เกษตรผสมผสาน
จะกี่ยุคกี่สมัย อาชีพเกษตรกรรมก็ยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยได้เสมอ การเป็นเกษตรกรถึงอาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลุดพ้นจากความหิวโหยได้ อาชีพเกษตกรรมไม่ได้แบ่งชนชั้นการศึกษา จะเรียนจบ ป.1 หรือเรียนจบด็อกเตอร์ ก็สามารถเป็นเกษตรกรได้เหมือนกัน อาศัยเพียงความมีใจรัก ความขยันอดทน มุ่งพัฒนาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จจากอาชีพเกษตรกรรมได้ไม่ยาก คุณวาสนา ภู่ทับทิม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดนราธิวาส ต้นแบบเกษตรกรแบบครบวงจร อยู่บ้านเลขที่ 72/3 หมู่ที่ 5 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า ตนเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทางการศึกษาน้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะความรู้หาได้ทุกที่ไม่จำกัดว่าต้องศึกษาแค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตนเลือกที่จะออกมาศึกษานอกโรงเรียน เพราะรู้เป้าหมายของตัวเองแล้วว่าจะเดินทางสายเกษตร จึงมุ่งเน้นศึกษาตามศูนย์การเรียนรู้ ได้ลองลงมือปฏิบัติจริง อย่างที่ในเขตตำบลกะลุวอเหนือที่อาศัยอยู่จะมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตนก็เข้าร่วม มีโอกาสได
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ บางเบิด จังหวัดชุมพร คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เจ้าของสวน ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย เศรษฐกิจพอเพียง กู้วิกฤตชีวิตลุงนิล ลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ลุ
มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่จะรู้ว่า จังหวัดแพร่ มีการปลูกทุรียนกันในหลายพื้นที่ ทั้งที่ อำเภอเมือง เด่นชัย ลอง และวังชิ้น ที่อำเภอวังชิ้น มีสวนทุเรียนของ ลุงสงบ ธรรมณี ที่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกทุเรียนในท้องถิ่นแห่งนี้ ที่มีฝีมือการผลิตไม่ธรรมดาเพราะไปคว้ารางวัลสุดยอดของความอร่อยในงาน Best Fruit Export Gateway 2017 จัดโดยสวนนงนุชพัทยา การเดินทางไปที่สวนทุเรียนของลุงสงบ เริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ด้วยรถยนต์ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 ถึงสี่แยกแม่แขม ขับรถตรงไปทางอำเภอวังชิ้น จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 70 อีกเส้นทางหนึ่งผ่านอำเภอเด่นชัย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 11 เด่นชัย-ลำปาง ถึงสี่แยกแม่แขม เลี้ยวซ้าย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 70 ด้านซ้ายมือจะเห็นแผงขายผลไม้ นั่นแหละสวนทุเรียนของลุงสงบ ทำความรู้จัก ลุงสงบ ธรรมณี ลุงสงบ อยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ที่ 5 บ้านแม่จอก ตำบลแม่ป้าก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 096-459-9784 ภรรยาชื่อ คุณพิน ธรรมณี มีบุตร 4 คน ชาย 2 คน หญิง 2 คน สวนผลไม้ลุงสงบมี 2 แปลง คือ 6 ไร่ และ 10 ไร่ ใช้แรงงานในครัวเรือนทั้งหมด ไม่ได้จ้างแรงงานจากภายนอกแต่อย่างใด ลุงสงบ เป็นหมอดินอ
ผู้เขียนและทีมงานได้ไปเยือนแดนอีสาน จังหวัดสกลนคร สมัยแต่ก่อนนั้นขึ้นชื่อว่ามีคนยากจนมากที่สุด เพราะความแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำ ทำนาอย่างเดียว อาศัยน้ำฝน พอมีข้าวไว้กิน จะปลูกพืชผักอย่างอื่นก็ทำได้เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ปัจจุบันงานเกษตรได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้น คุณจิตรดา การุณ บ้านตาดโตน ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร สมัยแต่ก่อนก็อยู่ในสภาพเกษตรกรผู้ยากไร้กันเยอะ แต่วันเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ชาวหมู่บ้านตาดโตน ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเกษตรกรใหม่กันเกือบหมด คุณจิตรดา เป็นหัวแรงตั้งเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ จัดเป็นกลุ่มเกษตร โดยมีสมาชิก 20 กว่าคน มีกิจกรรมทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ เลี้ยงวัว ควาย โดยแบ่งให้ครอบครัวละ 10-30 ตัว ทำแปลงปลูกหญ้าให้วัว ควาย สำหรับครอบครัวของคุณจิตรดา เธอเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เธอมีที่ดินทั้งหมด 27 ไร่ แบ่งเป็น ที่ทำนา 8 ไร่ ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ปลูกไผ่ 2 ไร่ มะม่วง 2 ไร่ กระท้อน 1 ไร่ ขุดบ่อ 5 ไร่ ปลูกหญ้าให้วัว 20 ไร่ บ่อที่ขุดไว้ 5 ไร่ แบ่งเป็นบ่อปลา 4 ไร่ บ่อเลี้ยงกบ 1 ไร่ ซึ่งบ่อปลา 4 ไร่ เธอขุดแบบเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย โดยขุดลึก 6 เมตร เพื่อเก็บ
การลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อดูความสำเร็จของเกษตรกรรุ่นใหม่ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรของ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมเยี่ยมชมผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูปต่างๆ อาทิ พริกทอด ลูกชิ้นเห็ดฟาง พริก เห็ดนางฟ้า ของ นางสาวแสงระวี ภูมิลามัย หรือพืชผักอินทรีย์ อาทิ มะเขือ พริก ดอกขจร แก้วมังกร มะกรูด มันเทศญี่ปุ่น ของ นางสาวพรเพ็ญ จันทะมี และข้าวอินทรีย์ ของ นางสมใจ อินทรี ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ให้การสนับสนุนมาโดยตลอดนั้น ไม่เพียงแค่เป็นขวัญกำลังใจในความสำเร็จแก่ตัวเกษตรกรเอง ในฐานะต้นแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีการต่อยอด ขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่รายอื่นๆ ด้วย โดยในจังหวัดบุรีรัมย์มีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 22 ราย แต่ละรายกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น การเกษตรผสมผสาน ข้าวหอมมะลิ โคเนื้อ แพะ แกะ เห็ด พริก และสมุนไพร เป็นต้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ได้ให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรจัดทำแผนการผลิต แผนการตลาด เชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับสหกรณ์และซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ มีการส่งเสริ
คุณอำนาจ ศรีบัวทอง อยู่บ้านเลขที่ 114 หมู่ที่ 2 ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดอ่างทอง ที่เป็นทั้งเกษตรกรนักสู้ และเป็นทั้งนักคิดนักพัฒนาจนประสบผลสำเร็จในอาชีพที่ทำมาตั้งแต่จำความได้ ทุกวันนี้มีกิน มีใช้ มีเงินเก็บ ส่งลูกเรียน ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากรายได้จากอาชีพเกษตรกรรม มาดูกันว่าคุณอำนาจจะมีเทคนิคทำเกษตรอย่างไร ให้ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจได้ขนาดนี้ คุณอำนาจ ศรีบัวทอง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นเกษตรกรว่า ตนเริ่มเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ซึ่งการทำเกษตรของตนนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้ทันยุคทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มต้นจากการเป็นชาวนา ทำนาปลูกข้าวแบบทั่วไปตามที่สมัยบรรพบุรุษได้สืบทอดทำกันมา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปจากเดิม จึงเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงการทำนาแบบเดิมๆ มีการเรียนรู้เทคนิคการทำนาสมัยใหม่มากขึ้น พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่มีผลในด้านการผลิต ทั้งเรื่องของดิน น้ำ อากาศ เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ในนาข้าวของตัวเอง ซึ่งหลังจากการที่ได้ศึกษาทดลอง
คุณวิวัฒน์ พูดเพราะ เกษตรกรหมู่ที่ 4 ตำบลท่าสะบ้า อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีพื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 7 ไร่ คุณวิวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนชอบทำการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ จะทำสวนกับพ่อ ทำให้มีความรักในอาชีพทำการเกษตร โดยครั้งแรกที่เริ่มทำเกษตรได้ปลูกผักบุ้ง ถั่ว เลี้ยงกบ ปลาดุก ในท่อซีเมนต์ และปลูกดอกดาวเรืองขาย ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่ปลูกยางพารา 3 ไร่ ขุดสระเลี้ยงปลาดุก 1 ไร่ เลี้ยงไก่ดำ เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงกบในกระชังบก เลี้ยงผึ้ง และปลูกพืชผสมผสาน ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง สะตอ เนียง ส้มโอ มะนาว ละมุด อ้อยคั้นน้ำ ผักเหลียง มะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ คุณวิวัฒน์ยังทำปุ๋ยหมักใช้เอง ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการผลิต ได้ผลผลิตจะขายในหมู่บ้าน และมีลูกค้าประจำสั่งซื้อ ทำให้มีรายได้ 5,000 บาท ต่อเดือน สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดได้ที่ นายวิวัฒน์ พูดเพราะ โทร. 083-589-6588 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง โทร. 075-270-801
ผมติดตามผลงานของ พี่ณรงค์ วิมา ปราชญ์ชาวบ้านและหมอดินอาสาแห่งจังหวัดสิงห์บุรีมานานแล้ว ผลงานเด่นๆ มีมากมาย ขึ้นบรรยายให้ความรู้มาหลายเวที และไม่ต้องถามเลยว่าที่บ้านมีคนมาหาไหม เพราะคิวรับแขกแต่ละวันยาวเหยียด ทั้งมาเรียนรู้ดูงาน มาซื้อผลผลิต กระทั่งมาหาแรงบันดาลใจในการเริ่มลงมือทำอาชีพเกษตร พี่ณรงค์ เป็นมนุษย์สารพัดช่าง สารพันความสามารถ หากลองไล่เรียงจากงานประจำที่ทำอยู่ก็จะได้ประมาณนี้ – ช่างไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าในบ้าน ในสวน ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงหรือกระทั่งไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก โซล่าร์เซลล์ – ช่างประปา ระบบน้ำใช้ ระบบน้ำในสวนเกษตร มีการออกแบบ ผลิต และพัฒนาวัสดุอุปกรณ์มากมาย – ช่างเชื่อม งานหลายๆ อย่างทั้งที่บ้านและสวน ล้วนฝีมือพี่ณรงค์ทั้งนั้น – ช่างก่อสร้าง ทั้งบ้าน กรงไก่แบบคอนโดฯ หรือกระทั่งโดมแปลงผักกางมุ้งในสวน – นักออกแบบหลายๆ อย่างในสวน ผ่านการวางแผนและออกแบบมาอย่างสวยงามและใช้งานง่าย – หมอดิน ปุ๋ยในสวนล้วนผ่านการปรุงจากเชฟณรงค์ทั้งนั้น – ประมง ด้วยเป็นคนแม่น้ำ การหาอยู่หากินทางน้ำถือว่าไม่เป็นรองใครเลย – นักวิจัย พัฒนา จากขวดน้ำพลาสติก สามารถพัฒนามาเป็นวัสดุในงานสวนได้อย่างดี – เกษ
สองพี่น้องชาวบ้านเขาตาหน่วย ตำบลเกาะเปริด (เกาะ-เปิด) อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี คือ นางสาวสุรีย์พร สระแก้ว กับ นางสาวกมลพรรณ ชายหาด ที่ใช้ชีวิตเป็นสาวโรงงาน หวนนึกถึงบั้นปลายที่ต้องแก่เฒ่า และไม่มีความมั่นคงในชีวิต ซ้ำยังต้องเสี่ยงต่อกับสารเคมี ที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย จึงอยากกลับบ้านเกิดและใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติในผืนนา จากมรดกตกทอดเพียง 2 ไร่เศษ ด้วยการศึกษาข้อข้อมูลต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ จนพบแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน และทำการอ่านทบทวนศึกษาจนเข้าใจถึงหลักการ จึงลาออกจากงาน พร้อมกลับมาอาศัยอยู่ในถิ่นบ้านเกิด และขอสมัครเป็นคนทำงานบ้านกับคนในหมู่บ้าน เมื่อว่างเว้นจากงานบ้าน ก็ลงมือพลิกฟื้นผืนนา 2 ไร่เศษ ให้เป็นแหล่งน้ำจืด จำนวน 1 ไร่ ด้วยการจัดแบ่งแหล่งน้ำจืดเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นบ่อดิน และอีกบ่อ ปูด้วยแผ่นยางใช้กักเก็บน้ำจืดในหน้าฝน เพราะท้องถิ่นที่อยู่พื้นที่เป็นน้ำกร่อย พืชผักไม่อาจจะทนความเค็มได้ ซึ่งทั้ง 2 บ่อ ได้เลี้ยงปลากะพง ปลานิลจิตรลดา และปลาดุก ผืนที่ดินว่างเปล่าอีก 1 ไร่เศษ แทบทุกศอกจะไม่เหลือที่ว่างเปล่าให้เสียพื้นที่ไปโดยไร้คุณค่า พืชผักสวนครัวนานาชนิด
ปัจจุบัน กระแสการเลี้ยงแพะกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการเนื้อแพะสูง จึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเลี้ยงแพะอย่างต่อเนื่อง อาจเรียกได้ว่าการตลาดของสัตว์ชนิดนี้ยังมีอนาคตที่สดใส ขอเพียงมีการจัดการให้เป็นไปตามระบบและได้มาตรฐาน คุณปัญญา บางแสง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกร จังหวัดชัยนาท ได้ให้ข้อมูลว่า ทางจังหวัดชัยนาทเองก็เริ่มมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงแพะมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว เพราะจังหวัดชัยนาทมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงแพะ จึงทำให้เกษตรกรที่นี่หลายครัวเรือนจัดสรรพื้นที่เกษตรบางส่วนมาทำการเลี้ยงแพะ “สาเหตุที่การเลี้ยงแพะประสบผลสำเร็จได้ดีในภาคกลาง เพราะสภาพอากาศดี อากาศไม่แปรปรวน ภาคกลางเราฝนตกอย่างต่ำก็แค่ 4 เดือน ความชื้นจึงไม่มากที่จะเป็นอุปสรรคในการเลี้ยง แพะจึงเจริญเติบโตได้ดี ไม่ป่วยง่าย ไม่ปอดบวมตาย เมื่อมองแล้วเราสามารถทำได้ และที่สำคัญตอนนี้ตลาดต้องการเยอะมากขึ้น สามารถส่งออกขายต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งตอนนี้ก็อยากจะบอกว่า ใครที่มีเนื้อที่อยู่ก็สามารถแบ่งมาเลี้ยงแพะได้ เลี้ยงแบบล้อมคอกสำ
