ข้าว
นโยบายหนึ่งที่ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนในปัจจุบันคือ การปรับโครงสร้างในการผลิตข้าว โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังให้ชาวนาสามารถที่จะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้ ซึ่งผลจากการดำเนินการมา พบว่าชาวนาให้ความเชื่อมั่นกับการทำนาแปลงใหญ่ เพราะสามารถลดต้นทุนได้จริง และยังมีระบบการเชื่อมโยงตลาดที่เข้มแข็ง คุณจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมการข้าว มีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง จึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป นโยบายนาแปลง
“กัมพูชา” หนึ่งในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “ส่งออกข้าว” ซึ่งความท้าทายใหญ่ก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างประเทศไทยและเวียดนาม ผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของเอเชียอาคเนย์ ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี “ฮุนเซน” ต้องฝันสลายหลังพลาดเป้าส่งออกข้าว 1 ล้านตัน ซึ่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีปัจจัยหลักอย่างปัญหาการขาดแคลนโรงสี โกดังเก็บข้าว และเงินทุนในการพัฒนาเมล็ดข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยปี 2558 กัมพูชาส่งออกข้าวได้เพียงแค่ 500,000 ตัน หรือเพียง 50% ของเป้าหมายเท่านั้น นอกจากนี้นายกฯฮุนเซนเคยประกาศในเวทีการประชุมระดับนานาชาติ เมื่อปีก่อนว่า การแข่งขันอย่างหนักของผู้ส่งออกข้าวรายอื่น ๆ เช่น ไทย เวียดนาม เมียนมา และอินเดีย เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย ภาพจาก : www.phnompenhpost.com โดยกระทรวงเกษตรของกัมพูชาประเมินว่าปีนี้ผลผลิตข้าวของกัมพูชาจะเกิน 9.2 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้กัมพูชามีข้าวส่งออกเกิน 3 ล้านตันในปีหน้า วีโอเอ แคมโบเดีย รายงานว่า นายกรัฐมนตรีกัม
วันที่ 1 ธันวาคม 2559 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา เนื่องจากปัญหาราคาข้าวเปลือกในฤดูการผลิตปี 2559/ 60 มีราคาตกต่ำ โดยได้ดำเนินการทั้งมาตรการเร่งด่วนและระยะต่อไป เช่น การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ช่วยเหลือรับซื้อข้าวในฤดูการผลิตปีปัจจุบันโดยตรงจากชาวนา การเปิดพื้นที่ตลาดให้ชาวนานำเข้ามาจำหน่าย การอนุญาตให้ใช้ลานของสถานที่ราชการเป็นลานตากข้าวเพื่อลดความชื้น รวมไปถึงการตรวจสอบกำกับดูแลการซื้อขายข้าว สถานที่รับซื้อในพื้นที่จังหวัดให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร นายศุภชัยกล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือในหลายๆ มาตรการโดยเฉพาะการรณรงค์ให้ชาวนาชะลอการขายข้าวโดยให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ก่อนเพื่อหาจังหวะขายเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น นั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ดำเนินการจัดประชุมและบูรณาการผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ได้แก่ เกษตรจ
แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22 ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 1
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ติดตามปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ของข้าวพันธุ์ กข ระบุ ผลิตข้าวเปลือก 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,075.08 ลูกบาศก์เมตร แนะ ต้องสร้างความรู้เทคโนโลยี เกษตรกรตระหนักการใช้น้ำ และเลือกพันธุ์อย่างเหมาะสม นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการศึกษาปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ซึ่งการศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำ ศึกษาปริมาณการใช้น้ำ ประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตของข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ กข โดยวิธีหว่านน้ำตม ปีเพาะปลูก 2558/59 ที่เป็นสมาชิกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี จำนวน 51 ราย ผลการศึกษาพบว่า ปริมา
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพนักงานสถาบันการเงินในกรุงเทพฯ มาปลูกบ้านอยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 12 ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และปลูกข้าวในบ่อคอนกรีตเพื่อเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือนลดรายจ่าย จึงรุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อไปถึงพบ นางปองกานต์ เนตรน้อย อายุ 46 ปี พร้อมกับ นายธนยศ เนตรน้อย อายุ 47 ปีสามี กำลังช่วยกันเติมน้ำและเก็บต้นวัชพืชในบ่อคอนกรีตทรงกลม ที่ภายในปลูกข้าวจนต้นสูงชูช่อออกรวงสีทองสวยงาม นางปองกานต์ เปิดเผยว่า พื้นฐานดั้งเดิมของครอบครัวเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินและขายให้กับโรงสี แต่ด้วยทางบ้านต้องการให้มีการศึกษาที่ดี ไม่ต้องมาก้มหน้าทำนาด้วยความยากลำบาก จึงส่งตนเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนกระทั่งเติบโตและมีหน้าที่การงานที่ดีเป็นพนักงานในสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ ภาวะความกดดันสูง รวมถึงการบริโภคอาหารที่มีแต่สารพิษ ทำให้ตนและคนในครอบครัวหันกลับมามองชีวิตว่าต้องการอะไร จนค้นพบว่าการมีชีวิตที่เรียบง่ายไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนั่นคือคำตอบ จากนั้นจึงกลับมาปลูกบ้านพักบนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ แล้วทำการเกษตรแบ
เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “กษัตริย์เกษตร” นักพัฒนา ผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมานานกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจภาคเอกชน จัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ขึ้นในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ สาระสำคัญอันเป็นไฮไลต์ของงานครั้งนี้ ได้แก่ นิทรรศการพันธุ์ข้าวมงคล และนิทรรศการพืชผลของพ่อ นิทรรศการต่างๆ ประกอบด้วย 9 เรื่องราวข้าวของพ่อ เรื่องราวที่บอกเล่าพระราชจริยวัตรในด้านต่างๆ ที่คนไทยควรรู้ อาทิ ข้าวพระราชทาน ในหลวงกับข้าวกล้อง การปลูกข้าวในวังสวนจิตรลดา เป็นต้น พันธุ์ข้าวมงคล เป็น 9 พันธุ์ข้าว ที่ทรงปลูกในนาทดลองวังสวนจิตรลดา เพื่อนำเมล็ดพันธุ์มาใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพร้อมกับแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ได้แก่ พันธุ์ ปทุมธานี 1, ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยด, กข 29, กข 49, กข 41, กข 31, กข 47, กข 6 และดอกพยอม พืชผลของพ่อ ที่นำมาจัดแสดง ส่วนหนึ่งเป็นพืชผลในพระราชดำ
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 นายสวัสดิ์ หอมนาน ประธานสมาคมไทยลื้อภาคเหนือ,พะเยา จ.พะเยา เปิดเผว่า ปกติจะหาเวลาว่างออกพบปะเยี่ยมเยือนชาวไทลื้อ ในภาคเหนือ,หนือตอนบนโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทลื้อภาคเหนือตอนบนเช่น จ.เชียงราย-แพร่ -น่าน- ลำพูน-ลำปาง-ชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ตาก และพะเยา สัญลักษณ์ของไทลื้อที่โดดเด่นเห็นกันทั่วไปแบบง่ายๆ คือตุงหรือธงไทลื้อ- ขบวนแห่ตุง- ในการนำเครื่องไทยทานเข้าวัดและงานท่องเที่ยว รวมไปถึงการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทอด้วยมือ-การละเล่นของชาวไทลื้อที่เป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันกว่า 500 ปี ตามข้อมูลชาวไทยลื้ออพยพมาจากแค้นมณฑลยูนานประเทศจีน ทางตอนใต้ นายสวัสดิ์กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่พบปะชาวไทลื้อในพื้นที่พะเยา ล่าสุดพบชาวลื้อแต่ละอำเภอในพิ้นที่พะเยา ได้ร่วมกันลงมือเกี่ยวข้าวด้วยเคียวคิดเป็นนับ 60-70% ที่เหลือจะใช้บริการรถเกี่ยวข้าวหรือรถดูด และการลงแจกเกี่ยาวของชาวไทยลื้อ เป็นการลดต้นทุนในการทำนาไม่ต้องจ้างแรงงานวันละ 250-300 บาท ชาวนาจะร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 10 คน ตระเวนเกี่ยวไปให้ครบทุกที่-เจ้า เหตุและผลที่ชาวไทลื้อร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ผลกระทบสืบเนื่
บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ระหว่าง 24-27 พ.ย.2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์เกษตร นักพัฒนาผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมากกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ และเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวนาไทยร่วมน้อมนำแนวทางตามพระราชปณิธานมาใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไฮไลต์สำคัญคือ นิทรรศการพันธุ์ข้าวมงคล จัดแสดงพันธุ์ข้าวพระราชทานทรงปลูก พร้อมรับพระบรมฉายาลักษณ์ทรงคุณค่า มีการแจกพันธุ์ข้าวมงคล ที่พระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ ในวันที่ 8-9 พ.ค. 2559 โดยกรมการข้าว มีนิทรรศการ “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวทั่วไทย” ที่ได้รวบรวม และจัดแสดง “พันธุ์ข้าว” มากกว่า 199 สายพันธุ์ มากที่สุดของไทย เช่น ช้าวพันธุ์ใหม่ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวชื่อมงคล และข้าวหายาก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “29 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน สื
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบปัญหาภาวะราคาข้าวตกต่ำโดยการรับซื้อข้าวใหม่ในรอบปีการผลิต 2559-2560 ต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า กทม.ได้รับซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรง จำนวน 1,000 ตัน เพื่อจำหน่ายให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ในราคาถูก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะจัดส่งข้าวให้ กทม.กระจายไปตาม 50 เขต ภายในเดือนธันวาคมนี้ และในอนาคตจะรับซื้อข้าวจากสหกรณ์และเกษตรกรเพิ่มเติมเพื่อจำหน่ายให้โรงพยาบาลและโรงเรียนในสังกัด กทม.ต่อไป “เบื้องต้น กทม.ได้ประสานผ่านกระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรับซื้อข้าวใหม่ในรอบปีการผลิต 2559–2560 จำนวน 1,000 ตัน จากสหกรณ์และเกษตรกรใน 23 จังหวัด โดยตรง และจำหน่ายให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ในราคาถูก โดยข้าวหอมมะลิใหม่ ถุงขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ราคา 160 บาท และข้าวขาว ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท” นางวิภารัตน์ กล่าว
