Exclusive

เจาะเทคนิคปลูก “ขมิ้นชัน” อินทรีย์ หันแปรรูป เพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 10 เท่า

“เรากินอย่างไร ก็อยากให้คนที่กินของเรากินแบบนั้นเหมือนกัน”  การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่เรื่องของกระแสหรือการตลาด แต่คือ ‘วิถีชีวิต’ที่สอดคล้องกับ ‘ธรรมชาติ’ การปลูกแบบที่ไม่ทำร้ายดิน ไม่ทำร้ายตัวเอง และไม่ทำร้ายคนกิน

คุณจอน-เสาวลักษณ์ มณีทอง

คุณจอน-เสาวลักษณ์ มณีทอง อดีตพนักงานออฟฟิศที่ตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือ การปลูกและแปรรูปสมุนไพร จากความตั้งใจเล็กๆ ในชุมชน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรปลูกรัก” ที่วันนี้ไม่เพียงส่งเสริมเรื่องการ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับครอบครัวและคนในชุมชน แต่ยังสามารถต่อยอดส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปยังต่างประเทศได้หลายแห่ง สร้างชื่อให้กับสมุนไพรไทยในเวทีโลก

จุดเริ่มต้นของการลงมือทำเกษตรจริงๆ ก็มาจากที่ดินของพ่อแม่ ซึ่งยกให้คุณจอนดูแลและสืบทอดต่อ ประมาณ 15 ไร่ พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นสนามทดลองแห่งแรกที่ได้ลองผิดลองถูก ปรับพื้นที่ ปลูกพืช และเรียนรู้ทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง 

เมื่อเริ่มจับทางได้ รู้ว่าจะปลูกอะไร ทำตลาดแบบไหน พื้นที่ก็เริ่มขยับขยายขึ้นจนตอนนี้มีแปลงเกษตรที่เป็นของคุณจอนเองอีกเกือบ 100 ไร่ ซึ่งก็ยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามแนวทางการวางแผนทั้งด้านการผลิตและการตลาด

ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานมาเดินเส้นทางสายเกษตรเต็มตัว คุณจอน เล่าให้เทคโนโลยีชาวบ้านฟังว่า ส่วนใหญ่ใช้เวลาศึกษาและเก็บเกี่ยวความรู้มาพอสมควร ด้วยความที่คุณจอนเป็นผู้ที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรอยู่เป็นประจำ ชอบดูคลิปวีดิโอแนวทางเกษตร จึงค่อยๆ ซึมซับแนวคิดของเกษตรกรต้นแบบหลายๆ คน “จอนคอยตามดูว่าเขาทำอะไร ผลลัพธ์เป็นยังไง ใช้แนวทางไหน พอรู้ว่าที่ไหนมีอบรม ก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูก การแปรรูป หรือการจัดการพื้นที่” คุณจอนยังเสริมอีกว่า “มีโอกาสได้ไปศึกษาข้อมูลกับปราชญ์ชาวบ้านและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ที่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้แบบลงมือทำจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่ช่วยอัปเดตความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”


‘ขมิ้นชัน’ จากสมุนไพรประจำบ้าน สู่ ‘ฮีโร่’ ของชุมชน

เส้นทางการกลับมาทำเกษตรของคุณจอนไม่ได้เริ่มต้นด้วยขมิ้นชันเต็มตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ ช่วงแรกที่กลับบ้าน คุณจอนได้ลองแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดที่มีอยู่ในสวน ทั้งกล้วย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และแน่นอนว่ารวมถึงขมิ้นด้วย

“เราเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร เลยผูกพันกับวิถีชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะเคยไปเรียนต่อและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่พักหนึ่ง แต่ลึกๆ แล้วก็ยังรู้สึกว่าอยากกลับมาทำเกษตรอีกครั้ง อาจจะเพราะมันอยู่ในสายเลือด” คุณจอน กล่าว  

แนวทางที่คุณจอนยึดมาตลอดคือการรวมกลุ่มเป็น เครือข่ายเกษตรกร ทำงานร่วมกันทั้งด้านการปลูกและแปรรูปสมุนไพรท้องถิ่นหลากหลายชนิด เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แต่ละครอบครัว แม้จะมีพืชหลากหลายชนิด แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดกลับกลายเป็น “ขมิ้นชัน” เพราะเป็นสมุนไพรที่ปลูกกันเยอะที่สุดในชุมชน หลายครอบครัวมีพื้นที่เพาะปลูก ทำให้เรามีผลผลิตมากพอสำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

หันมาทำเกษตรอินทรีย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้

สำหรับคุณจอน การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่เรื่องของกระแสหรือการตลาด แต่มันคือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และเป็นการปลูกแบบที่ไม่ทำร้ายดิน ไม่ทำร้ายตัวเอง และไม่ทำร้ายคนกิน

“เรากินอย่างไร ก็อยากให้คนที่กินของเรากินแบบนั้นเหมือนกัน” นี่คือแนวคิดที่คุณจอนยึดถือมาตลอด เพราะเขาเชื่อว่าอาหารที่ดีควรเริ่มจากความตั้งใจและความปลอดภัยตั้งแต่ในแปลง การเลือกทำเกษตรอินทรีย์ จึงไม่ใช่แค่เพื่อลูกค้า แต่เป็นการดูแลตัวเองด้วย เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในแปลงเกษตรแทบทุกวัน ก็ไม่อยากต้องเดินผ่านแปลงที่เต็มไปด้วยกลิ่นสารเคมี หรือมองเห็นคราบยาฆ่าหญ้าตามพื้นดิน ดังนั้นพื้นที่ทำกินควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับชีวิต ไม่ว่าจะกับต้นไม้ คนปลูก หรือคนกิน การไม่ใช้สารเคมีอาจจะเหนื่อยมากหน่อย ต้องใส่ใจมากขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสบายใจ ความสุข และความภูมิใจในทุกผลผลิตที่ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค

การทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเรื่องโรคและแมลงที่มักจะมาเป็นบททดสอบอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการทำเกษตรอยู่แล้ว แต่สำหรับคุณจอน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ ความตั้งใจตั้งแต่แรก “ถึงแม้ปัญหาอาจจะเยอะ แต่สิ่งที่เราตั้งใจไว้ ไม่เคยเปลี่ยน” แม้จะต้องเจอกับโรคพืชหรือแมลงศัตรูที่บางครั้งดูเหมือนเกินจะรับมือได้ จอนก็ยังเลือกจะสู้ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์เสมอ

บางครั้งก็ใช้ปุ๋ยหมักจากสมุนไพรเข้ามาช่วยพ่น หรือใช้สูตรธรรมชาติที่เรียนรู้มาเพื่อควบคุมปัญหา โดยไม่เคยมีความคิดจะหันกลับไปพึ่งสารเคมีเลย เพราะรู้ดีว่า ถ้ากลับไปทางนั้น ก็เท่ากับทำลายสิ่งที่พยายามรักษามาตลอด “ถ้ามันต้องเสีย ก็ยอมเสีย ดีกว่าเสียหลัก” สำหรับจอนการยืนหยัดในทางเลือกของตัวเองนั้นสำคัญกว่าผลผลิตแค่ฤดูกาลเดียว เพราะสิ่งที่เขาปลูก ไม่ใช่แค่พืชผัก แต่คือแนวทางชีวิตที่เขาเชื่อมั่น

แม้จะตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์เต็มที่ แต่คุณจอนเองก็เคยเจอกับศึกหนักเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องโรคและแมลง ใบพืชโดนกัดจนพรุนไปหมด แม้จะพ่นน้ำหมักสมุนไพร ดูแลอย่างดีทุกขั้นตอน แต่บางครั้งธรรมชาติก็ยังยากจะควบคุม แม้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาบ้างในช่วงแรก แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มเกินจะรับมือ จอนก็เลือกทางที่หลายคนอาจไม่กล้าทำ ตัดต้นทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่

คุณจอนเชื่อว่าบางครั้ง เราอาจต้องยอมเสียเพื่อให้ได้กลับมาดีกว่าเดิม โดยคุณจอนบำรุงดินใหม่ ปรับพื้นที่ ดูแลอย่างใจเย็น เพื่อให้ต้นพืชได้ฟื้นและกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง “ถึงจะเสียไปบางส่วน แต่ก็ยังดีกว่าเสียทั้งหมด และเราได้บทเรียนกลับมาด้วย” เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่เรื่องของผลผลิต แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างเข้าใจและยอมรับ

วางแผน “การปลูก การแปรรูป การตลาด” ฉบับของคุณจอน

ในช่วงเริ่มต้น คุณจอนไม่ได้กระโดดลงมาทำเกษตรแบบไม่มีแผน แต่กลับเป็นช่วงที่ใช้เวลาในการวางแผนอย่างรอบคอบมากที่สุด ไม่ใช่แค่คิดว่าจะปลูกอะไร แต่คิดให้ครบตั้งแต่ การปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด

เพราะจากประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีอยู่กับกลุ่มเกษตรกรมาก่อน ทำให้จอนมองเห็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น การปลูกได้แต่ไม่มีที่ขาย หรือไม่มีการแปรรูปต่อยอด เมื่อไม่มีตลาดรองรับ สุดท้ายผลผลิตก็ตกค้างหรือราคาตก

ด้วยเหตุนี้ พอจอนตัดสินใจลงมือทำจริง ก็เริ่มวางแผนแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เริ่มจากการวางแผนการปลูกที่เหมาะกับพื้นที่ วางแนวทางแปรรูปให้เหมาะกับผลผลิต และมองหาช่องทางการตลาดที่สอดคล้องกัน เพราะในการทำเกษตรแบบยั่งยืน จอนเชื่อว่า ไม่ใช่แค่ปลูกให้ดี แต่ต้องคิดให้ครบ เพื่อให้เกษตรเป็นอาชีพที่เดินต่อได้จริงในระยะยาว

ในช่วง 2-3 ปีแรกที่จอนเริ่มรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สิ่งหนึ่งที่วางไว้คู่กันกับการปลูกพืชคือ การสร้างโรงงานแปรรูป เพราะรู้ดีว่า ถ้าเราปลูกอย่างเดียวโดยไม่มีแผนรองรับ พอผลผลิตออกมามากเกินไปหรือล้นตลาด ก็จะกลายเป็นปัญหาทันที

โรงงานแปรรูปจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้โจทย์เก่าๆ ที่เกษตรกรต้องเจอกันมาทุกยุค จอนค่อยๆ เรียนรู้เรื่องธุรกิจเกษตร ค่อยๆ พัฒนาให้กลายเป็นระบบที่ ครบวงจร ตั้งแต่การปลูก แปรรูป ไปจนถึงการตลาด เพราะในมุมของจอน การทำเกษตรให้ยั่งยืน ไม่ได้มีแค่ดิน น้ำ และพืชเท่านั้น แต่ต้องมี “แผน” ที่พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงด้วย

เทคนิคการปลูกขมิ้นชัน

หนึ่งในจุดเด่นของ ขมิ้นชัน ที่เกษตรกรหลายคนหลงรัก ก็คือความ “เลี้ยงง่าย” นั่นเอง เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่แทบไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากวนใจ ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี แถมยังลงทุนน้อย ดูแลด้วยวิธีธรรมชาติได้สบายๆ

หลักการปลูกขมิ้นก็ไม่ได้ซับซ้อน คล้ายกับการปลูกพืชทั่วไป โดยเว้นระยะระหว่างต้นที่ประมาณ 50 x 50 เซนติเมตร จากนั้นนำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหลุม แล้วกลบดินให้เรียบร้อย เท่านี้ก็ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการดูแลต่อได้เลย

ส่วนเรื่องวัชพืชก็มีเพียงหญ้าที่ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งคุณจอนจะเข้าไปตัดอยู่ประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น แล้วปล่อยให้ใบของขมิ้นชันเติบโตจนคลุมหน้าดินเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาความชื้นในดินแล้ว ยังลดการเติบโตของวัชพืชได้อีกด้วย และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ก็แค่เข้าไปยกหัวขึ้นจากดิน ไม่ต้องดูแลจุกจิกมากมาย เรียกได้ว่า “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรที่เหมาะกับทั้งมือใหม่หัดปลูก และเกษตรกรที่อยากปลูกพืชแบบปลอดภัย สบายใจ และมีรายได้อย่างยั่งยืน

มีคำพูดติดปากของชาวสวนขมิ้นชันที่ว่า “วันปลูกกับวันเก็บเกี่ยวคือวันเดียวกัน” เพราะขมิ้นชันเป็นพืชที่ปลูกปีละครั้ง และใช้เวลาปลูกนานถึง 12 เดือนเต็ม กว่าจะแตกหัวสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าปลูกวันนี้ อีกปีหน้าถึงจะได้ขุดออกมาขาย

โดยช่วงที่นิยมปลูกมากที่สุดก็คือ ฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่ดินชุ่ม เหมาะกับการเริ่มต้นลงหัวพันธุ์ ซึ่งสมาชิกใหม่ในกลุ่มเกษตรกรก็มักจะมาซื้อหัวพันธุ์ไปปลูกกันช่วงนี้ โดยเริ่มจากขุดหลุม เตรียมพื้นที่ แล้วค่อยๆ ปลูกลงดิน หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลเป็นหลัก รอจนขมิ้นเติบโตเต็มที่ครบปี ก็ค่อยกลับมาขุด “ในวันเดียวกัน” เป็นพืชที่ต้องการเวลา แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าทั้งในแง่รายได้และสุขภาพ เพราะปลูกแบบอินทรีย์ ดูแลง่าย และยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ขมิ้นชันเป็นพืชที่ไม่เรื่องมากเลยจริงๆ โดยเฉพาะเรื่อง ดินและน้ำ ลักษณะดินที่เหมาะกับการปลูกขมิ้นคือ ดินร่วน ที่มีการระบายน้ำดี ไม่แฉะจนเกินไป ส่วนเรื่องน้ำก็ไม่ต้องยุ่งยาก เพราะส่วนใหญ่จะอาศัย “ฝนตามฤดูกาล” เป็นหลัก

จึงไม่นิยมวางระบบน้ำให้ยุ่งยาก เพราะจะปลูกกันช่วง ฤดูฝน ที่มีน้ำธรรมชาติหล่อเลี้ยงเพียงพออยู่แล้ว ส่วนในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อน พืชก็จะค่อยๆ ลดการใช้น้ำลงเองตามธรรมชาติ

พอใกล้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวใน เดือนมีนาคม-เมษายน เกษตรกรจะหยุดให้น้ำโดยสิ้นเชิง ใบของขมิ้นจะค่อยๆ ยุบและแห้งตายเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขุด เพราะเป็นช่วงที่สารสำคัญในหัวขมิ้นสะสมเต็มที่ ให้สีเข้ม กลิ่นหอม และคุณค่าทางสมุนไพรสูงสุด

ในการปลูกขมิ้นชัน หากมีการดูแลจัดการแปลงดีๆ ใส่ใจเรื่องดิน น้ำ และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม ผลผลิตที่ได้จะอยู่ที่ประมาณ 2 ตันขึ้นไปต่อไร่ ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับเกษตรกร และถ้าจัดการแปลงได้ดีมากๆ เช่น คุมวัชพืชดี ดินสมบูรณ์ และสภาพอากาศเป็นใจ ก็มีโอกาสได้ผลผลิตสูงกว่านั้นอีกด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรในเครือข่ายของคุณจอน ยังคงปลูกขมิ้นชันกันต่อเนื่องทุกปี เพราะนอกจากจะปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคง ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้มในวันที่เก็บเกี่ยว

ขมิ้นชันแปรรูป เพิ่มคุณค่า ใช้ได้หลากหลาย

โดยทั่วไปแล้ว ขมิ้นชันที่เกษตรกรปลูก มักจะถูกนำไป แปรรูปเป็นแบบอบแห้ง เพื่อส่งต่อให้กับโรงงานหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการนำไป สกัดเป็นสารสำคัญ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

แต่ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรที่คุณจอนดูแล ยังมีการนำขมิ้นชันมาแปรรูปในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น

  • ชาสมุนไพรขมิ้นชัน
  • เครื่องดื่มขมิ้นชันพร้อมดื่ม
  • ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากขมิ้นชัน

ทั้งหมดนี้เป็นการต่อยอดที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่อยากดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรธรรมชาติอีกด้วย

ขมิ้นชันแบบไหน ที่ตลาดต้องการ?

ความต้องการของตลาดสำหรับขมิ้นชันนั้นหลากหลาย และขึ้นอยู่กับ “จุดประสงค์การนำไปใช้” เป็นหลัก ถ้าเป็นตลาดที่เน้นเรื่องสุขภาพ ความงาม หรืออุตสาหกรรมยา สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “ปริมาณสารเคอร์คิวมิน” ซึ่งเป็นสารสำคัญในขมิ้นชันที่มีคุณสมบัติต้านอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ โดยกลุ่มนี้จะเลือกขมิ้นชันที่มีสารเคอร์คิวมินสูง เพื่อนำไป สกัดเป็นสารเข้มข้น ใช้ต่อในอุตสาหกรรมยา อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม แต่ถ้าเป็นตลาดกลุ่มอาหารหรือผู้บริโภคทั่วไป สิ่งที่มองหาอาจต่างออกไป เช่น ขมิ้นหัวใหญ่ สีสวย กลิ่นหอม ทนต่อการขนส่ง และใช้ประกอบอาหารได้ง่าย

นอกจากนี้ ราคาของขมิ้นชันก็ไม่แน่นอนในแต่ละปี เพราะขึ้นอยู่กับ ปริมาณความต้องการในตลาด และ คุณภาพของผลผลิต ที่น่าสนใจคือ หากนำขมิ้นชันสดมา แปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ขมิ้นผง สกัดน้ำมัน หรือเครื่องสำอาง ราคาจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงขึ้นถึง 10 เท่า จากราคาขายผลสดเลยทีเดียว

หากท่านไหนสนใจการปลูกขมิ้นชัน หรืออยากสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรปลูกรัก

Related Posts