงเป็นปูนาที่น่าเพาะเลี้ยง จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักตัวละ 2 ขีด ถ้าขายเป็นกิโลก็ทำเงินได้เยอะเลยทีเดียว ปูนาส่วนใหญ่สามารถนำไปทำเป็นเมนูต่างๆ ได้ แต่มักจะนิยมไปทำน้ำพริกปู นำไปดองใส่ส้มตำ
ล็อกซูมาเว, (ซินหัว) – ฟาร์มเลี้ยงปลาลอยน้ำกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมประมงท้องถิ่นในเมืองล็อกซูมาเว ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งแห่งสำคัญในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะกว่า 17,000 แห่ง และมีแนวชายฝั่งราว 81,000 กิโลเมตร มีชื่อเสียงด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์และพืชในน้ำ อาทิ กุ้งล็อบสเตอร์ ปู และสาหร่ายทะเล ช่วงไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้พัฒนาโครงการหมู่บ้านเพาะเลี้ยงสัตว์และพืชในน้ำ เพื่อกระตุ้นการผลิตและส่งออกสินค้าประมง ตลอดจนส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาดใหญ่ ข้อดีของการเลี้ยงปลาในกระชังลอยน้ำ การเลี้ยงปลาในกระชังลอยน้ำ เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไป อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถหันมาเลี้ยงปลาได้ หากปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสมจะทำให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลงได้ นากจากนี้ ยังสะดวกในการดูแลจัดการ การเคลื่อนย้าย รวมทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิต และมีกา
กุ้งเต้น หรือกุ้งฝอย เป็นอีกหนึ่งในวัตถุดิบหลักของคนอีสาน กินดิบ หรือปรุงสุกก็ได้ นิยมนำมารังสรรค์เมนูอาหารอีสานพื้นบ้านแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็น คั่วกุ้งฝอยใส่ปลาร้า ก้อยกุ้งดิบ หรือตำแจ่วกุ้งฝอย แกล้มด้วยผัดสดๆ อยากบอกว่าอร่อยสุดๆ กุ้งฝอยถือเป็นเมนูที่คนอีสานต้องกินกันทุกมื้อไม่แพ้ส้มตำเลย ปัจจุบันกุ้งฝอยหากินได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคที่นอกจากคนอีสานแล้ว ผู้คนทั่วทุกภูมิภาคก็ต่างชื่นชอบในเมนูแซ่บๆ จากกุ้งฝอย อย่างเช่น เมนูยำกุ้งเต้น ที่ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนก็ต้องเห็นร้านขายเมนูยำกุ้งเต้น ในทุกๆ ตลาดนัด คุณชุติกาญจน์ ไกลโนนทอง อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ที่ 7 ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย คุณชุติกาญจน์ กล่าวว่า ตนเองปลูกพืชผสมผสานอยู่แล้ว และในพื้นที่สวนก็มีคลองไส้ไก่ วันหนึ่งได้เข้าไปในสวนและดูสัตว์น้ำในคลอง พบว่ามีกุ้งอยู่จำนวนมาก กุ้งเหล่านี้หากินและเติบโตเองตามธรรมชาติ ทำให้คุณชุติกาญจน์จึงอยากทดลองเลี้ยงกุ้ง และส่วนตัวนั้นเป็นคนชื่นชอบในการกินกุ้งฝอยอยู่แล้ว และตลาดกุ้งฝอยในภาคอีสานมีความต้องการสูงมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่พอต่อความต้องการ
ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากเนื้อมีรสชาติดี มีความนิยมในการบริโภคสูง อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้อยู่ในแหล่งน้ำที่มีระดับความเค็มแตกต่างกันได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำทะเลเค็มจัด ไปจนถึงน้ำจืดสนิทได้ ลักษณะโดยทั่วไปของปลากะพง มีรูปร่างลำตัวหนา ลำตัวแบนข้าง หัวมีขนาดประมาณ 1 ส่วน 4 ของลำตัว ดวงตามีขนาดใหญ่ และมีจะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนเล็กน้อย สามารถขยายอุ้งปากได้กว้างเกือบเท่าความลึกของลำตัว โดยธรรมชาติปลากะพงขาวเป็นปลาในกลุ่มกินเนื้อเป็นอาหาร (carnivorous) โดยอาหารหลักของปลากะพงขาวตามธรรมชาติจะได้แก่ ปลา กุ้ง และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ และมีขนาดเล็กกว่าปากของปลากะพงขาว ในปัจจุบันปลากะพงขาว ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติ
“ปลาสลิด” เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของประเทศไทย ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่ในลุ่มภาคกลาง มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลากระดี่หม้อแต่ขนาดโตกว่า ปัจจุบันปลาชนิดนนี้เป็นที่นิยมรับประทาน ในรูปของปลาสลิดแดดเดียว ซึ่งแหล่งผลิตและแปรรูปที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก คือ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ คุณประวิง แดงโชติ ชาวตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นคนที่รักในอาชีพเกษตรกรรม พยายามพัฒนารูปแบบการทำการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงปลา ซึ่งหลังจากออกมาสร้างครอบครัว คุณประวิงได้มายึดอาชีพ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณประวิง เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นคนชอบที่ชอบจับสัตว์น้ำ แต่ละวันจะออกไปจับสัตว์น้ำตามแม่น้ำและคลองต่างๆ ขึ้นมาจำหน่ายและนำมาปรุงเป็นอาหาร ซึ่งแต่ละครั้งการออกไปจับสัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ค่อนข้างที่จะเหนื่อยและลำบาก ตนจึงมีแนวความคิดที่จะเลี้ยงเองโดยที่ไม่ต้องไปรบกวนสัตว์น้ำธรรมชาติที่นับวันจะยิ่งลดน้อยลงไป “ด้วยสภาพแวดล้อมและพื้นที่ที่ผมมีอยู่เพียง 2 ไร่ จะเลี้ยงใหญ่ๆ แบบคนอื่นเขาก็ยาก อีกอย่างเงินลงทุนก็มีไม่มากพอ แรกๆ ผมเลยเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก แต่ก็เลี้ยงมาได้ระยะหนึ่
เรื่องปลาทูมีอะไรให้เขียนมากกว่าที่คิด เพราะชีวิตคนไทยผูกพันกับปลาทูและเราก็ชอบกินน้ำพริก-ปลาทูกันทุกครัวเรือนจนกลายเป็นอาหารประจำชาติอย่างหนึ่งไปแล้ว โดยทั่วไปชาวประมงจะแบ่งปลาทูออกเป็น ๒ ชนิด คือ ปลาสั้น และ ปลายาว ปลาสั้น มักจะหมายถึงปลาทูแม่กลอง มีลักษณะหน้าเป็นสามเหลี่ยม ตัวสั้น แบน เนื้อนิ่มเวลากดลงไปที่ตัวปลาแล้วเนื้อปลาจะกลับคืนสภาพเดิมไม่บุ๋มลงไปตามลอยแรงกด ปลาสั้นจะมีลำตัวสีเงิน หรือ อมเขียว ตาดำ ปลายาว จะมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น ปลาลัง ปลายาว ปลาอินโด ซึ่งก็เป็นปลาชนิดเดียวกันทั้งหมด ลักษณะของปลายาว ตัวจะใหญ่และยาวกว่าปลาทูแม่กลอง ปากแหลม นี่เป็นข้อสังเกตง่ายๆ ที่จะเลือกซื้อปลาทู แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วสกุลปลาทูของไทยคือ Rastrelliger เป็นสกุลของปลาทะเลในวงศ์ Scombridae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับปลาโอ, ปลาอินทรี และปลาทูน่า ซึ่งปลาในสกุล Rastrelliger มีด้วยกัน ๓ สายพันธุ์ได้แก่ ปลาทู (ชื่อสามัญ Short-Bodied Mackerel) ปลาลัง หรือ ปลาทูโม่ง (ชื่อสามัญ Indian Mackerel) ปลาทูแขก หรือ ปลาทูปากจิ้งจก (ชื่อสามัญ Island mackerel) ปลาทู ลักษณะภายนอก ลำตัวจะมีกว้างหรือแป้น แบน ป้อม สั้น ม
การเลี้ยงปลาในปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่สนใจในเรื่องของการประหยัดต้นทุนมากขึ้น โดยการเลี้ยงอาจจะไม่ได้ใช้อาหารสำเร็จรูปโดยตรง แต่ใช้การสร้างอาหารที่ได้จากธรรมชาติเข้ามาช่วย นอกจากทำให้เกิดแหล่งอาหารชั้นดีแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนอาหารจากการเลี้ยงอาหารสำเร็จรูปได้ดีอีกด้วย อาหารสัตว์น้ำสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ อาหารที่ผลิต และอาหารที่ได้จากธรรมชาติ โดยอาหารที่ได้จากธรรมชาติเกิดขึ้นเองในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สัตว์หน้าดิน ตัวอ่อนแมลง ไส้เดือนน้ำ ปัจจุบันมีอาหารธรรมชาติหลายชนิดที่สามารถผลิตได้ และนำมาอนุบาลหรือเลี้ยงสัตว์น้ำค่อนข้างมีประโยชน์ ทำให้สัตว์น้ำมีอัตราการรอดตายสูงเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง การสร้างสูตรอาหารคือการหาส่วนผสมของอาหารที่ให้โภชนาการ เช่น โปรตีน หรือพลังงานตามที่ต้องการ และสามารถเลือกใช้วัสดุอาหารในท้องถิ่นที่มีราคาถูก หาได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ดี อย่างเช่น การทำแซนด์วิชปลา ถือเป็นการผลิตอาหารจากธรรมชาติที่ทำง่าย ลงทุนไม่มาก ช่วยประหยัดต้นทุนอาหารปลา การทำแซนด์วิชปลา มีส่วนประกอบ ดังนี้ 1. ฟางข้าว 2. มูลวัวหรือปุ๋
เนื่องจากทุกวันนี้ปูนาเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ทำการเพาะเลี้ยงปูนาโดยใช้ข้อมูลที่พอจะหาได้ในโซเชียล ลองผิดลองถูกจนในปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงปูนาส่งขาย ทำรายได้แต่ละเดือนไม่ใช่น้อย นางชญาพร ทัคคิโน เกษตรกรหญิงจากฟาร์มปูนาสองพี่น้อง หมู่ที่ 11 ต.รกฟ้า อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลาว่างศึกษาในอาชีพการเลี้ยงปูนาเนื่องจากเล็งเห็นว่าปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และมีผู้เลี้ยงน้อยราย เมื่อศึกษาก็พบว่าปูนาสายพันธุ์กำแพงเป็นปูนาที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 13 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ขายหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 90 บาท ทำรายได้วันละ 800-1,000 บาทเลยทีเดียว โดยปูนาสายพันธุ์กำแพงนั้นจะนิยมนำไปทำอาหารประเภทลาบปู น้ำพริกปู หรือปูนึ่ง หรือจะนำไปดองเพื่อใส่ส้มตำจะทำให้ได้รสชาติดีเนื่องจากขนาดลำตัวใหญ่กว่าปูนาทั่วไป ส่วนการเพาะเลี้ยงนั้น จะเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ มีการใส่ดินเพื่อป้องกันการหลุดของขาปู รวมทั้งควรมีที่หลบภัยเนื่องจากช่วงที่ปูลอกคราบปูมักจะกินกันเอง และต้องมีคอก
คุณปฎิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน เปิดเผยว่า เดิมตนเองเป็นนักกีฬา Head เทนนิสทีม และเป็นอาจารย์พิเศษด้านการกีฬา ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความรักอาชีพการเกษตร จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน เพื่อมาทำการเกษตรในผืนดินที่ได้รับจากบรรพบุรุษ เพื่อสานฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยครั้งแรกที่กลับมาอยู่บ้านได้ปลูกข้าว ปลูกดอกดาวเรือง ปรากฏว่าได้ผลคุ้มค่า แต่ต่อมาชาวบ้านสนใจปลูกดาวเรืองมากขึ้น ทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพ จึงเปลี่ยนแนวคิดหันมาเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ และได้เข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) กับสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เพื่อรับความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกด้วยกัน คุณปฎิพัทธ์ กล่าวว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน จะเน้นเลี้ยงกุ้งในนาข้าว โดยใช้พื้นที่นา 2.5 ไร่ ขุดคูรอบแปลงนาทั้ง 4 ด้าน ขนาด กว้าง 3 เมตร ลึก 2 เมตร พร้อมทำคันยกสูง 50 เซนติเมตร กักเก็บน้ำ จากนั้นสูบน้ำเข้าแปลงนา ใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า pH (พีเอช) ของดิน ทิ้งไว้ 10 วัน จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์ เพื่อให้เกิดแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
