ประมง
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเว
ปลากัดเป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแท้ ที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเป็นสัตว์น้ำส่งออกที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นปลากัดได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั่วโลก เพราะมีสวยงาม เลี้ยงง่าย ราคาไม่แพง ปลากัดไทย …..สัตว์น้ำทำเงิน ที่ผ่านมา เกษตรผู้เพาะเลี้ยงปลากัดในประเทศไทยต่างมีความรู้ความสามารถในด้านการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความแปลกใหม่ของสีสันและลวดลายอยู่เสมอทำให้ปลากัดไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก มีมูลค่าและปริมาณส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของสัตว์น้ำสวยงามจากประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมียอดการส่งออกปลากัดมากกว่า 20 ล้านตัวต่อปี มูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาทต่อปี จึงสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจเพาะเลี้ยงปลากัดทั่วประเทศ ปกติปลากัดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยอยู่แล้ว แต่ด้วยสีสันที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนกันในแต่ละตัว ทำให้ปลากัดกลายเป็นปลาที่ได้รับความนิยม นำขึ้นมาเลี้ยงตู้ โหล ขวด แล้วแต่ภาชนะที่ผู้เลี้ยงสะดวก และเป็นที่เข้าใจกันว่า ปลากัด เลี้ยงง่าย ตายยาก แต่ผู้เลี้ยงหลายร
ในช่วงเวลาที่โลกของการเกษตรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจ ภาวะภูมิอากาศ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด เกษตรกรยุคใหม่จึงไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดทรัพยากรเดิมให้เกิดมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพ คือเกษตรผสมผสานที่เชื่อมโยงทั้งพืช สัตว์ และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ คุณทศพล รุ่งเรืองใบหยก เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดยะลา ประจำปี 2568 สะท้อนภาพของการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้ความรู้ การวิเคราะห์ และการจัดการ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาชีพเกษตร โดยเฉพาะการยกระดับ “ปลาพลวงชมพู” จากปลาท้องถิ่นในลำธารป่าฮาลาบาลา ให้กลายเป็นสัตว์น้ำมูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับตลาดการท่องเที่ยวในอำเภอเบตงได้อย่างน่าสนใจ ราคายางผันผวน สู่ฟาร์มปลาทำเงิน คุณทศพล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ ไม่ได้เกิดจากความตั
คุณสมใจ ไวทยกุล เกษตรกรจังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือ การเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ดำรงชีวิตเป็นแม่บ้าน แต่เนื่องจากพี่ชายของเธอมาขอยืมที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา ต่อมาพี่ชายเสียชีวิตเธอจึงได้หันมาประกอบอาชีพนี้โดยตรง “ช่วงแรก ประมาณปี ’54 หลังจากที่ต้องมาเลี้ยงต่อจากพี่ชาย ช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ปลาก็จะต้องหากินเอง เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่มีความพร้อมทำด้านนี้มากนัก พออายุปลาครบกำหนดจำหน่ายได้ ก็ให้เขามาจับไปทั้งบ่อ คราวนี้เราก็เลยเริ่มที่จะมาทำด้านนี้เต็มตัว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกปลาขนาดเล็กๆ ไปเลย” คุณสมใจ เล่าถึงความเป็นมา เมื่อคิดที่จะทำสัมมาอาชีพนี้อย่างจริงจัง การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณสมใจ บอกว่า จึงเข้าสอบถามข้อมูลกับประมงในพื้นที่ และอาศั
ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และกำลังซื้อในภูมิภาคที่ชะลอตัว ภาพสะท้อนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ภาคอีสานกำลังบอกเล่า “ทางรอด” ที่ไม่ง่ายนักในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญที่สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นปีละนับพันล้านบาท แต่ล่าสุดกลับต้องเผชิญภาวะตลาดเงียบเหงาอย่างผิดปกติ คุณทิเบต-ฤทธิเกียรติ นาชัยฤทธิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดกุ้งคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นเกือบแตะลิตรละ 50 บาท ส่งผลโดยตรงต่อระบบขนส่ง ทำให้พ่อค้าคนกลางรับซื้อและกระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นได้ยากขึ้น แรงกระเพื่อมดังกล่าวยิ่งชัดเจนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติถือเป็นช่วงพีกของการบริโภค แต่ปีนี้กลับสวนทางอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาลดลง ทำให้กำลังซื้อในพื้นที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ คุณทิเบตสะท้อนภาพว่า ปริมาณรถยนต์ที่ผ่านหน้าบ้าน “แทบจะนับจำนวนคันได้” สะท้อนการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษ
ปลากาดำ ทางภาคเหนือเรียกว่า ปลาเพี้ย ส่วนทางภาคอีสานเรียกว่า ปลาอีตู๋ หรือ อีก่ำ จัดอยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) เป็นปลาน้ำจืดขนาดกลาง ลำตัวเรียวยาวแบนข้าง พื้นลำตัวสีม่วงดำหรือน้ำเงินดำ เกล็ดมีขนาดใหญ่คลุมตลอดลำตัวยกเว้นส่วนหัว หัวปลากาดำเรียวแหลม ปากยืดหดได้ ไม่มีฟัน ริมฝีปากบนและล่างเป็นหยัก มีติ่งเนื้อเป็นฝอยสั้นๆ อยู่รวมกันเป็นกระจุก มีหนวด 2 คู่ ครีบหลังมีขนาดใหญ่และสูง ครีบหู ครีบท้อง และครีบก้น เรียวยาวและมีขนาดไล่เลี่ยกัน ครีบหางยาวเป็นแฉกเว้าลึก ครีบทุกครีบมีสีดำ ปลากาดำพบได้ในแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหลทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีพฤติกรรมว่ายแทะเล็มตามหินและชอบกัดเกล็ดของปลาอื่น กินตะไคร่น้ำและซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร ในด้านของการนำมาประกอบอาหารนั้นปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีรสชาติอร่อยจึงนิยมบริโภคภายในครัวเรือนในภาคเหนือ ทำเป็นประเภทลาบ จากความนิยมนี้เองจึงทำให้ปลากาดำในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันมากขึ้น เพื่อขายเป็นตลาดปลาสวยงามและเลี้ยงเป็นปลาเนื้อเพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือน คุณจิรพงศ์ ลือวัฒนานนท์ หรือ คุณจระเข้ เจ้าของลือวัฒนาฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 216 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่
ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตรแทบทุกวงการ ตั้งแต่ในเรื่องการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และรวมไปถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเช่นกัน สำหรับทางด้านสายประมง เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ไม่เพียงเป็นเครื่องทุ่นแรงในการบริการจัดการเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีคุณภาพ และเพิ่มความแม่นยำในทุกขั้นตอนการผลิต จนสามารถตรวจสอบย้อนกลับในทุกกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น คุณเสริมศักดิ์ พุ้ยมอม ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานกรรมการ บจก.อเดคนิค เอ็นจีเนียริ่ง โซลูชั่น ให้ข้อมูลว่า การริเริ่มสร้างแอปพลิเคชันเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงปลานิลระบบปิด เกิดจากในสมัยก่อนเห็นการเลี้ยงปลานิลแบบระบบเปิดนั้น จะเน้นการใช้ความชำนาญของเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นหลัก พร้อมทั้งการจดบันทึกข้อมูลไม่มีความเป็นระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น เพราะอาจทำให้เมื่อผลผลิตในระหว่างนั้นเกิดปัญหา เกษตรกรเองจะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับในการตรวจสอบข้อมูลของปัญหานั้นๆ คุณเสริมศักดิ์และทีม จึงได้คิดค้นแพลตฟอร์มสำหรับการบันทึกแบบดิจิทัลขึ้นมา เป็นเว็บแอปที่ช่วยบันทึกข้อมูลต่า
“ปลาสลิด” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichopodus pectoralis เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของไทย ที่พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และมีแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม เพชรบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนภาคใต้นิยมเลี้ยงในจังหวัดปัตตานี เป็นต้น โดยปลาสลิดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 160–350 บาท และยังมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ปลาแดดเดียว ปลาแห้ง ปลาเค็ม และปลาสลิดไร้ก้าง เป็นต้น โดยจากข้อมูลผลผลิตสัตว์น้ำจืดของกรมประมง ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดขึ้นทะเบียน จำนวนรวม 2,162 ฟาร์ม ผลผลิตประมาณ 9,826 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 650.89 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลาส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 91.90 และส่งออกร้อยละ 8.10 โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลาสลิดแช่เย็น ร้อยละ 62.80 และ ปลาสลิดแช่แข็ง ร้อยละ 37.20 ตามลำดับ ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ กลุ่มอาเซียน ร้อยละ 79.06 รองลงมาคือ ส
“ซั้ง” หรือ “บ้านปลา” คือการเลียนแบบที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำเกิดจากภูมิปัญญาของชาวประมงพื้นบ้าน โดยทั่วไป การทำซั้งในทะเลสาบสงขลา แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ 1. แบบซั้งเชือกคือการใช้เชือกผูกเป็นสายฝอยๆ คล้ายหญ้าทะเล ถ่วงน้ำหนักด้วยทุ่นหรือไม้ไผ่ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หลบภัย และฟักตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน ซั้งเชือกมักพบในบริเวณแหล่งน้ำลึกที่มีกระแสน้ำแรงบริเวณชายฝั่งของทะเลนอก 2. แบบซั้งกอ พบบริเวณชายฝั่งทะเลสาบสงขลา รูปแบบซั้งกอในทะเลสาบสงขลามีลักษณะเป็นคอกที่ทำด้วย ไม้ไผ่ และด้านในใส่กิ่งไม้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำ สำหรับใช้เป็นที่เกาะของสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของลูกปลาขนาดเล็ก ทำให้บ้านปลากลายเป็นแหล่งอาหารและที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ ช่วยปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว จากวิถีการทำประมงพื้นบ้านได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลามีมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์และพื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ พัฒนาสู่ “ บ้านปลามีชีวิ
