ข้าว
ร.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยเดือนมีนาคม 2560 มีปริมาณ 955,447 ตัน เพิ่มขึ้น 4.4% เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ลดลง 3.6% เทียบเดือนมีนาคม 2559 โดยมีมูลค่าส่งออก 14,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ แต่ลดลง 6.6% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งตลาดหลักคือประเทศแถบเอเชีย จีน และแอฟริกา ทำให้ไตรมาสแรกปี 2560 ส่งออกปริมาณรวม 2,693,622 ตัน ลดลง 5.6% มูลค่า 40,260 ล้านบาท ลดลง 8.6% เมื่อเทียบไตรมาสแรกปี 2559 ที่มีการส่งออกปริมาณ 2,851,917 ตัน มูลค่า 44,049 ล้านบาท ร.ท.เจริญ กล่าวว่า สำหรับเดือนเมษายนนี้ สมาคมฯคาดว่าส่งออกจะมีปริมาณ 800,000-900,000 ตัน เนื่องจากอยู่ในช่วงส่งมอบข้าวขาวทั้งข้าวใหม่และข้าวเก่าให้กับผู้ซื้อในแถบเอเชียและแอฟริกาต่อเนื่อง ขณะที่ข้าวนึ่งส่งไปประเทศในแถบแอฟริกา และข้าวหอมมะลิคุณภาพดีส่งไปสหรัฐฯและ ฮ่องกง ประกอบกับตลาดในตะวันออกกลาง มีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมไว้ก่อนเข้าสู่ช่วงเดือนรอมฎอนในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวช่วงนี้ ราคาข้าวของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางการแ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาเสนอผลงานวิจัยข้าวภายใต้แผนงานวิจัยมุ่งเป้าตอบสนองความต้องการพัฒนาประเทศ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนา ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัจจุบันไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งอย่างเวียดนาม เนื่องจากคุณภาพของข้าวของไทยลดลง จนทำให้ประเทศคู่แข่งพัฒนาข้าวให้มีคุณภาพใกล้เคียงเรา ประกอบกับค่าแรงงานของเขาถูกกว่า นอกจากนี้เรายังไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ “งานวิจัย” คือ ทางออกของข้าวไทยภายใต้ความท้าทาย Thailand 4.0 ที่จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ผ่านการคิดค้นเทคโนโลยีที่จะให้เกษตรกรทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพตอบสนองความต้องการของตลาด ตลอดจนการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ ๆ ช่วยแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ประกอบด้วย วช. สกว. สวก. สวรส. สวทช. สวทน . และ สกอ. จึงร่วมมือกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันและยั่งยืนได
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่องทิศทางงานวิจัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างครบวงจร ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ว่า จากปัจจัยสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ครอบครัวขนาดใหญ่กลายเป็นเดี่ยว การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น สินค้าข้าวไม่สามารถควบคุมราคาได้ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับดีมานและซัพลาย อย่างตอนนี้ชาวนาปลูกข้าวมากขึ้น แต่การบริโภคข้าวในประเทศมีแนวโน้มลดลง ประเทศที่เคยนำเข้าข้าวก็เลิกหันผลิตในประเทศแทน ทั้งหมดนี้ ทำให้เกษตรกรไทยต้องเปลี่ยนตาม แต่ที่ผ่านมาไทยก้าวได้ช้า เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและถือครองที่ดินมีน้อย ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้ ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ต่างกับประเทศอื่น ที่มีการพัฒนาให้เป็นเกษตรแม่นยำได้แล้ว ดังนั้น ไทยต้องเปลี่ยนและเดินหน้าพัฒนาให้เร็วขึ้น โดยรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และไทยแลนด์ 4.0 ต้องเกิด หมายถึงใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตมาก เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของข้
คนไทยเชื่อว่าข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีเทพีประจำต้นข้าว คอยพิทักษ์รักษาข้าว เรียกกันว่า แม่โพสพ ข้าวในพิธีแต่งงานและขบวนขันหมาก เช่น ข้าวตอกในพานขันหมาก เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมความมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรืองแก่คู่บ่าวสาว ดั่งพืชพรรณธัญญาหารที่เจริญงอกงาม ข้าว คือชีวิต เป็นอาหารทั้งคาว หวาน ให้พลังงานแก่ร่างกาย เป็นยารักษาสรรพโรค เป็นเครื่องประทินผิว ประโยชน์จากข้าว วิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา มีในพวกข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวนึ่งก่อนสี ข้าวเสริมวิตามิน วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก คือ อาการเป็นแผลที่มุมปากทั้งสองข้าง ริมฝีปากบวม ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตาสู้แสงไม่ได้ ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน แคลเซียม ช่วยลดอาการเป็นตะคริว เหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางและช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ข้อมูล : www.abhaiherbthai.com
ไม่เพียงแต่การสร้างพื้นที่จัดจำหน่ายสำหรับสินค้าเอสเอ็มอี หรือโอท็อป ในท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ แต่ท็อปส์ยังมีการลงพื้นที่เพื่อร่วมกับชุมชนในการสร้างคุณค่าเพิ่มของสินค้าอีกด้วย เช่นเดียวกับการมีส่วนร่วมกับวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ที่มีการสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2552 ผ่าน มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ “เมทินี พิศุทธิ์สินธพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด และบริหารจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้าน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ซูเปอร์คุ้ม, ท็อปส์ เดลี่ และอีทไทย กล่าวว่า ปี 2552 บริษัทเริ่มเข้าไปรับซื้อสินค้าตรงจากสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในต่างจังหวัด ทำให้มองเห็นปัญหาหลักของเกษตรกรว่า ยังขาดองค์ความรู้ในด้านการผลิตสินค้า เช่น การเลือกพันธุ์ผักที่ตลาดต้องการ วางแผนการปลูก การคัดเกรดผลไม้ การตัดแต่งผักและผลไม้ เพื่อขนส่งและวางจำหน่าย การกระจายสินค้า การแปรรูปสินค้า การออกแบบตราสินค้า รวมถึงปัญหาการขาดแหล่งเงินทุน จนทำให้บริษัทกำหนดให้มีภารกิจช่วยเหลือเกษตรกร อันเป็นนโยบายหลักใน
สภาพพื้นที่ประเทศไทยมีความเหมาะสมในการปลูกข้าวได้คุณภาพดี ผลผลิตข้าวเปลือกนำไปแปรรูปหรือสีเป็นข้าวสารขาว ข้าวกล้อง หรือข้าวอื่นๆ จำหน่ายให้ผู้บริโภค เกษตรกรหรือชาวนาจะมีรายได้จากการขายข้าวเปลือก บางปีข้าวเปลือกขายได้ราคาดีหรือบางปีขายได้ต่ำกว่าทุน วิถีการดำรงชีพของชาวนาจึงไม่มั่นคงเหมือนกับอาชีพอื่น ข้าวรัชมงคล พระราชดำริเพื่อช่วยเหลือชาวนา เป็นทางเลือกการพัฒนาการปลูกและผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ชาวนายกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีพอเพียงที่มั่นคง อย่างรถที่นั่งมา…สร้างด้วยฝีมือคนไทย…มีจำนวนสองร้อยกว่าคัน ก็เลยทำให้เห็นว่าน่าจะหาทางที่จะช่วยเหลือคนที่อยู่ในโรงงานนี้..แล้วก็ตั้งใจที่จะสนับสนุนให้เขาตั้งโรงสีเหมือนโรงสีในสวนจิตรฯ… ข้าวในโรงสีนี้เป็นข้าวที่ซื้อจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้ราคาที่เหมาะสม เกษตรกรก็มีความสุขเพราะขายข้าวในราคาที่เหมาะสม และผู้บริโภคก็ซื้อข้าวได้ในราคาถูก เพราะว่าไม่ต้องมีการขนส่งมากเกินไป ไม่ต้องมีคนกลางมากเกินไป ตกลงทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคก็มีความสุข… พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 วันที่ 4 ธันวาคม 2
นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยนายพิษณุ เสนาวิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาเปิดเครื่องสูบน้ำที่ ปภ.จังหวัดพิจิตร นำมาสูบน้ำในฝายยางสามง่าม หมู่ 1 ต.รังนก ลงสู่แม่น้ำยม เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ทำนาปรังทั้งสองฝั่งแม่น้ำยม ระยะทาง 40-50 กม. ปีนี้ชาวนาทำนาปรังกว่า 4 แสนไร่ มากกว่าทุกปี จึงเกรงว่าน้ำจะไม่เพียงพอ จึงเปิดน้ำช่วยชาวนา นายวีระศักดิ์กล่าวว่า ปีนี้เกษตรกรทำนามากกว่าทุกปีกว่า 470,000 ไร่ หรือเต็มพื้นที่ เกินจำนวนที่รัฐบาลกำหนดคือกว่า 3 แสนไร่ ทำให้น้ำไม่เพียงพอ ทางเราก็ไม่สามารถห้ามชาวนาได้ เพราะหากไม่ทำนาจะไปทำอะไร ที่มา มติชนออนไลน์
หวั่นกระทรวงพาณิชย์ล้มประมูลข้าวสต๊อกรัฐ 2.8 ล้านตัน หลังเปิดซองพบเอกชนเสนอราคาประมูลต่ำกว่า กก.ละ 6 บาท จนต้องถกกันในคณะทำงานระบายข้าว ถ้าขายไปแล้วจะตอบคำถามสังคมได้อย่างไร ด้านสมาคมผู้ส่งออกข้าวออกโรง ส่งหนังสือกดดันเบรกขายข้าวในราคาต่ำ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ-ข้าวหอมจังหวัด ต่ำกว่าราคาตลาดถึง 4,000-5,000 บาท/ตัน พร้อมแนะรัฐจัดระเบียบผู้ส่งออกข้าวใหม่ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความคืบหน้าในการพิจารณาผลการประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 2.8 ล้านตัน ซึ่งเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ ปรากฏมีผู้ยื่นเสนอราคาสูงสุด 43 ราย คิดเป็นปริมาณ 2 ล้านตันว่า เริ่มมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นหลังจากที่ คณะทำงานระบายข้าว ที่มีนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธาน ยังไม่ได้ข้อยุติจะมีการขายข้าวลอตนี้หรือไม่ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงการค้าข้าวอาจจะมีการ “ล้มประมูล” เนื่องจากระดับราคาที่เสนอซื้อเข้ามานั้น “ต่ำมาก” ในบางคลังเหลือเพียง กก.ละ 6-7 บาท หรือตันละ 6,000-7,000 เท่านั้น ในประเด็นนี้ ผู้สื่
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการค้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโรงสี ให้สามารถพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และขยายไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการค้าข้าวที่ต้องการขยายตลาดการค้าข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “โรงสี 4.0” มองนอกกรอบสู่การค้าข้าวยุคใหม่ขึ้น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2560 รวม 4 รุ่น ใน 4 ภูมิภาคด้วยกัน ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น) ภาคเหนือ (จังหวัดพิษณุโลก) ภาคกลาง (จังหวัดสุพรรณบุรี) และภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) เนื้อหาการอบรมจะประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญ อาทิ การสร้างตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการการค้าข้าวผ่านระบบ Online เป็นต้น ในขณะเดียวกันหากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสามารถหาตลาดส่งออกได้แล้ว หลักสูตรนี้ก็จะช่วยแนะนำให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการส่งออก เช่น การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและนำเข้า เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับขั้นตอนแ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมโต๊ะหยงกง ศาลากลางจังหวัดสตูล นายสรเดช สุนทรารชุน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนางสาวศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล นางประภาภรณ์ คัมภิรานนท์ หัวหน้ากลุ่ม GI กรมทรัพย์สินทางปัญญา นางสาวดวงใจ มาตยานุมัติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือเพื่อส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียนจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนเพื่อหาแนวทางแก้ไข และการลงพื้นที่ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ก่อนขึ้นทะเบียน ตลอดจนจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ นางสาวศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลเตรียมผลักดันจำปาดะและข้าวอัลฮัมขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ซึ่งจำปาดะมีความโดดเด่นเรื่องของความหอมหวานเนื้อนุ่มละมุน ส่วนข้าวอัลฮัมสตูล เป็นข้าวสารที่อุดมสมบูรณ์ด้วยโปรตีนและมีประโยชน์ต่อร่างกายสูง สำหรับสินค้าทั้ง 2 ชนิด จะต้องเข้ารับการพิจารณาจากกรมทรัพ
