ข้าว
นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดถึง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวเร่งตรวจสอบแนวโน้มการปลูกข้าวนาปรังปี 2560/61 เนื่องจากได้รับรายงานข้อมูลจากผู้นำหมู่บ้านและชุมชนบางแห่งในพื้นที่ภาคกลางว่าในปี 2560 ข้าวมีราคาดีกว่าปีก่อนๆ ประกอบกับมีปริมาณน้ำท่ามากขึ้นกว่าปีก่อน ส่งผลให้ชาวนามีแนวโน้มจะหันมาทำนานอกฤดู หรือนาปรัง มากขึ้นกว่าเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามจำกัดการทำนาปรังปี 2560/61 ให้อยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 8 ล้านไร่ โดยได้มีการรณรงค์ให้ชาวนาเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร การปลูกพืชปุ๋ยสดของกรมพัฒนาที่ดิน และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ ทดแทนการทำนานาปรัง ภายในเงื่อนไขที่ชาวนาจะได้รับเงินค่าปัจจัยการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยไร่ละประมาณ 1,000-2,000 บาท ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวโน้มการทำนานอกฤดูดังกล่าวและเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและอธิบดีที่เกี่ยวข้
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ว่า ณ วันที่ 2 ก.พ. 2561 มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 59,153 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78% ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,232 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 68% ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 จำนวน 8,602 ล้านลบ.ม. โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,530 ล้านลบ.ม. หรือ 75% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 11,834 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 65% ของปริมาณน้ำใช้การได้ กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2560/61 โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวมกันทั้งสิ้น 14,187 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง (1 พ.ย. 2560-30 เม.ย. 2560) จำนวน 7,700 ล้านลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค 1,140 ล้านลบ.ม., รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้านลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้านลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้านลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพ.ค.-ก
ข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ หรือ ข้าวพันธุ์ กข 69 เป็นพันธุ์เดียวกัน ได้จากลูกผสมระหว่าง ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่กลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง กับข้าวพันธุ์สังข์หยดพัทลุง ที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ลำต้นสูง และเป็นพันธุ์หนัก ปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ที่ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 และผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพเป็นข้าวเจ้า ที่ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 797 กิโลกรัม ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 136 วัน ทรงต้นตั้งตรง เมล็ดข้าวกล้องสีแดง รูปร่างเรียวยาว อะมิโลสต่ำ เพียง 12.63 เปอร์เซ็นต์ มีอนุมูลอิสระ เช่น โพลีนิก และฟลาโวนอยด์ สูง วิตามินซีก็มีมากด้วย เมล็ดข้าวหุงสุกแล้วนุ่ม และรสชาติดี นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้หลายชนิด อย่างไรก็ตาม ข้าวพันธุ์นี้ยังมีข้อด้อยคือ ไม่ต้านทานโรค ขอบใบแห้ง ต้องการรายละเอียดอื่นๆ รวมทั้งแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ สอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 311-155 ในวัน และเวลาราชการ
นโยบายชะลอขายข้าวฝากยุ้งฉางสุดเวิร์ก โค้งสุดท้ายเหลือ 1 เดือนปิดโครงการมีข้าวเปลือกเข้าแค่ 60,000 ตัน ชาวนาปลื้มราคาตลาดข้าวเปลือกมะลิพุ่งแซงราคายุ้งฉางตันละ 1,000 บาท มั่นใจนาปรังปี”60 ลดนาปรังลงอีก2 ล้านไร่ราคาข้าวมีเสถียรภาพ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/2561 (จำนำยุ้งฉาง) ตั้งเป้าหมายรับฝากข้าวเปลือก2 ล้านตัน ด้วยงบฯกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 ระยะเวลาไถ่ถอนข้าว 5 เดือน ซึ่งขณะนี้เหลือเวลา 1 เดือนจะปิดโครงการ นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เหลือระยะเวลาอีก1 เดือนสุดท้ายที่จะสิ้นสุดโครงการชะลอขายเก็บเข้ายุ้งฉางของรัฐบาล แต่มีชาวนานำข้าวเข้าฝากเก็บโครงการฯเพียง 60,000 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการฝากเก็บ2 ล้านตันข้าวเปลือก โดยคาดว่าในช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนปิด
ตลาดข้าวไตรมาสแรกคึกคัก ไทยชนะประมูลอินโดนีเซีย 1.2 แสนตัน-มาเลเซีย 40,000 ตัน ดันราคาข้าวขยับ ปิดบัญชีส่งออกข้าวปี”60 ทะลุ 11.6 ล้านตัน “เอเซียโกลเด้นไรซ์” ครองเบอร์ 1 ด้าน “เมอร์รี่ไรซ์แลนด์” ลูก “อินดิก้า” ส่งออก 6 หมื่นตัน แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดส่งออกข้าวในไตรมาสแรกค่อนข้างคึกคัก มีมาเลเซียเปิดประมูลซื้อข้าวขาว 5% ไปแล้ว 40,000 ตัน ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2561 โดยมีบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลไป ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานจัดซื้อข้าวรัฐบาลอินโดนีเซีย (Bulog) ได้ประกาศซื้อข้าวขาว 5% และข้าวขาว 25% ปริมาณ 346,000 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด 500,000 ตัน จากผู้ส่งออก 8 ราย จากไทย เวียดนาม ปากีสถาน และอินเดีย กำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ทั้งนี้ผู้ส่งออก 8 รายที่ชนะประมูล ได้แก่ เวียนนาฟู้ดส์ 1 ปริมาณ 70,000 ตัน ราคาตันละ 466 เหรียญสหรัฐ เวียนนาฟู้ดส์ 2 ปริมาณ 71,000 ตัน ตันละ 464 เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยชนะประมูลครั้งนี้ 3 ราย รวม 1.2 แสนตัน คือ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ปริมาณ 40,000 ตัน ตันละ 473 เหรียญสหรัฐ, บริษั
เมื่อวันที่ 24 มกราคม นางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า การขึ้นค่าแรงนั้นไม่กระทบกับโรงสีเนื่องจากโรงสีนั้นค่าแรงของคนงานต่างๆ สูงอยู่แล้วโดยเฉพาะช่าง หรือวิศวกร เพราะเราจ้างต่อคนวันละ 500 บาท ขั้นต่ำโรงสีจ้าง 450 บาท เท่านั้น แต่จะมีผลกระทบบ้างคือกรรมกรแต่ไม่เยอะ โรงสีจะทำอะไรได้ เมื่อทางรัฐบาลจะปรับราคากรรมกร ก็ต้องทำตามนโยบายอยู่แล้วถ้าจะกระทบจริงๆ ก็น่าจะเป็นค่าแรงกรรมกรก่อสร้าง ผู้รับเหมา เพราะเขาใช้แรงงาน แต่กรรมกรแบกหามโรงสีนั้นส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักร ใช้แรงงานส่วนน้อยเพราะเราจ้างเป็นกระสอบ นางมิ่งขวัญกล่าวอีกว่า ราคาข้าวจังหวัดพิจิตรขณะนี้เริ่มดีแล้ว ตันละ 7,000 กว่าบาท ทุกจังหวัดชาวนาพอใจ มีแต่จังหวัดพิจิตรมีชาวนาบางคนไม่พอใจในเรื่องราคาข้าวซึ่งอยู่ที่ข้าวเปลือกว่ามีมาตรฐานอยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ ซึ่งราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละกว่า 10,000 บาท ส่วนข้าวอื่นก็อยู่ในราคาตันละ 7,000 บาท ซึ่งยอมรับว่าดีกว่าเดิม ที่มา : มติชนออนไลน์
เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 นายศรชัย สิบหย่อม อายุ 63 ปี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ อำเภอ สามง่าม และ เป็นอดีต ผู้ใหญ่บ้านหมูที่ 16 ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เจตนารมของรัฐบาลนั้นจะ ให้ เกษตรกรชาวนา มีการจำนำข้าวทางยุ้งฉาง ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งราคาข้าวขณะนี้ ดีมาก แพง มาก แต่ปรากฏว่าข้าวชาวนาไม่มีแล้วเนื่องจากก่อนหน้านั้น ขายข้าว ให้กับนายทุน ซึ่ง เป็นทั้งท่าข้าว โรงสีหมดแล้วเพิ่งจะมีราคาดี โดยขาย ให้กับท่าข้าวและโรงสีตันละ 5200-5300บาทคนที่ได้ราคา ดี ที่ได้ประโยชน์ คือ นายทุนเท่านั้น ที่ได้ กว่า 1 หมื่น นายศรชัย กล่าวอีกว่า ที่ ผ่านมา รัฐบาลกระทรวงพาณิชย์ ไม่เคยเข้ามาควบคุมในเรื่องราคาข้าว ให้กับเกษตรกรชาวนาเมื่อ นายทุน รับซื้อข้าวจากชาวนา แล้วกดราคา ซื้อถูก จะทำอย่างไร ก็ได้ ซึ่งชาวนาจำเป็นต้องขาย ซึ่งขณะนั้นขายได้ตันละ 5200 -5300บาท ซึ่งชาวนา ขาดทุน เพราะต้นทุนในการทำนา สูง ค่าปุ๋ย ค่ายา ทุกอย่างขึ้นราคาไม่มีลด ซึ่งชาวนางงมากว่า ทำไมก่อนหน้านั้นรัฐบาลถึงไม่มาดูแล ชาวนา ปล่อยให้มีการกดราคาข้าวได้อย่างไร สมกับที่ชาวนาพูดกันว่า “รัฐบาลอุ้มแต่คนรวย” นา
วันที่ 17 มกราคม 2561 นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า กรณีกระทรวงพาณิชย์ ได้ มีการประชุมชุมเชิงปฎิบัติการ อนาคตข้าวไทย เพื่อความยั่งยืน เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ถึงสถานการณ์ข้าว โดยมีการประชุมกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจ เป็นสมาคม ผู้ส่งออก ข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าว สมาคมชาวนา ตนเองมองว่ามาถูกทางแล้ว เนื่องจากรัฐบาลคำนึงตั้งแต่การเพาะปลูกที่ จะมาการปรับปรุง ลดต้นทุน ในเรื่องของการใช้พันธุ์ข้าว และการลดต้นทุนในการปลูกข้าว ทั้งนี้ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งดูแลกระทรวงเกษตรฯมาก่อน และมีการบริหารถูกทางเป็นประโยชน์ต่อระบบการค้าข้าว ซึ่งช่วงเดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวมากที่สุดตลอดทั้งปีการมีนโยบายให้เกษตรกรชาวนาเก็บข้าวขึ้นไว้ในยุ้งฉาง โดยให้ค่าฝากเป็นตันละกว่า 1 พันบาท ปีหนึ่งหมดไม่กี่พันล้านบาทถ้า เก็บข้าวล้านตันรัฐบาลจ่าย 1500ล้านขณะที่เกษตรกรรับประโยชน์ไปเต็มๆ ยอมรับว่า รัฐบาลทำได้ดี สำเร็จในการยกระดับราคาข้าวเปลือก ราคาสูงกว่าทุกป
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ามากขึ้นในขณะนี้ เป็นต้นทุนหลักที่ทำให้การส่งออกข้าวในปีนี้อาจไม่ดีมากนัก และค่าเงินบาทยังมีความผันผวนและคาดคะเนไม่ได้ ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกขาดทุนแม้จะทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่บนแล้วก็ตาม แต่ค่าเงินยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนในการทำประกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และขาดทุน โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลต่อราคาข้าวให้แพงขึ้นประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิราคาจะแพงกว่าคู่แข่งประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จึงอยากให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทอย่าให้ผันผวน เพราะการส่งออกสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรมและกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งหากไม่สามารถส่งออกได้ก็จะกระทบต่อเกษตรกรและทำให้การบริโภคภายในประเทศมีปัญหาได้ โดยอยากให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นต้นทุนที่ผู้ส่งออกยังสามารถปรับได้และยังสามารถแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่นๆ ได้ ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในปี 2560 ที่ผ่านมา ว่า ส่งออกได้มาถึง 11.48 ล้านตัน ถือเป็นการส่งออกข้าวที่สูงสุดในประวัติการณ์ โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 15.88% จากปีก่อน รวมมูลค่ากว่า 5,106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้ไทยสามารถเป็นผู้นำการส่งออกข้าวของโลกได้ ส่วนในปี 2561 นี้ คาดว่าการส่งออกข้าวน่าจะได้ถึง 9.5 ล้านตัน รวมมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากในปีนี้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากสภาพอากาศ ประกอบกับรัฐได้ระบายข้าวในสต๊อกออกหมดแล้ว ทำให้ลดแรงกดดันด้านราคาได้ นอกจากนี้ ในปีนี้กรมยังมีแผนจะขยายตลาดข้าวไปต่างประเทศ ด้วยการเจรจาเพื่อซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยขณะนี้ ไทยกับรัฐบาลจีนมีสัญญาซื้อขายข้าวกับ COFCO ปริมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งได้ส่งมอบไปแล้วกว่า 4 แสนตัน และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาตกลงราคาข้าวงวดที่ 5 ปริมาณ 1 แสนตัน ส่วนของบังคลาเทศนั้นอยู่ระหว่างการเตรียมการลงนามในสัญญาซื้อขายข้าวปริมาณ 150,000 ตัน และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในต้นปีนี้ และการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อรักษาตลาดเดิมและเพิ่
