พืชทำเงิน
“อาชีพการเพาะกล้าไม้” เป็นหนึ่งในอาชีพน่าสนใจในยุคนี้ เพราะสังคมยุคปัจจุบัน ผู้คนโหยหาธรรมชาติมากขึ้น ปลูกต้นไม้เพิ่มสีเขียวในบ้าน ปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน ลดฝุ่นจิ๋วกันมากขึ้นนั่นเอง พันธุ์ไม้ขายดีที่ตลาดต้องการ การเพาะพันธุ์กล้าไม้ที่จำหน่ายเชิงการค้า แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้ คือ 1. ไม้มีค่า ไม้ป่าเศรษฐกิจ ไม้ป่าหายาก เช่น พะยูง แคนา ไม้สัก มะฮอกกานี ไม้มะค่า ต้นยางนา ต้นมะริด ต้นกันเกรา ประดู่แดง จิกทะเล จิกเศรษฐี สำหรับเพจ “มนทรีสวนป่า” เผยสินค้าขายดีประจำร้าน มีกล้าไม้อยู่ 5 ชนิด คือ สักทอง พะยูง ยางนา มะฮอกกานี และประดู่ป่า 2. พืชผักสวนครัว พันธุ์ไม้ขายดี เช่น มะนาว พริก ผักหวานป่า 3. ไม้ผล พันธุ์ไม้ขายดี เช่น มะม่วง ทุเรียน ชมพู่ ขนุน มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ส้มโอขาวใหญ่อัมพวา ฯลฯ 4. ไม้ดอกไม้ประดับ พันธุ์ไม้มงคล สำหรับพันธุ์ไม้ดอกล้มลุกที่ขายดี ได้แก่ เทียนฝรั่ง พิทูเนีย และซัลเวีย ส่วนไม้ดอกหลายฤดู ได้แก่ พลับพลึงตีนเป็ด กลุ่มผู้ซื้อที่อาศัยในทาวน์เฮาส์ และคอนโดมีเนียม นิยมซื้อไม้กระถาง ประเภทไม้ใบประดับ และไม้ฟอกอากาศ สินค้าขายดี เช่น “มอนสเตอร่า” ราชินีแห่งไม้ใบ “โกศล” เป็นไม้ประ
โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็วถ้าเป็นฝรั่งที่ปลูกโดยได้จากการตอนกิ่ง จะให้เก็บผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุได้ ประมาณ 8-12 เดือน (ตามความสมบูรณ์ของต้น) ในส่วนยอดที่เกิดใหม่ ตรงโคนก้าน ใบคู่ที่ 3-4 บนกิ่งอ่อน กิ่งหนึ่งมีดอก 1-6 ดอก แล้วแต่พันธุ์ ดอกเป็นชนิดที่สมบูรณ์เพศ ทำให้ติดผลง่าย ดังนั้น ถ้าปลูกฝรั่งแล้วไม่ค่อยออกดอกออกผล อาจจะใช้การบังคับให้ฝรั่งออกดอก โดยในบ้านเรามีหลากหลายวิธี เช่น การโน้มกิ่ง ฝรั่งมีช่อดอกที่กิ่งอ่อน ดังนั้น การทำให้เกิดกิ่งอ่อนก็จะชักนำให้เกิดตาดอกได้ การโน้มกิ่งฝรั่งให้อยู่ในแนวระดับแล้วใช้ไม้รวกยึดปักไว้ เร่งใส่ปุ๋ย รดน้ำ ฝรั่งก็จะแตกกิ่ง จากกิ่งที่โน้มพร้อมทั้งมีช่อดอกออกมาด้วย การตัดแต่งกิ่ง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ตาดอกจะเกิดจากกิ่งอ่อน ดังนั้น การตัดแต่งจะทำให้เกิดการแตกกิ่งอ่อนและช่อดอกได้กิ่งที่จะตัดแต่ง คือ กิ่งที่อ่อนแอ กิ่งที่เป็นโรค และกิ่งที่ไม่ได้รับแสง การทำให้ใบร่วง โดยใช้ปุ๋ยพวกยูเรีย หรือสารเคมีละลายน้ำให้เข้มข้น 25% พ่นให้ทั่วทั้งต้น เพื่อให้ใบฝรั่งร่วงหมด ระยะนี้จะต้องให้น้ำและปุ๋ยบำรุงต้น หลังจากนั้นประมาณ 5 สัปดาห์ จะเห็นช่อดอกเจริญออกมาพร้อมกิ่งอ่อ
จุลินทรีย์จาวปลวก เป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่สามารถนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายและใช้เวลาไม่นานในการเตรียม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับราก ภายในจาวปลวกมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Bacillus cereus SPt245 ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการเร่งการเจริญเติบโตของราก และช่วยลดความรุนแรงของโรคทางราก เช่น โรครากเน่า รากขาว และรากปม ส่งผลให้พืชสามารถเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูงขึ้น จาวปลวก คือ รังเลี้ยงตัวอ่อนหรือ “คอมบ์” (comb) ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างรูพรุนคล้ายฟองน้ำ รูปร่างคดเคี้ยวไปมา บางชนิดมีลักษณะคล้ายสมอง ปะการัง หรือรังผึ้ง ความแตกต่างของลวดลายเหล่านี้สามารถใช้แยกแยะสกุลของปลวกได้ ขนาดของรังเลี้ยงตัวอ่อนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กประมาณ 8*6 เซนติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะยาว ตามแนวโพรงหรือห้องที่อยู่ใต้ดิน รวมถึงภายในจอมปลวก การสร้างจาวปลวกจากมูลของปลวก จาวปลวกเกิดจากมูลของปลวกเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ มูลชนิดแรก เป็นมูลที่ผ่านการย่อยภายในลำไส้เพียงเล็กน้อย อยู่ในสภาพเป็นของแข็ง ประกอบด้วยเศษพืชและไม้ขนาดเล็กที
รู้จักหน้าตาและคุณค่าของผักหวานป่า ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่งการหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียว สอบถึงแหลม ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ระวังกินผิดใบ ผักหวานป่าในประเทศไทยสามารถปลูกและพบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ แต่ในธรรมชาติยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า พืชชนิดนี้มีเมล็ด 3-6 เมล็ด รับประทานยอดอ่อน และมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น มะยมป่า ผักหวานบ้าน ผักหวานใต้ใบ เป็นต้น มีลักษณะยอดอ่อนเหมือนผักหวานป่ามากจนมีการเก็บผิดอยู่เสมอและเมื่อกินผักชนิดนี้เข้าไปจะออกฤทธิ์กับระบบประสาททำให้เกิดอาการเมา พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร
ร้อนๆ แบบนี้รับมะม่วงสักลูกไหมจ๊ะ จะเป็นเมนูไหนดี “มะม่วงปั่น มะม่วงจิ้มน้ำปลาหวาน มะม่วงดอง มะม่วงสมูทตี้” จะกินดิบ กินสุก กินได้หมด มะม่วงในไทยมีเป็นร้อยกว่าสายพันธุ์ บางชื่อก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แถมบางชื่อพอได้รู้จักที่มาของชื่อทำเอาตกใจ ยกตัวอย่าง “มะม่วงขายตึก” ตามตำนานเล่าว่า มีชาวจีนที่เข้ามาค้าขายในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง ในพื้นที่อำเภอบางคล้า ได้ชื่นชอบในรสชาติของมะม่วงพันธุ์นี้ จึงขายตึกที่เป็นร้านค้าส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปซื้อที่ทำสวนปลูกมะม่วงพันธุ์นี้ จึงเป็นที่มาชื่อพันธุ์ “มะม่วงขายตึก” วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านเลยรวบรวม มะม่วงโบราณ ไม้ผลทำเงิน มาให้แฟนเพจได้รู้จัก จะมีสายพันธุ์ไหนบ้างไปดูกันเลย 1. มะม่วงมันศาลายา “มะม่วงมันศาลายา” อยู่ในกลุ่มมะม่วงทะวาย ติดดอกออกผลง่าย ให้ผลดกเป็นพวง และติดผลได้ตลอดปี เช่นเดียวกับ “มะม่วงแก้วลืมคอน” สามารถกินได้ทั้งผลดิบและสุก ผลดิบจะมีรสชาติมันกรอบหวานปนเปรี้ยวนิดๆ ฉ่ำน้ำ ผลสุก เนื้อแน่นเหนียวไม่เละ และไม่มีเสี้ยน น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3 ผลต่อ 1 กิโลกรัม มะม่วงมันศาลายาเหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ผลประจำบ้าน เพื่อเก็บผลกิน และปลูกเพื่อเก็บผลขายได
“ป่าไม้” มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตของชุมชนในสังคมชนบท ในฐานะเป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเห็ดป่า แต่เนื่องจากการให้ผลผลิตของเห็ดป่าในแต่ละปีไม่แน่นอนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมตามธรรมชาติ อีกทั้งผลผลิตเห็ดป่าลดน้อยลงทุกปี เนื่องจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ ความแห้งแล้ง และการทำลายระบบนิเวศป่าไม้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณา มังกิตะ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และ ดร.สุจิตรา โกศล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวและต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืนแก่ชุมชน ด้วยการสร้างแหล่งอาหารโดยการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดชุมชนไม้มีค่า ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความรักและดูแลต้นไม้ที่ปลูกอย่างประณีตแบบอินทรีย์ งดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ผลงานวิจัยนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัย จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. คณะผู้วิจัยได้จัดทำพื้นที่แปลงทดลองต้นแบบ การปลูกไม้เศรษ
ในบรรดาผักพื้นบ้านที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลายนั้น ผักที่เป็นที่นิยมรับประทานมากที่สุดของชาวอีสาน น่าจะเป็นผักติ้วขาว ใบส้มโมง และยอดมะกอกป่า โดยเรามักจะพบเห็นแม่ค้านำมาวางขายตามตลาดสดหรือตลาดนัดอยู่เสมอๆ โดยที่ยอดผักติ้วกับยอดมะกอกอาจจะเห็นได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนใบส้มโมง (หรือบางจังหวัดเรียกว่า ผักโมง หรือหมากโมง) นั้น อาจจะเห็นได้ไม่บ่อยนัก แล้วแต่ที่ตั้งของจังหวัดนั้นๆ หากจังหวัดไหนมีป่าธรรมชาติเหลืออยู่มากก็อาจจะพบเห็นได้บ่อย แต่หากจังหวัดไหนเหลือป่าธรรมชาติอยู่น้อยก็นานๆ ครั้ง จึงจะได้เห็นผักรสเปรี้ยวชนิดที่ว่านี้ แท้ที่จริงผักชนิดนี้เป็นผักที่พบเห็นได้ในภาคอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้และภาคตะวันออก เพียงแต่ว่า ชาวบ้านเรียกชื่อผักส้มโมงต่างออกไป ในเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ เราจะลองไปติดตามดูว่า ผักส้มโมง ผักโมง หรือหมากโมง นั้น ชาวบ้านในภาคอื่นเรียกชื่อว่าอย่างไร? ส้มโมง หรือ ชะมวง ส้มโมง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia cowa Roxb. ex DC. อยู่ในวงศ์ Guttiferae วงศ์เดียวกันกับมะขามแขก มังคุด และมะพูด ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็คือ ชะมวง หรือที่ชาวใต้เรียกว่า ใบมวง หรือ กะมวง นั
มะม่วงหิมพานต์ หรือ กาหยู เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว เพียงแค่ 2 ปี ให้ผลผลิตนานหลายสิบปี ไม่ยุ่งยากในการดูแลรักษา ปลูกทิ้งปลูกขว้างก็ทำได้ บางทีปลูกทิ้งไว้หัวไร่ปลายนา ข้างรั้วก็เก็บเมล็ดขายได้ มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นเขตร้อน ประเภทไม้ผลัดใบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ANACADIACEAE ชื่อสามัญว่า Cashew หรือ Cashew Nut “แคชชู” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษาอินเดียนแดงเผ่าทาปิ ในประเทศบราซิล เรียกว่า อาคาฮู แต่ชาวโปรตุเกสเรียกสั้นลงว่า คาฮู เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า CASHEW มีชื่อภาษาไทยว่า มะม่วงหิมพานต์ บางแห่งเรียก ยาร่วง เล็ดล่อ กาหยู มะม่วงสิงหล ฯลฯ มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลเดียวกับมะม่วงทั่วไป แต่มีความแปลกพิสดารที่ลักษณะผล เมล็ดโผล่อยู่นอกผลห้อยติดอยู่ตรงปลายลูก ดูแปลกประหลาดจากไม้ผลทั่วไปที่สุด ซึ่งที่จริงแล้วในทางพฤกษศาสตร์ ผลที่เห็นเป็นสีเขียวเหลืองหรือเมื่อแก่จะสุกแดงน่ากินนั้นคือ การพองตัวของก้านดอก เป็นผลปลอมหรือผลเทียม ส่วนผลจริงนั้นคือ เมล็ดที่ติดอยู่ส่วนปลาย สีเทาหรือดำ เมื่อกะเทาะเอาเนื้อในสีขาว เอามาตากแห้งทอดหรืออบให้สุก ก็คือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เราๆ ท่านๆ ช
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักฮอร์โมนไข่” เร่งดอกให้ติดดอกได้เร็ว ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ออกดอกออกผล เร่งผลผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นิยมใช้บำรุงพืช ควบคู่กับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี ส่วนระยะเวลาในการให้ฮอร์โมนไข่นั้น ไม่ควรให้ถี่จนเกินไป ควรเว้นช่วงการให้ ฮอร์โมนไข่ คือ การนำไข่ไก่สดมาผสมกับนมเปรี้ยว และน้ำตาล เพื่อให้จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว ย่อยสลายธาตุอาหารในไข่ไก่ ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย สูตรนี้จะนิยมใช้ในการบำรุงพืช ออกดอกออกผล เร่งผลผลิตได้รวดเร็ว “ฮอร์โมนไข่” เรียกได้ว่าเป็นปุ๋ยชั้นดีให้แก่พืชผักเลยทีเดียว ในไข่ไก่มีโปรตีนที่มีประโยชน์มาก นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของมนุษย์แล้ว ยังมีประโยชน์ที่นำมาใช้กับพืชได้อีกด้วย วิธีใช้ : ผสมฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดรดต้นไม้ตอนที่ยังไม่ออกดอก และถ้าหากต้นไม้เริ่มออกดอกใช้เพียง 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 5 ลิตร หากใช้มากเกินไปจะทำให้ดอกร่วงได้ วิธีการเก็บรักษา : หากใช้ไม่หมด ให้นำไปเก็บไว้ในที่ร่มไม่ให้โดนแสงแดด สามารถเก็บได้นานเป็นปี
ภิรมย์ รักเพชร คนเลี้ยงผึ้ง-ผึ้งเลี้ยงคน ณ บ้านนาสาร บ้านนาสาร ใครๆ ก็ปลูกเงาะกันทั้งนั้น แต่ คุณภิรมย์ รักเพชร นอกจากปลูกเงาะแล้ว ยังเลี้ยงผึ้งอีกด้วย เขารักและชอบผึ้ง จึงเลี้ยงผึ้ง จากนั้นผึ้งกลับมาเลี้ยงเขา ผลพลอยได้อย่างหนึ่ง หากคุณภิรมย์นำผึ้งไปปล่อยสวนเงาะของใคร เงาะสวนนั้นจะดกที่สุด ก่อนที่จะรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งของคุณภิรมย์ มาทำความรู้จักผึ้งกันก่อนดีไหมคะ “ผึ้ง” เป็นแมลงที่มีปากกัดแบบกัดเลีย หนวดสั้นเป็นเส้นด้าย มีปีกแบบเยื่อบาง 2 คู่ เป็นสัตว์สังคม โดยจะสร้างรังอยู่รวมกันหลายพันตัว ผึ้งสามารถแบ่งวรรณะออกได้ดังนี้ 1. ผึ้งแม่รัง หรือ นางพญา (Queen) จะมีเพียงตัวเดียวภายในรังทำหน้าที่วางไข่ มีส่วนท้องขยายยาวสำหรับอวัยวะสืบพันธุ์ที่อยู่ภายใน ผึ้งนางพญามีเหล็กใน ลักษณะคล้ายเข็มทำให้สามารถต่อยได้หลายครั้ง 2. ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับผึ้งแม่รัง และหลังจากผสมพันธุ์อวัยวะสืบพันธุ์จะหลุดติดไปกับผึ้งแม่รัง ทำให้ผึ้งตัวผู้ตายหลังจากการผสมพันธุ์ ลักษณะทั่วไปผึ้งตัวผู้จะมีตารวมชิดติดกัน ไม่มีเหล็กใน อีกทั้งยังมีขนาดที่ใหญ่กว่าผึ้งงานเล็กน้อย 3. ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเม
