Featured แปรรูปสินค้าเกษตร

CBD จาก กัญชง ลดปวดช่องปาก-ขากรรไกร นวัตกรรมยกระดับทันตกรรมไทย

ท่ามกลางกระแสการใช้พืชสมุนไพรทางการแพทย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หนึ่งในสารสำคัญที่ได้รับความสนใจในระดับสากล คือ “แคนนาบิไดออล” หรือ CBD สารสกัดจากช่อดอกของกัญชง ซึ่งไม่มีฤทธิ์เสพติดและไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แตกต่างจากสาร THC ในกัญชาอย่างชัดเจน ล่าสุด CBD กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในแวดวงทันตกรรมไทย ผ่านงานวิจัยของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่มุ่งพัฒนายาทาเฉพาะที่ เพื่อบรรเทาอาการปวดในช่องปากและข้อต่อขากรรไกรอย่างเป็นระบบ

ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ บัวจีบ อาจารย์ประจำสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า CBD เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นด้านการลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด โดยสามารถยับยั้งสารตั้งต้นของการอักเสบ และขัดขวางการส่งสัญญาณความเจ็บปวดของระบบประสาท แม้ปัจจุบัน CBD จะถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย แต่ในมิติของทันตกรรม งานวิจัยเชิงคลินิกยังมีค่อนข้างจำกัด และผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจนมากนัก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการนำ CBD มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับการรักษาทางทันตกรรมโดยเฉพาะ

ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ บัวจีบ อาจารย์ประจำสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

“โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาสูตรตำรับยา ที่เหมาะสมต่อการใช้งานจริง เริ่มตั้งแต่การกำหนดสัดส่วน CBD ที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ทั้งในช่องปากและบริเวณข้อต่อขากรรไกร การทำงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือแบบสหวิชาชีพ ระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงได้รับคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ได้ตำรับยาที่มีความคงตัว สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรม และพร้อมต่อการนำไปใช้ทางคลินิก” ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ กล่าว 

ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อพัฒนาสูตรยาทาเฉพาะที่ผสมสารแคนนาบิไดออล (CBD) ในการรักษาอาการปวดในช่องปากและใบหน้าสำเร็จ ทีมวิจัยได้นำเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองในคน โดยศึกษากับผู้ป่วยจริงของคณะทันตแพทยศาสตร์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่มีแผลในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นแผลร้อนใน แผลจากการกระทบกระแทก แผลบาดเจ็บ หรือแผลเรื้อรังในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมักสร้างความเจ็บปวดและรบกวนคุณภาพชีวิตอย่างมาก 


ผลการศึกษาพบว่า ยา CBD รูปแบบเพสท์สามารถลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผลหายเร็วขึ้น และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน บางรายให้ข้อมูลว่าแผลหายเร็วกว่าที่เคยรักษาด้วยยาทั่วไป

ในอีกด้านหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ กล่าวว่า ทีมวิจัยยังได้ทำการพัฒนา CBD ในรูปแบบครีมสำหรับทาบริเวณข้อต่อขากรรไกร เพื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดบริเวณหน้าหู ซึ่งมักเกิดจากภาวะข้อต่อขากรรไกรอักเสบ หรือข้อต่อขากรรไกรสึกและเสื่อม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ 

ผลการรักษา พบว่า CBD ครีมสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ดี ลดอาการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เทียบเท่ากับยามาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน แต่มีข้อได้เปรียบสำคัญคือไม่ก่อให้เกิดอาการแสบก่อนหายปวดเหมือนยาบางชนิด อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยอ้าปากได้กว้างขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อใช้ต่อเนื่องประมาณ 6-7 วัน อาการปวดจะลดลงอย่างมาก และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับสูง

“ภาวะข้อต่อขากรรไกรเสื่อม มักจะพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากการใช้งานข้อต่อมาเป็นเวลานาน ร่วมกับการลดลงของน้ำเลี้ยงข้อต่อ ส่งผลให้เกิดอาการปวด มีเสียงบริเวณหน้าหู และอ้าปากได้จำกัด ขณะเดียวกันในวัยรุ่นหรือวัยทำงานก็สามารถพบอาการปวดข้อต่อขากรรไกรแบบเฉียบพลันได้เช่นกัน มักมีสาเหตุจากการเคี้ยวอาหารแข็ง เหนียว การอ้าปากกว้าง หรือการกระแทก รวมถึงพฤติกรรมการกัดฟันจากความเครียด ซึ่งทำให้ข้อต่อทำงานหนักเกินไป ในกรณีเหล่านี้ CBD ครีมถูกนำมาใช้ทาก่อนมื้ออาหาร วันละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการปวดในช่วงที่ข้อต่อถูกใช้งานมากที่สุด” ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ กล่าว 

จากผลการศึกษาทั้งยาเพสท์สำหรับช่องปากและยาในรูปแบบครีมสำหรับข้อต่อขากรรไกร ทีมวิจัยประเมินว่าประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่สามารถนำไปใช้ในทางคลินิกได้จริง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่การพัฒนาสูตรตำรับ ไปจนถึงผลการทดลองในผู้ป่วย เพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะ “ยาสมุนไพร” ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นปีหน้า

หากการขึ้นทะเบียนสำเร็จยาทาเฉพาะที่ผสมสารแคนนาบิไดออล (CBD) ในการรักษาอาการปวดในช่องปากและใบหน้ายา สำหรับทันตกรรมจะสามารถเผยแพร่และนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางในระบบบริการสุขภาพของประเทศ ไม่เพียงช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย แต่ยังเป็นการยกระดับการใช้ประโยชน์จากกัญชงในเชิงมูลค่าสูง สร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคการเกษตร เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงวรานันท์ ย้ำถึงความสำคัญของการใช้ CBD อย่างเหมาะสม ปัจจุบันการศึกษานี้ดำเนินการในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดยใช้ในปริมาณที่ไม่เกินขนาดสูงสุดต่อวันที่มีข้อมูลวิชาการรองรับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ยังไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่เพียงพอ

งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนายาใหม่ในทางทันตกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการเกษตร เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนวัตกรรมไทย ที่เริ่มต้นจากพืชสมุนไพรในแปลงเกษตร สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในคลินิก และต่อยอดสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

Related Posts