ประมง
คุณอนันต์ หิมารัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มากด้วยประสบการณ์ เพราะปัจจุบันเขาไม่ได้เลี้ยงแต่ปลากรายเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำงานด้านการเกษตรอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้อีกด้วย คุณอนันต์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักเริ่มแรกคือ ทำสวนผลไม้เป็นรายได้ ต่อมา ปี 2537 จึงได้มาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแรด สาเหตุที่ทดลองเพาะพันธุ์ปลาดู เกิดเนื่องมาจากที่บ้านได้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาแรดไว้ จึงได้นำไข่ปลาแรดมาทดลองเพาะพันธุ์ก็ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร “ตอนมาทดลองเพาะพันธุ์ ก็มีตายบ้างช่วงนั้น ก็หาวิธีมาเรื่อยๆ เพื่อดูไม่ให้ตาย พอเราลองแล้วประสบผลสำเร็จดี ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น คนที่รู้ก็สนใจลูกพันธุ์ปลาแรดก็มาซื้อไปเลี้ยง ต่อมาประมาณ 3 ปี ก็ได้ไปรู้จักกับคนที่เขาทำเพาะพันธุ์ปลากรายที่สุพรรณบุรี เราก็ซื้อลูกปลาจากเขามาเพื่ออนุบาลจำหน่ายลูกพันธุ์ ก็ผลตอบรับดี จำหน่ายได้ คราวนี้เราก็ไม่อยากทำแต่ลูกพันธุ์ ประมาณปี 40 ก็เริ่มทดลองเลี้ยงเองบ้าง” คุณอนันต์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการได้เริ่มเลี้ยงปลากราย ในขั้นตอนแรกที่จะเลี้ยงปลากรายในบ่อดินนั้น คุณอนันต
ปลา จัดเป็นแหล่งโปรตีนที่มีความสำคัญ ซึ่งสมัยก่อนการหาปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นเรื่องที่ง่ายและสามารถทำได้ แต่ในปัจจุบันปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนน้อยลง เป็นผลอันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงบวกกับสังคมเมืองที่มีการขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้การแพร่พันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ลงลดไปด้วย จึงทำให้วิถีชีวิตของการหาปลามาบริโภคแบบสมัยก่อนทำได้ยาก ด้วยสาเหตุเหล่านี้ จึงมีการเพาะพันธุ์ปลามากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งต่อให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นเชิงการค้าทำรายได้ต่อไป ทำให้เกิดการสร้างงานและมีรายได้อย่างเป็นขั้นตอน อย่างเช่น คุณชูสิทธิ์ เจิมทอง อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 18 ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นเกษตรกรที่ยึดการเพาะพันธุ์ปลามาหลายสิบปี สามารถทำรายได้จากการจำหน่ายปลาได้ตลอดทั้งปี น้ำ ปัจจัยสำคัญ ของการทำประมง คุณชูสิทธิ์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป พร้อมกับทำนาบนพื้นที่ของตนเองด้วยบางส่วน ต่อมาประมาณปี 2529 ได้มีโอกาสเห็นญาติทำอาชีพเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปลา มีรายได้ค่อนข้างดี จึงได้ทดลองเพาะพันธุ์ปลาดูบ้าง เพราะในพื้นที่ที่อย
นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 16 ซอยพัฒนาการ 56 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02 722 6646, 081 649 1100, 081 843 6060 มีอาชีพเพาะเลี้ยงปลามังกรหรือปลาอโรวาน่า สินค้าขายดีจนประสบผลสำเร็จ สามารถทำเป็นอาชีพให้กับเขาได้เป้นอย่างดี ผลงานดีเด่น ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน ด้วยความรักและชอบเลี้ยงปลาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกเรื่อยมา เมื่อจบการศึกษาและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด ในตำแหน่งพนักงานขาย ระหว่างนั้นเริ่มมีความคิดที่จะเปลี่ยนจากการเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรก มาเป็นทดลองเลี้ยงปลาอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งปลาที่ทดลองเลี้ยง ณ ขณะนั้นคือ ปลาช่อนอเมซอน และปลาอโรวาน่า ช่วงแรกที่ทดลองเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ พยายามศึกษาหาความรู้ จนสามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยง เมื่อเลี้ยงได้ผลดีแล้ว ต่อมาจึงให้ความสนใจเรื่องการเพาะพันธุ์โดยเน้นที่ปลาอโรวาน่าเป็นหลัก เมื่อหันมาทุ่มเทความสนใจในการเพาะขยายพันธุ์และเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายคือ กรรมการบริษัท
“ปัจจุบันโครงการบ้านปลาเข้าสู่ปีที่ 7 มีจิตอาสาเข้าร่วมแล้วกว่า 10,000 คน วางบ้านปลาสู่ใต้ทะเลไปแล้ว 1,400 หลัง เกิดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 35 ตารางเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี ที่มีชุมชนอาศัยอยู่มากกว่า 100 ครัวเรือน” โดยวัสุดุที่ใช้สร้างบ้านปลา คือ ท่อ PE100 ซึ่งเป็นท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทีลีนเกรดพิเศษ ของธุรกิจเคมิคอลส์ ที่เหลือจากการขึ้นรูป ซึ่งท่อชนิดนี้ใช้เป็นท่อส่งก๊าซ มีความแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานกว่า 50 ปี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “บ้านปลารุ่นต่อไปจะนำขยะพลาสติกมาผสม เพื่อช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก ตอนนี้อยู่ในระหว่างการทดลอง คิดว่าอีก 1-2 เดือนข้างหน้าจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น” “การออกทะเลเมื่อ 7-8 ปีก่อนต้องขับเรือไปไกล 10-15 ไมล์ทะเล หลังมีบ้านปลาชาวประมงในพื้นที่ไม่ต้องออกไปหากินไกล จะออกไปแค่ 700 เมตร หรือไม่เกิน 1.5 กิโลเมตรประมาณนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น ลูกหลานกลับมาทำงานที่บ้านเกิด รายได้เพิ่มขึ้น จากแต่ก่อนไม่ถึงพันบาท ตอนนี้สูงสุด 4 พันบาทต่อวันแล้ว” การสร้างบ้านปลาสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญา
จำนงค์ บุญเลิศ ปราชญ์ปลานิลแห่งบ้านป่ากว๋าว อ.พาน จ.เชียงราย ที่แม้จะจบเพียง ป.4 แต่ด้วยความขยันใผ่ที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเพาะเลี้ยงปลา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ปลานิล คิดค้นเทคนิค และอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลานิลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลเกียรติยศอีกมากมาย คุณจำนงค์ เล่าให้ฟังว่า ปลานิล เป็นปลาที่มีเนื้อมากและมีรสดี สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทอด ต้ม แกง ตลอดจนทำน้ำยาได้ดีเท่ากับเนื้อปลาช่อน นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทต่างๆ เช่น ทำเป็นปลาเค็มตากแห้งแบบปลาสลิด ปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อมหรือปลาส้ม และยังนำมาประกอบเป็นอาหารแบบอื่นได้อีกหลากหลายชนิด “เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลมาตั้งแต่ ปี 2522 โดยเริ่มต้นจากการทำบ่อเลี้ยงปลานิลขนาดเล็ก ไปพร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้รู้ในท้องถิ่น อ่านจากในตำรา ลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายรูปแบบการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ศึกษ
จากกรณีที่มีผู้พบการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอสีคางคำ” (หรือ ปลาหมอคางดำ) ในหลายพื้นที่ของจังหวัดชุมพร เช่น ในพื้นที่อำเภอละแม และอำเภอสวี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและสัตว์ชนิดอื่นๆ เนื่องจากปลาหมอสีคางคำเปรียบเหมือนกับ “ปลาเอเลี่ยน” ที่จะกัดกินปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ จนส่งผลเสียต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ที่ทำการชมรมอนุรักษ์กุ้งก้ามกรามแม่น้ำสวี หมู่ที่ 5 ตำบลปากแพรก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร คุณอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ชาวชุมพรร่วมใจขจัดภัยหมอสีคางดำ รักษ์ลุ่มน้ำสวี” เพื่อช่วยกันกำจัดปลาหมอสีคางดำ หลังจากพบเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง กรมประมง และเกษตรกร โดยชมรมอนุรักษ์กุ้งก้ามกรามแม่น้ำสวี ได้ร่วมกำจัดพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอสีคางดำ พร้อมกับปล่อยปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะพงขาว และปลาอีกง ซึ่งเป็นปลานักล่า ลงแหล่งน้ำเพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันรณรงค์ให้ช่วยกันกำจัดปลาหมอสีคางดำ โดยกรมประมงได้ให้การสนับสนุนทั้งอุปกรณ์ในการกำจัด และพันธุ์ปลาพ
“ชาวบ้านในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอาชีพเพียงอาชีพเดียว แต่ละครอบครัวจะมีอาชีพอย่างน้อย 2 อาชีพ ขึ้นไป อาชีพแรกก็จะทำสวนยางพารา อาชีพที่สองที่ตอนนี้ทุกคนทำกันอยู่ก็จะเป็นเรื่องการเลี้ยงปลากระชัง เพราะพื้นที่นี้อยู่ติดกับแนวชายฝั่งทะเล และระบบนิเวศป่าชายเลน ดังนั้น การเลี้ยงปลากระชังจึงเป็นอีกอาชีพที่สามารถทำได้ โดยที่ทุกครัวเรือนสามารถทำเงินได้จริงแบบประหยัดต้นทุน ด้วยการนำลูกปลามาเลี้ยงให้ใหญ่แล้วส่งขายได้” คุณบรรจง กล่าว คุณบรรจง นฤพรเมธี อยู่บ้านเลขที่ 145/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งภายในฟาร์มของเขาไม่เพียงทำเป็นฟาร์มปลาอย่างเดียว ยังจัดพื้นที่บางส่วนทำเป็นโฮมสเตย์พักผ่อนริมชายฝั่งทะเล เพื่ออยู่กับธรรมชาติ ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน และที่สำคัญผู้ที่ได้มาเที่ยวยังได้รับประทานอาหารสดๆ จากปลาในกระชังที่เป็นเมนูสำหรับต้อนรับผู้ที่มาเข้าพักอีกด้วย คุณบรรจง เล่าให้ฟังว่า ชุมชนในย่านนี้เริ่มเลี้ยงปลากระชังมาตั้งแต่ปี 2520 โดยหลักการเลี้ยงจะนำลูกพันธุ์ปลาที่ได้จากแหล่งธรรมชาติ โดยหาช้อนมาปล่อยลงในกระชัง เช่น ปลากะพง ปลาเก๋า ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่
คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ 71160 เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้ เมื่อปี 2542 โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ ปีแรกเริ่มทดลองเลี้ยงจระเข้ 50 ตัว โดยใช้เงินทุนของตนเอง และค่อยๆ ทยอยลงทุนเลี้ยงเพิ่มทุกปี ปีละ 50 ตัว จนกระทั่งครบรอบการเลี้ยงและมีผลผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนและลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยมีหลักในการลงทุน คือ “มีน้อยใช้น้อย มีมากขยายต่อ” ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล การเริ่มต้นเลี้ยงจระเข้จะตัดสินใจโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พิจารณาว่าจระเข้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและใช้แรงงานน้อย เลือกทำเลที่ตั้งฟาร์ม โดยพิจารณาจากราคาที่ดินซึ่งมีราคาถูก ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงไก่ จึงซื้ออาหารจระเข้ได้ในราคาถูก ลดต้นทุนการเลี้ยง สภาพภูมิอากาศร้อนและมีแสงแดดเหมาะแก่การเลี้ยงจระเข้ ไกลจากแหล่งชุมชน จึงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งกับชุมชน ไกลจากฟาร์มจระเข้อื่น จึงป้องกันปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นได้ เส้นทางคมนาคมและไ
ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรประเภทเดียวกันได้รวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐาน รวมทั้งสามารถแข่งขันได้ในตลาด ภายใต้การสนับสนุนอย่างบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว โดยในปีงบประมาณ 2561 กรมประมง มีเป้าหมายในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 77 แปลง มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 4,667 ราย คิดเป็นพื้นที่กว่า 48,000 ไร่ โดยในด้านการประมงนั้นมีสัตว์น้ำที่เข้าร่วมโครงการหลากหลายชนิด อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สก ปลาดุก ปลาแรด กุ้งก้ามกราม กุ้งขาวแวนาไม ปูทะเล รวมถึงลูกอ๊อดกบ เป็นต้น ซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดถือเป็นสัตว์น้ำชนิดใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำร่องเข้าโครงการอีกด้วย “ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในชนิดสัตว์น้ำนำร่องที่กรมประมงได้ผลักดันให้เข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านการประมงแห่งแรกของประเทศไทย เนื่องจาก
สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการทำเกษตรหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำนาข้าว ปลูกพืชไร่ เช่น ไร่อ้อย ตลอดไปจนถึงพืชผักสวนครัว พืชสวนต่างๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งพื้นที่ที่มีผลผลิตทางการเกษตรสำคัญอีกจังหวัดหนึ่งก็ว่าได้ นอกจากจะมีเรื่องทางการเกษตรที่เป็นพืชแล้ว ทางด้านการประมงนั้นสุพรรณบุรียังมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาด้วยเช่นกัน โดยบางพื้นที่จะเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกคนในจังหวัดมาอย่างยาวนาน จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี สองพี่น้อง เป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีการเปรียบกันว่าเป็นอู่ปลาที่มีปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาช่อนที่ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก จึงทำให้ลูกปลาช่อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้เกิดรายได้ของคนในพื้นที่ ด้วยการช้อนลูกปลาช่อนเหล่านั้น มาส่งจำหน่ายให้กับฟาร์มที่รับซื้อ เพื่อมาอนุบาลให้เป็นปลาไซซ์นิ้วต่อไป คุณมานิตย์ โสภณ อยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาช่อนมากว่า 20 ปี โดยรับซื้อลูกพันธุ์จากชาวบ้านที่ไปช้อนมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในอำเ
