กรมส่งเสริมการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาการอารักขาพืชด้วยนวัตกรรมระบบเกษตรอัจฉริยะนำร่องแปลงใหญ่ทุเรียนภูเขาไฟบ้านซำตารมย์และแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จังหวัดศรีสะเกษ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอทีไอ เทคโนโลยี จำกัด และ บริษัท นวัตกรรมเพื่อสังคมและเทคโนโลยีเกษตร จำกัด (โดรนชุมชน) ต่อยอดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะด้านอารักขาพืชมาใช้ในการพัฒนากระบวนการผลิต โดยได้มีการวางแผนจัดทำโครงการต้นแบบใช้โดรนเป็นเครื่องมือในการทำการเกษตรอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ และควบคู่กับนวัตกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมให้แก่เกษตรกร นำร่องพืชเป้าหมายทุเรียนภูเขาไฟ บ้านซำตารมย์ อำเภอกันทรลักษ์ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันในรูปของระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่าแปลงใหญ่ทุเรียนภูเขาไฟบ้านซำตารมย์ และแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ตำบลผักไหมนั้น เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่
วันที่ 9 กันยายน 2565 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2565 แก่กลุ่มแปลงใหญ่ต้นแบบ จำนวน 6 รางวัล หวังขยายผลการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ พร้อมเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของแปลงใหญ่ดีเด่นสู่สาธารณะ และกระตุ้นการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถการดำเนินงานแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบรางวัล การประกวดแปลงใหญ่ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2565 จำนวน 6 รางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แปลงใหญ่มะพร้าว หมู่ 2 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รับเงินรางวัล 60,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร ปัจจุบันมีสมาชิก 72 ราย พื้นที่ 1,041 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,124,280 ผล/ปี มีผลสำเร็จคือ สามารถลดต้นทุนได้ร้อยละ 20.03 จากการผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง การจัดการแมลงศัตรูมะพร้าวที่ถูกต้อง การตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการใส่ปุ๋ย ฯลฯ สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 1,200 ผล/ไร่/ปี เป็น 1,350 ผล/ไร่/ปี มีการพัฒนาคุณภาพ โดยสมาชิกได้รับมาตรฐาน GAP ครบทุกราย และยกระดับเป็นมาตร
ในช่วงฤดูฝน ผึ้งออกไปหาอาหารได้น้อยลง ขณะเดียวกันอาหารในแหล่งธรรมชาติก็มีปริมาณน้อย ซึ่งแหล่งอาหารสำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ข้าวโพด งา ปาล์มน้ำมัน ไมยราบ กระถินนา ฯลฯ กลุ่มพืชเหล่านี้จะให้เกสรเป็นส่วนใหญ่ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญแก่ผึ้ง นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝน หากรังผึ้งใดมีประชากรหนาแน่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคและศัตรูผึ้งเข้าทำลาย ได้แก่ ไรศัตรูผึ้ง ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจรังผึ้งหลังเก็บน้ำผึ้ง ว่าปริมาณประชากรผึ้งภายในรังมีมากน้อยเพียงใด นางพญาผึ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ หากพบว่าภายในรังไม่มีนางพญาผึ้ง หรือนางพญาผึ้งไม่สมบูรณ์ ประชากรผึ้งงานมีจำนวนน้อย ให้รวมรังผึ้งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งให้เพียงพอสำหรับดูแลรัง หาอาหารป้อนนางพญาและตัวหนอนต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำแนะนำว่า รังผึ้งที่แข็งแรงต้องปราศจากศัตรูมารบกวน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจรังผึ้งทุกสัปดาห์ หากพบไรศัตรูผึ้งให้ใช้วิธีกลกำจัด โดยการกระตุ้นให้ผึ้งสร้างหลอดรังที่มีตัวผู้จำนวนมาก ให้เกษตรกรตัดแผ่นรังผึ้งเทียมช่วงล่างออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างหลอดรังผึ้งใหม่ หลังจากนั้น ผึ้งนางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งตัวผู้ในหลอดรังผึ้ง
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรว่า โดยทั่วไปในช่วงฤดูร้อนผึ้งจะสามารถดูแลตัวเองได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเพียงแค่คอยตรวจสอบว่ายังคงมีแหล่งน้ำหวานเพียงพอใกล้บริเวณแหล่งเลี้ยงผึ้งอยู่เสมอ และควรหยุดให้อาหารในช่วงนี้เนื่องจากผึ้งจะบินต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อเก็บน้ำหวานไว้ เกษตรกรควรเก็บน้ำผึ้งที่มีคุณภาพจำหน่ายจะได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของลูกค้า และสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปีโดยไม่เสีย อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ต้องหมั่นตรวจสอบรังผึ้งทุกสัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีแหล่งน้ำหวาน เกสร และดูแลไม่ให้มีไรศัตรูผึ้งรบกวน นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังเห็นความสำคัญในการส่งเสริมความรู้ และเพิ่มทักษะในการเลี้ยงผึ้งให้เกษตรกรในยุคดิจิทัล โดยจัดทำคลิปวิดีโอเพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่างๆ ในการเลี้ยงและดูแลผึ้งให้ได้ผลผลิตคุณภาพ รวมถึงวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งให้ได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ง่ายดายในทุกที่ทุกเวลา เพียงเข้ายูทูป (Youtube) ช่อง What2Grow NECTEC ค้นหาคำว่า “เลี้ยงผึ้ง เงินดี ชีวีมีสุข” แล้วเลือกชมวิดีโอในแต่ละตอน ได้แก่ อุตสาหกร
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2565 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการเพิ่มช่องทางการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผ่านระบบออนไลน์ด้วยเครื่องมือ e-Form โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มนำร่องใช้ระบบ e-Form สำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นในพื้นที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนด น.ส.4 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำการพัฒนาระบบ e-Form และเปิดให้ใช้งานได้กับเกษตรกรรายใหม่ทุกรายที่ทำการเพาะปลูกหรือประกอบกิจกรรมทางการเกษตร เช่น ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ ปลูกพืชแบบสวนผสม ทำนาเกลือสมุทร และเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยไม่จำกัดเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งจะเปิดให้ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 เป็นต้นไป นายเข้มแข็ง กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผ่านระบบออนไลน์ e-Form เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร และตอบโจทย์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนในการปฏิบัติงาน ซึ่งการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ รวมทั้งความช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ตามโครงการที่หน่วยงานภาครั
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 ซึ่งจะใช้เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” อันเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน มีการบูรณาการและการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation) จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ นำร่อง 5 จังหวัด คือ จังหวัดลำปาง ขอนแก่น ราชบุร
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก ได้นำโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นไม้ผลเศรษฐกิจ ได้แก่ อะโวคาโด และมีการรวมกลุ่มสมาชิกจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่อะโวคาโด อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ขึ้นในปี พ.ศ.2560 มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 50 ราย พื้นที่เข้าร่วม 300 ไร่ ปัจจุบันมีการขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้สนใจในพื้นที่อำเภอพบพระ จำนวนรวม 6 แปลง เกษตรกรเพิ่มเป็น 257 ราย พื้นที่รวม 3,204 ไร่ ซึ่งผลสำเร็จตามเป้าหมายของดำเนินงานขับเคลื่อนแปลงใหญ่อะโวคาโด อำเภอพบพระ ในปัจจุบัน เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยน จากอโวคาโดพันธุ์พื้นเมืองเป็นพันธุ์ดี โดยการเปลี่ยนยอด จำนวน 4,635 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 28 แปลง และการรับรอง “ตากการันตี” 181 แปลง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 25 (จากไร่ละ 4,900 บาท เป็น 3,675 บาท) และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 20 ในส่วนของกลุ่มเกษตรกร มีการบริหารจัดการกลุ่มในรูปแบบคณะกรรมการบริหารจัดการ และมีการจดทะเบียน
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยเกษตรกรผู้ประสบเหตุอุทกภัย จากเหตุพายุดีเปรสชัน มู่หลาน และร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และประเทศลาวตอนบน ส่งผลให้บางพื้นที่ของประเทศเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การช่วยเหลือและเตรียมการรับมือรองรับเกษตรกรผู้ประสบภัยโดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามสถานการณ์การอุทกภัยจากพายุดังกล่าว โดยได้รับรายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พะเยา น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เลย หนองคาย และจังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 23,182 ราย มีพื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหายจำนวน 88,305.25 ไร่ แยกเป็นข้าว 71,695.75 ไร่ พืชไร่ละพืชผัก 14,758.75 ไร่ ไม้ผลไม้ผืนต้นและอื่นๆ 1,870.75 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2565) และขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปสำรวจความเสีย
กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ประจำปี 2565 หรือ NECTEC-ACE 2022 ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมพัฒนาที่ดิน สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)ซึ่งมีกำหนดจัดงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ประจำปี 2565 (NECTEC Annual Conference & Exhibitions 2022 : NECTEC ACE 2022) ในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2565 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ภายใต้แนวคิด ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า : DigitalTechnology for Sustainable Agriculture ดร.สุรางค์ศรี วาเพชร ผู้อำนวยการกลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมด้านการเกษตร กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งาน NECTEC-ACE 2022 จัดขึ้นเพื่อการพัฒนาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ในสาขาการเกษตรการส่งเสริมและผลักดันการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ง
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบาย ตลาดนําการผลิต ของ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกร สามารถวางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เพื่อเป็นการประกันว่าเกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีขึ้น มีช่องทางการตลาดที่เหมาะสม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า “ตลาดเกษตรกร” ให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย โดยมีเกษตรกรเป็นผู้ขายโดยตรง ดำเนินการในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน โดยเป็นการบูรณาการของทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมกันสนับสนุน พัฒนา และประชาสัมพันธ์ให้ตลาดเกษตรกรสามารถเปิดจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ตลอดจนพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” รวมถึงได้ต่อยอดเปิดให้บริการตลาดเกษตรกรในรูปแบบออนไลน์ เว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรโดยรวบรวม
