ข้าว
ประเทศไทย กับนา หรือข้าวนั้นเป็นของคู่กันมาแต่โบราณกาล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปกครองบ้านเมือง ทรงสนับสนุนการปลูกข้าวทำนาของพสกนิกร จนทำให้อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด มีการบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประสบภาวะข้าวยากหมากแพงจากความแห้งแล้ง มีการกักตุนข้าวเกิดขึ้น พระองค์จึงทรงตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเฆี่ยน 3 ครา แล้วนำออกประจานทางน้ำ 3 วัน และทางบก 3 วัน ในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง พระองค์ต้องนำข้าวจากฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้พสกนิกรในราคาถูก เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของพสกนิกร ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดภาวะฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพงอีกครา พระองค์ต้องส่งเสริมให้พสกนิกรปลูกข้าวไร่ที่ใช้น้ำน้อย เพื่อเร่งนำมาชดเชยปริมาณข้าวที่ขาดหายไป อีกทั้งรณรงค์ให้พสกนิกรที่เป็นชาวนา หันมาสีข้าวด้วยเครื่องมือที่เคยใช้กันมา แทนที่จะหันไปซื้อข้าวสารจากร้านค้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกัน แสดงให้เห็นว่าในช่วงนี้เครื่องสีข้าวสมัยใ
นโยบายหนึ่งที่ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนในปัจจุบันคือ การปรับโครงสร้างในการผลิตข้าว โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังให้ชาวนาสามารถที่จะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้ ซึ่งผลจากการดำเนินการมา พบว่าชาวนาให้ความเชื่อมั่นกับการทำนาแปลงใหญ่ เพราะสามารถลดต้นทุนได้จริง และยังมีระบบการเชื่อมโยงตลาดที่เข้มแข็ง คุณจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมการข้าว มีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง จึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป นโยบายนาแปลง
“กัมพูชา” หนึ่งในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “ส่งออกข้าว” ซึ่งความท้าทายใหญ่ก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างประเทศไทยและเวียดนาม ผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของเอเชียอาคเนย์ ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี “ฮุนเซน” ต้องฝันสลายหลังพลาดเป้าส่งออกข้าว 1 ล้านตัน ซึ่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีปัจจัยหลักอย่างปัญหาการขาดแคลนโรงสี โกดังเก็บข้าว และเงินทุนในการพัฒนาเมล็ดข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยปี 2558 กัมพูชาส่งออกข้าวได้เพียงแค่ 500,000 ตัน หรือเพียง 50% ของเป้าหมายเท่านั้น นอกจากนี้นายกฯฮุนเซนเคยประกาศในเวทีการประชุมระดับนานาชาติ เมื่อปีก่อนว่า การแข่งขันอย่างหนักของผู้ส่งออกข้าวรายอื่น ๆ เช่น ไทย เวียดนาม เมียนมา และอินเดีย เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย ภาพจาก : www.phnompenhpost.com โดยกระทรวงเกษตรของกัมพูชาประเมินว่าปีนี้ผลผลิตข้าวของกัมพูชาจะเกิน 9.2 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้กัมพูชามีข้าวส่งออกเกิน 3 ล้านตันในปีหน้า วีโอเอ แคมโบเดีย รายงานว่า นายกรัฐมนตรีกัม
วันที่ 1 ธันวาคม 2559 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา เนื่องจากปัญหาราคาข้าวเปลือกในฤดูการผลิตปี 2559/ 60 มีราคาตกต่ำ โดยได้ดำเนินการทั้งมาตรการเร่งด่วนและระยะต่อไป เช่น การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ช่วยเหลือรับซื้อข้าวในฤดูการผลิตปีปัจจุบันโดยตรงจากชาวนา การเปิดพื้นที่ตลาดให้ชาวนานำเข้ามาจำหน่าย การอนุญาตให้ใช้ลานของสถานที่ราชการเป็นลานตากข้าวเพื่อลดความชื้น รวมไปถึงการตรวจสอบกำกับดูแลการซื้อขายข้าว สถานที่รับซื้อในพื้นที่จังหวัดให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร นายศุภชัยกล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือในหลายๆ มาตรการโดยเฉพาะการรณรงค์ให้ชาวนาชะลอการขายข้าวโดยให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ก่อนเพื่อหาจังหวะขายเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น นั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ดำเนินการจัดประชุมและบูรณาการผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ได้แก่ เกษตรจ
แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22 ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 1
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ติดตามปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ของข้าวพันธุ์ กข ระบุ ผลิตข้าวเปลือก 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,075.08 ลูกบาศก์เมตร แนะ ต้องสร้างความรู้เทคโนโลยี เกษตรกรตระหนักการใช้น้ำ และเลือกพันธุ์อย่างเหมาะสม นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการศึกษาปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ซึ่งการศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำ ศึกษาปริมาณการใช้น้ำ ประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตของข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ กข โดยวิธีหว่านน้ำตม ปีเพาะปลูก 2558/59 ที่เป็นสมาชิกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี จำนวน 51 ราย ผลการศึกษาพบว่า ปริมา
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพนักงานสถาบันการเงินในกรุงเทพฯ มาปลูกบ้านอยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 12 ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และปลูกข้าวในบ่อคอนกรีตเพื่อเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือนลดรายจ่าย จึงรุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อไปถึงพบ นางปองกานต์ เนตรน้อย อายุ 46 ปี พร้อมกับ นายธนยศ เนตรน้อย อายุ 47 ปีสามี กำลังช่วยกันเติมน้ำและเก็บต้นวัชพืชในบ่อคอนกรีตทรงกลม ที่ภายในปลูกข้าวจนต้นสูงชูช่อออกรวงสีทองสวยงาม นางปองกานต์ เปิดเผยว่า พื้นฐานดั้งเดิมของครอบครัวเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินและขายให้กับโรงสี แต่ด้วยทางบ้านต้องการให้มีการศึกษาที่ดี ไม่ต้องมาก้มหน้าทำนาด้วยความยากลำบาก จึงส่งตนเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนกระทั่งเติบโตและมีหน้าที่การงานที่ดีเป็นพนักงานในสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ ภาวะความกดดันสูง รวมถึงการบริโภคอาหารที่มีแต่สารพิษ ทำให้ตนและคนในครอบครัวหันกลับมามองชีวิตว่าต้องการอะไร จนค้นพบว่าการมีชีวิตที่เรียบง่ายไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนั่นคือคำตอบ จากนั้นจึงกลับมาปลูกบ้านพักบนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ แล้วทำการเกษตรแบ
เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “กษัตริย์เกษตร” นักพัฒนา ผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมานานกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจภาคเอกชน จัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ขึ้นในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ สาระสำคัญอันเป็นไฮไลต์ของงานครั้งนี้ ได้แก่ นิทรรศการพันธุ์ข้าวมงคล และนิทรรศการพืชผลของพ่อ นิทรรศการต่างๆ ประกอบด้วย 9 เรื่องราวข้าวของพ่อ เรื่องราวที่บอกเล่าพระราชจริยวัตรในด้านต่างๆ ที่คนไทยควรรู้ อาทิ ข้าวพระราชทาน ในหลวงกับข้าวกล้อง การปลูกข้าวในวังสวนจิตรลดา เป็นต้น พันธุ์ข้าวมงคล เป็น 9 พันธุ์ข้าว ที่ทรงปลูกในนาทดลองวังสวนจิตรลดา เพื่อนำเมล็ดพันธุ์มาใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพร้อมกับแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ได้แก่ พันธุ์ ปทุมธานี 1, ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยด, กข 29, กข 49, กข 41, กข 31, กข 47, กข 6 และดอกพยอม พืชผลของพ่อ ที่นำมาจัดแสดง ส่วนหนึ่งเป็นพืชผลในพระราชดำ
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 นายสวัสดิ์ หอมนาน ประธานสมาคมไทยลื้อภาคเหนือ,พะเยา จ.พะเยา เปิดเผว่า ปกติจะหาเวลาว่างออกพบปะเยี่ยมเยือนชาวไทลื้อ ในภาคเหนือ,หนือตอนบนโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทลื้อภาคเหนือตอนบนเช่น จ.เชียงราย-แพร่ -น่าน- ลำพูน-ลำปาง-ชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ตาก และพะเยา สัญลักษณ์ของไทลื้อที่โดดเด่นเห็นกันทั่วไปแบบง่ายๆ คือตุงหรือธงไทลื้อ- ขบวนแห่ตุง- ในการนำเครื่องไทยทานเข้าวัดและงานท่องเที่ยว รวมไปถึงการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทอด้วยมือ-การละเล่นของชาวไทลื้อที่เป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันกว่า 500 ปี ตามข้อมูลชาวไทยลื้ออพยพมาจากแค้นมณฑลยูนานประเทศจีน ทางตอนใต้ นายสวัสดิ์กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่พบปะชาวไทลื้อในพื้นที่พะเยา ล่าสุดพบชาวลื้อแต่ละอำเภอในพิ้นที่พะเยา ได้ร่วมกันลงมือเกี่ยวข้าวด้วยเคียวคิดเป็นนับ 60-70% ที่เหลือจะใช้บริการรถเกี่ยวข้าวหรือรถดูด และการลงแจกเกี่ยาวของชาวไทยลื้อ เป็นการลดต้นทุนในการทำนาไม่ต้องจ้างแรงงานวันละ 250-300 บาท ชาวนาจะร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 10 คน ตระเวนเกี่ยวไปให้ครบทุกที่-เจ้า เหตุและผลที่ชาวไทลื้อร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ผลกระทบสืบเนื่
บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ระหว่าง 24-27 พ.ย.2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์เกษตร นักพัฒนาผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมากกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ และเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวนาไทยร่วมน้อมนำแนวทางตามพระราชปณิธานมาใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไฮไลต์สำคัญคือ นิทรรศการพันธุ์ข้าวมงคล จัดแสดงพันธุ์ข้าวพระราชทานทรงปลูก พร้อมรับพระบรมฉายาลักษณ์ทรงคุณค่า มีการแจกพันธุ์ข้าวมงคล ที่พระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ ในวันที่ 8-9 พ.ค. 2559 โดยกรมการข้าว มีนิทรรศการ “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวทั่วไทย” ที่ได้รวบรวม และจัดแสดง “พันธุ์ข้าว” มากกว่า 199 สายพันธุ์ มากที่สุดของไทย เช่น ช้าวพันธุ์ใหม่ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวชื่อมงคล และข้าวหายาก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “29 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน สื
