กรมส่งเสริมการเกษตร
บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” ครั้งแรกกับการแข่งขันพัฒนาแปลงเพาะปลูกข้าวด้วยนวัตกรรมปฏิทินการเพาะปลูก KAS Crop Calendar ปลุกพลังเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การทำเกษตรแม่นยำด้วยโซลูชัน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ภาคการเกษตร ยกระดับวิถีเกษตรไทยสู่ Smart Farming ชิงรางวัลรวมมูลค่า 7 แสนบาท และถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมบินไปดูงาน Smart Farming ที่ประเทศญี่ปุ่น นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า จากแนวโน้มภาคการเกษตรในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming เพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สยามคูโบต้าได้พัฒนานวัตกรรมการเกษตร KUBOTA Agri Solutions หรือ KAS การจัดการเกษตรกรรมครบวงจร อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า ด้วยการใช้เทคนิคการเพาะปลูกผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และหนึ่งในเครื่องมือที่
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร คือส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด และสามารถพึ่งตนเองได้ โดยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และให้บริการด้านการเกษตรต่าง ๆ ทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ประกอบกับที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดให้มีการประกวดผลงานเพื่อรับรางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลที่จะมอบให้กับหน่วยงานที่มีผลการดำเนินการเป็นเลิศทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐและเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม โดยแบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ คือ รางวัลบริการภาครัฐ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และรางวัลบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งแต่ละหมวดหมู่จะจำแนกประเภทได้รวมทั้งสิ้น 14 ประเภท โดยจะมีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำหน้าที่ประกาศรางวัลเลิศรัฐที่มอบให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งขณะนี้มีผลงานของกรมส่งเสริมการเกษตรผ่านเกณฑ์การประเมินรางวัลเลิศรัฐ ปี 2566 ในเบื้อ
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ซึ่งจะมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมิถุนายน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและรักษาพืชผัก เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากและความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ หากเกษตรกรวางแผนการผลิตและดูแลรักษาไม่ดี ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำ 7 เทคนิคการปลูกพืชผักให้เหมาะกับช่วงฤดูฝน ดังนี้ 1.การเลือกชนิดพืชผักที่เหมาะสม เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ พืชผักที่เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูฝน ได้แก่ ผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจำพวกผักใบ เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี คะน้า ผักเถาเลื้อย เช่น ตำลึง ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาวแตงร้าน ฟักทอง ฟัก แฟง มะระ ผักยืนต้น เช่น ชะอม พริก มะเขือ เป็นต้น การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ควรใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อราที่ติดมากับเมล็ด ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น ประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับเมล็ดผัก การเตรียมดิ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านอาสาสมัครเกษตร ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการพัฒนาการเกษตรและการให้บริการแก่เกษตรกรในระดับพื้นที่ ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดินแนวใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในรูปแบบร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับผลประโยชน์ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) คือ ตัวแทนของอาสาสมัครเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกจากอาสาสมัครเกษตรทั้ง 16 ประเภทของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านเพื่อทำหน้าที่ช่วยในการสนับสนุนภารกิจของหน่วยงาน โดยมีโครงสร้างการบริหารงานอาสาสมัครเกษตรในรูปแบบของคณะกรรมการอาสาสมัครเกษตรในระดับต่างๆ ต่อไป นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2566 กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายอาสาสมัครเกษตร (คน.กษ.) ได้ดำเนินการจัดให้มีการคัดเลือกอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ชุดใหม่ (ปี 2566 – 2570) ตามโครงสร้างการบริหารงานอาสาสมัครเกษตรให้เกิดความต่อเนื่องของการดำเนินงานในภาคการเกษ
นายปรีชา สายแสง เกษตรจังหวัดสระบุรี ได้ลงพื้นที่แปลงใหญ่อ้อยโรงงานตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อเยี่ยมชมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตอ้อย และกระบวนการผลิตที่เน้นลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการลดการเผาอ้อยในช่วงการเก็บเกี่ยว และการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยมีสมาชิกแปลงใหญ่ ร่วมให้ข้อมูลจำนวนมาก เกษตรจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรจังหวัดสระบุรี และเกษตรอำเภอมวกเหล็ก ได้ให้การสนับสนุนกระบวนการผลิตอ้อย ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพ การตลาด และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต จะเน้นให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี หรือเครื่องจักรแทนการใช้แรงงานคน โดยเครื่องจักรและเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 3 ล้านบาท เช่น การไถ หรือ การเตรียมดิน จะใช้รถไถในการตรียมดิน การให้ปุ๋ยจะใช้เครื่องหยอดปุ๋ย การกำจัดแมลง หรือ ศัตรูของอ้อย จะใช้สารชีวภัณฑ์ การพ่นสารเคมี จะใช้โดรนเข้าช่วยเพื่อให้ทั่วถึงและประหยัดเวลาในการดำเนินการ นอกจากนี้
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละปีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะจัดให้มีการประกวดผลงานของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่น และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับชาติ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่น ควรแก่การเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์รายอื่นได้พัฒนาอาชีพและการทำงานตาม โดยเกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร ผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทุกปี สำหรับปี พ.ศ. 2566 จะตรงกับวันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2566 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแสดงความยินดีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี พ.ศ. 2566 ทุกท่าน ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้ดำเนินการคัดเลือก จำนวน 8 สาขา ซึ่งมีผลงานดีเด่น ดังนี้ นายจักรินทร์ โพธิ์พรม เกษตรดีเด่นสาขาอาชีพทำสวน ประจำปี พ.ศ. 2566 จังหวัดอุดรธานี เปลี่ยนจากอาชีพรับจ้างในกรุงเทพ มาทำสวนกล้วยหอมทอง โดยใช้เทคโนโลยี จนได้ผลผลิ
นายวินัย ลักษณะวิลาศ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมู่ที่ 5 ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเยี่ยมชมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการปลูกหลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้งมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ใช้น้ำน้อยที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากเป็นพืชที่มีความเสี่ยงน้อย มีระยะการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 120 วัน และเหมาะแก่การปลูกในฤดูแล้ง ที่ผ่านมาเกษตรอำเภอกบินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล ได้ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องการเพาะปลูก การบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การผสมปุ๋ยใช้เอง การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ การแนะนำชนิดของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพ การจัดทำบัญชีครัวเรือน การบริหารจัดการกลุ่ม และการเชื่อมโยงตลาด ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษต
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในภาคตะวันออกไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ และพระราชทานชื่อโครงการฯ ว่า “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ซึ่งแปลว่า “น้ำทิพย์รักษาช้างให้แข็งแกร่งยืนยงดุจเพชร” ตามพระบรมราโชบายที่จะให้อนุรักษ์ป่าและช้าง และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับช้างอย่างมีความสุข และทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2542 เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งของคนกับช้างป่า ความว่า “ ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอการปฏิบัติคือ ให้ไปสร้างอาหารช้างในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างป่าออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า…” โดยมีมูลนิธิพัชรสุธา คชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานโครงการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์แ
นายประหยัด ไชยสิงห์ เกษตรอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรอำเภอบางกรวย และเกษตรจังหวัดนนทบุรี ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้าช่วยในการบริหารจัดการสวน ประกอบด้วย 1.เครื่องวัดค่าน้ำเค็ม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าสวนมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อต้นทุเรียนได้ โดยเกษตรกรได้ตอบรับต่อเครื่องวัดค่าน้ำเค็มเป็นอย่างดี เพราะสมาชิก และอาสาสมัครเกษตร มีการส่งค่าวัดในแต่ละวันเข้าไลน์กลุ่ม ทำให้สมาชิกได้รับรู้ระดับความเค็มของน้ำในช่วงนั้น เพื่อวางแผนบริหารจัดการนำน้ำเข้าสวนได้อย่างถูกต้อง แตกต่างจากสมัยก่อนที่นิยมเปิดน้ำเข้าสวนโดยตรง ทำให้ต้นทุเรียนได้รับความเค็มเกินค่ามาตรฐาน กระทบต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน และพืชอื่นๆ จำนวนมาก 2.การให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ และตั้งเวลาเปิด ปิด ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึง ลดเวลา และการใช้แรงงานคน ปัจจุบันชาวสวนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การให้น้ำแ
กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ 4 หน่วยงาน พัฒนาแอปพลิเคชัน “เช็คแล้ง” เพื่อใช้ติดตามความเสี่ยงและความเสียหายของแปลงเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยนำข้อมูลจากดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลจากสถานีตรวจวัดที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้ง มาวิเคราะห์ร่วมและแสดงผล เพื่อให้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งานได้ด้วยตัวเอง โดยหน่วยงานที่ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ภายใต้ทุนอุดหนุนวิจัยและนวัตกรรม จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาคการเกษตรของไทยประสบปัญหาจากภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งอาศัยข้อมูลปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหลัก และเจ้าหน้าที่ต้องสำรวจ ตรวจสอบ ยืนยันความเสียหายของแปลงเกษตร ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ขาดข้อมูลเชิงประจักษ์และเทคโนโลยีที่สามารถช่วยตรวจสอบในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ จึงเกิดการพัฒนาแอปพลิเคชัน “เช็คแล้ง” ขึ้นเ
