พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

 ‘ผักชีไทย’   คุณค่าโภชนาการสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องดวงตา จากปัญหาต้อกระจก

 “ผักชีไทย” เป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ควรกินปริมาณมากชนิดเดียว เพราะหลักโภชนาการคือ กินให้หลากหลายดีที่สุด

 สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรวจสอบข้อมูลทางโภชนาการของ ผักชีไทย โดยเฉพาะ ใบ พบว่า มีสารเบต้าแคโรทีน ลูทีน (Lutein) และสารซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoids) โดยพบมากที่สุด คือ เบต้าแคโรทีน มีประมาณ 3,900 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือต่อ 1 ขีด ซึ่งสารเบต้าแคโรทีน มีประโยชน์ในแง่ต้านอนุมูลอิสระ ตัวการทำให้ร่างกายเสื่อมถอย โดยสารเบต้าแคโรทีนจะทำให้ให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี ประกอบกับสารเบต้าโรทีน เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังเปลี่ยนรูปเป็นวิตามินเออีก ซึ่งช่วยในเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน

นอกจากนี้ สารลูทีนและสารซีแซนทีน ทั้ง 2 ตัวยังมีปริมาณที่ค่อนข้างสูง คือ 800 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม โดยสารพวกนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระจกตาเสื่อม ลดการเกิดต้อกระจก เนื่องจากสารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตาเป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังวิตามินซีสูง พบประมาณ 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งวิตามินซีช่วยให้ภูมิคุ้มกันดี ป้องกันอาการไข้หวัดได้ รวมไปถึงยังมีใยอาหารอีก ที่สำคัญพลังงานน้อยมากเพียง 23 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัมเท่านั้น

กล่าวได้ว่า  ผักชีไทยมีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารจริง โดยเฉพาะสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ทั้งเบต้าแคโรทีน ลูทีนและซีแซนทีน รวมไปถึงวิตามินเอ และวิตามินซี กับใยอาหาร ส่วนพวกวิตามินบี 1 บี 2 และบี 3และแคลเซียมไม่มากนัก มีเพียงองค์ประกอบแต่ไม่ใช่สารหลัก


ผักชีล้อม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผักชีจะมีคุณค่าทางอาหารจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องกินเพียงอย่างเดียว เพราะผักชีนิยมเป็นผักโรย สิ่งสำคัญต้องกินให้หลากหลายตามหลักโภชนาการ และก่อนจะนำผักชีมาประกอบอาหาร อย่าลืมล้างน้ำให้สะอาด เนื่องจากอาจมีสารเคมีปนเปื้อนได้” ผศ.เอกราช กล่าวและว่า ส่วนการกินมากๆ และจะมีกลิ่นตัวนั้น ก็คล้ายๆ ผักเครื่องเทศทั่วไปที่หากกินมาก็จะออกมาตามเหงื่อจนเกิดกลิ่นตัวได้

ก่อนหน้านี้ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ได้รวบรวมคุณค่าทางโภชนาการของผักชีชนิดต่างๆ ได้แก่ 1.ผักชีไทย โดยศึกษาคุณค่าโภชนาการที่รากผักชี พบว่ามีพลังงาน 57 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม โปรตีน 1.7 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม วิตามินซี 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 3 2.1 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และวิตามินบี 2 มี 0.04 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ขณะที่วิตามินเอ มี 17 ต่อค่า RE (RETINOL)

ผักชีฝรั่ง

2.ผักชีล้อม ค่าพลังงานอยู่ที่ 27 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม วิตามินซี 20 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินอี 6.6 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมวิตามินเอ 416 RE

3.ผักชีฝรั่ง บริเวณใบนั้น มีค่าพลังงาน 38 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม ส่วนวิตามินซี 38 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 1 มี 0.31 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 2 มี 0.21 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และมีค่าวิตามินเอถึง 525 RE

และ 4.ผักชีลาว มีค่าพลังงาน 39 กิโลแคลอรี วิตามินซี 58 กิโลแคลอรี มีวิตามินเอสูงสุดที่ 1,306 RE โดยค่าทั้งหมดต่อปริมาณ 100 กรัม

ผักชีลาว

อย่างไรก็ตาม สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ได้ประกาศเตือนผู้บริโภคว่า การรับประทานผักชี หรือผักชนิดใดก็ตาม ไม่ควรกินอย่างเดียวตลอด ต้องกินตามหลักโภชนาการโดยเน้นกินหลากหลาย จึงจะได้ประโยชน์ทางโภชนาการ ที่สำคัญอย่างผักชี ต้องระวังเรื่องสารเคมีปนเปื้อน ก่อนนำมาบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้โรยหน้าอาหาร ก็ต้องล้างน้ำให้สะอาด หลักง่ายๆ คือแช่น้ำ 10 นาที หรือล้างน้ำไหลผ่านก๊อกสักพักจะช่วยล้างสารตกค้างได้ แต่ขอย้ำว่าการล้างต้องไม่หั่นก่อน เพราะการหั่นผักก่อนนำมาล้าง จะทำให้วิตามินต่างๆ หายไปส่วนหนึ่ง คล้ายกับไปเปิดบาดแผลให้เลือดออกนั่นเอง

Rewrite 16 กันยายน 2568

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก มติชนออนไลน์ และ medthai.com

Related Posts