ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศไทย และกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งหาทางออก
ในขณะที่เศษซากพืชทางการเกษตรจำนวนมากยังคงถูกเผาทิ้งหรือปล่อยให้กลายเป็นของเสียไร้มูลค่า สตาร์ทอัพไทยรุ่นใหม่อย่าง “Vela Enterprise” กลับมองเห็นโอกาสซ่อนอยู่ในสิ่งที่หลายคนมองข้าม ด้วยแนวคิด “Waste to Value” ที่มุ่งเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและภาคธุรกิจไปพร้อมกัน

ล่าสุด เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมคนรุ่นใหม่จาก บริษัท เวฬา เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด นำโดย คุณฉันท์ธิดา วรรณภิระ Executive General Manager พร้อมด้วย คุณจุลพักตร์ ทนนวงค์ และ คุณบัณฑิฌา ธิโนชัย ในตำแหน่ง Brand & Growth Manager ผู้ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ไปด้วยกัน จากเศษวัสดุที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ขยะ” วันนี้กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และอาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

จุดเริ่มต้นจาก “หัวใจ” ที่อยากแก้ปัญหาควันพิษ
จุดเริ่มต้นของ Vela Enterprise ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมหรือห้องทดลอง แต่เริ่มต้นจากการลงพื้นที่จริงในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรก ทีมงานได้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรด้วยการนำเครื่องจักรเข้าช่วยเก็บเกี่ยวและจัดการตอซังข้าวโพด เพื่อลดการเผาในพื้นที่การเกษตร แต่เมื่อได้พูดคุยกับชาวไร่อย่างใกล้ชิด จึงพบว่าเบื้องหลังปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ยังมีภาระด้านต้นทุนที่เกษตรกรต้องแบกรับอยู่ไม่น้อย หลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมปลูกพืชในรอบถัดไป หากเลือกไม่เผา ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานหรือเครื่องจักรมาไถกลบซากพืช ซึ่งเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่หลายคนหลีกเลี่ยงได้ยาก
ด้วยความตั้งใจที่จะหาทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ทีมงานจึงเริ่มมองหาแนวทางในการนำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ในระยะแรก ตอซังข้าวโพดที่เก็บรวบรวมได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) แต่เมื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนอย่างละเอียด กลับพบว่ามูลค่าที่ได้รับยังไม่สูงเพียงพอที่จะทำให้โมเดลธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถช่วยลดการเผาในพื้นที่การเกษตรได้มากกว่า 200 ไร่ พร้อมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 200 ตัน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการแก้ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้กับทีมงาน แต่ยังจุดประกายคำถามสำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้เศษวัสดุทางการเกษตรมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าการเป็นเชื้อเพลิง”
คำตอบของคำถามนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท เมื่อทีมงานเริ่มจับมือกับสถาบันการศึกษาและนักวิจัย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จนนำไปสู่การวิจัยและพัฒนา “VELA Pallets” พาเลทนวัตกรรมจากวัสดุธรรมชาติ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษเหลือทางการเกษตร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่มุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต จากเป้าหมายในการ “ลดการเผา” จึงค่อยๆ พัฒนาไปสู่การสร้างระบบจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของนวัตกรรม VELA Pallets ที่เกิดขึ้นในวันนี้

เบื้องหลังพาเลทไทย ที่ช่วยลดขยะและลดต้นทุนการส่งออก
สิ่งที่ทำให้ VELA Pallets แตกต่างจากพาเลททั่วไป ไม่ได้มีเพียงแค่การเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นโซลูชันด้านโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการใช้งานและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือ กระบวนการผลิตแบบอัดร้อน (Hot Press Technology) ที่ใช้ทั้งอุณหภูมิและแรงดันสูงในการขึ้นรูปวัสดุ กระบวนการดังกล่าวสามารถกำจัดแมลง มอด และเชื้อราที่อาจปนเปื้อนอยู่ในเนื้อวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พาเลทได้รับการยกเว้นการรมยาตามมาตรฐานสากล (Fumigation Free) ข้อได้เปรียบนี้ช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานและต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและการควบคุมศัตรูพืชที่เข้มงวด
ในด้านประสิทธิภาพการใช้งาน VELA Pallets ได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการวิจัยและทดสอบอย่างละเอียด จนสามารถรองรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 2-3 ตัน อีกทั้งยังสามารถปรับสูตรวัสดุประสาน (Binder) ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคุณสมบัติป้องกันความชื้น หรือเพิ่มความสามารถในการทนน้ำตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งจุดแข็งที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างชัดเจน คือความสามารถในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะตอซังข้าวโพดเท่านั้น แต่ยังสามารถนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรชนิดอื่นมาเพิ่มมูลค่าได้อีกหลายประเภท อาทิ เปลือกมะพร้าว ใบอ้อย ทะลายปาล์ม ฟางข้าว รวมถึงกิ่งไม้ที่เหลือจากการตัดแต่งสวนผลไม้ การนำทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้งกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะและการเผาในภาคเกษตรกรรม แต่ยังเปลี่ยนวัสดุไร้มูลค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โมเดลธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วม ตอบโจทย์ ESG อย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่ทำให้ Vela Enterprise แตกต่างจากธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป คือการไม่ได้มุ่งแก้ปัญหามลพิษเพียงด้านเดียว แต่เลือกสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Win-Win Solution ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) ที่องค์กรทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ในมิติของเกษตรกร วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะและต้องกำจัดทิ้ง กลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ช่วยลดต้นทุนในการจัดการพื้นที่หลังการเก็บเกี่ยว และลดแรงกดดันที่นำไปสู่การเผาเศษวัสดุในไร่นา
ขณะที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงพาเลททางเลือกที่มีคุณภาพสูง ในราคาที่สามารถแข่งขันได้ โดยมีต้นทุนใกล้เคียงพาเลทไม้ แต่ต่ำกว่าพาเลทพลาสติกอย่างมีนัยสำคัญ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400 บาทต่อชิ้น และสามารถลดลงเหลือเพียง 200 กว่าบาทต่อชิ้นเมื่อมีการสั่งซื้อในปริมาณมาก
นอกจากประโยชน์ด้านต้นทุนแล้ว VELA Pallets ยังช่วยให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Carbon Footprint) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรยังสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการบริหารจัดการคาร์บอน หรือพัฒนาสู่การขอรับรองด้านคาร์บอนเครดิตในอนาคตได้อีกด้วย
ในมิติของสิ่งแวดล้อม โมเดลธุรกิจของ Vela ช่วยลดปัญหาการเผาในภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 พร้อมทั้งเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ที่เคยไร้มูลค่าให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง เมื่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ภาคธุรกิจสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรเหลือทิ้งได้รับการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด Vela Enterprise จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตพาเลททางเลือก แต่กำลังก้าวสู่การเป็นต้นแบบของธุรกิจสีเขียว ที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
จากพาเลทสีเขียว สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการจัดการขยะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แม้วันนี้ VELA Pallets จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างการยอมรับให้กับ Vela Enterprise แต่เป้าหมายของบริษัทไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตพาเลทจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเท่านั้นปัจจุบัน บริษัทได้รับความสนใจจากองค์กรและบริษัทมหาชนในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหาร วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ และปิโตรเคมี ที่ต่างมองเห็นศักยภาพของโซลูชันด้านความยั่งยืนซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน
เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Vela Enterprise มีแผนเริ่มเดินสายการผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยเลือกตั้งฐานการผลิตในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทั้งแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตรและฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์ของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายขอบเขตการจัดการทรัพยากรเหลือใช้ไปยังวัสดุประเภทอื่นที่ยังมีศักยภาพซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การนำเปลือกไข่มาพัฒนาต่อยอดเป็นแคลเซียมมูลค่าสูง หรือการประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตฟิลเตอร์กรองอากาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า
ในระยะยาว Vela Enterprise ยังวางแผนขยายโมเดลธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่และเผชิญความท้าทายด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้เช่นเดียวกับประเทศไทย อาทิ อินเดีย และอินโดนีเซีย เป้าหมายสูงสุดของบริษัท คือการผลักดันองค์ความรู้และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยให้กลายเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระดับสากล พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตร วันนี้ Vela Enterprise กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างระบบนิเวศแห่งความยั่งยืน ที่มุ่งเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “โอกาส” และสร้างคุณค่าร่วมให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการ องค์กร หรือผู้ที่สนใจแนวคิดการจัดการวัสดุเหลือใช้ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมถึงนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์สีเขียวของ Vela Enterprise สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ผลงาน และความเคลื่อนไหวของบริษัทได้ผ่านทาง Facebook : Vela Enterprise ช่องทาง Tiktok: @velaenterprise และช่องทาง Instagram: @velaenterprise
