เกษตรผสมผสาน
คุณทัฬห์ชญานี ลำพูนพงศ์ หรือ คุณแคน วัย 27 ปี เจ้าของอภินันท์ฟาร์ม บ้านเลขที่ 225/1 หมู่ ที่ 9 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อดีตสาวนิเทศฯ หน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรกร อาศัยความมีใจรักเกินร้อย จนประสบผลสำเร็จ สามารถคิดพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ถึงหลักแสนต่อเดือน คุณแคน เล่าให้ฟังว่า ตนเรียนจบคณะสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรเลย แต่จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางสายเกษตรของตนนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เรียนจบแล้ว ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยพี่ที่รู้จักทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับงานด้านนี้ ได้เห็นขั้นตอนอะไรหลายๆ อย่าง ได้ลงมือทำแล้วรู้สึกว่าชอบทางด้านนี้ จึงได้เริ่มศึกษาทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดความแน่ใจแล้วว่าตนรักและอยากที่จะไปต่อกับทางสายนี้จริงๆ จากนั้นก็มุ่งมั่นตั้งใจทำและพยายามพัฒนาฟาร์มให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เริ่มต้นเส้นทางสายเกษตรด้วยใจเกินร้อย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้ บนพื้นที่ 7 ไร่ คุณแคน บอกว่า อาชีพเป็นเกษตรกรหลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่ยากและลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องจริงตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ใน
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม แปลงเกษตรกรรมยั่งยืนและวิสาหกิจชุมชุน ในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดสุพรรณบุรี ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้ตรวจพื้นที่จุดที่ 1 แปลงเกษตกรรมยั่งยืน ของ นางสาวณธรา แย้มพิกุล ณ ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยแปลงเกษตรกรรมแห่งนี้ มีจุดเด่นในการปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยว (มันสำปะหลัง อ้อย) มาเป็นเกษตรผสมผสาน ทำให้เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นศูนย์เครือข่าย ศพก.ในเขตปฏิรูปที่ดิน อีกด้วย ปัจจุบันเป็นแปลงที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตร จากนั้น เลขาธิการ ส.ป.ก. และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่จุดที่ 2 โดยจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง ตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มของเกษตรกร ใช้พื้นที่บางส่วนในแปลงเกษตรกรรมมาปลูกเมล่อนที่มีคุณภาพปลอดภัย มีมาตรฐาน GAP มีการบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาด ทั้งยังมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถ
“ทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ ไม่เครียดและไม่กดดัน เพราะมีหลักคิดง่ายๆ เริ่มทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสุขก่อน อย่าเพียงมุ่งหาแต่รายได้ คิดแค่ว่าทำเพื่อลดรายจ่ายก่อน แล้วรายได้จะตามมาทีหลัง” หลักคิดการทำเกษตร ของ คุณเมธยา คุณเมธยา ภูมิระวิ หรือ คุณเมย์ อยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เกษตรกรรุ่นใหม่สานต่องานเกษตรที่พ่อสอน บนเนื้อที่ 27 ไร่ คุณเมย์ เล่าว่า เธอเรียนจบคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อเรียนจบเธอตัดสินใจกลับบ้านที่จังหวัดชุมพรทันที ไม่ได้อยู่ทำงานตามสายที่เรียนมา เนื่องจากเคยได้ฝึกงานก่อนที่จะเรียนจบ แต่รู้สึกว่าไม่ใช่วิถีชีวิตที่ชอบ ไม่ชอบทำงานในออฟฟิศที่ต้องตื่นเช้ามาตอกบัตรเข้า-ออก ต้องนั่งทำงานที่มีพาร์ติชั่นกั้นเป็นล็อกๆ รู้สึกอึดอัด จึงคิดว่าที่บ้านก็มีพื้นที่ให้ทำต่อยอด ทำไมไม่กลับไปดูแลพื้นที่ของตัวเอง เริ่มทำเกษตร บนคำสบประมาท ของชาวบ้าน หาว่า “บ้า” ด้วยความที่ คุณเมย์ เรียนจบคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์มา เธอเล่าว่า หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บุคลากรที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ขาดแคลน ตลาดกำลังต้องการ แต่เธอเลือกที่จะทิ้งโอ
คุณวิศิษฐ์ แสนบัวโพธิ์ อายุ 36 ปี หรือ คุณโมค ลูกชายพ่อพัด แม่พันปี แสนบัวโพธิ์ เปิดสวนพื้นที่ 14 ไร่ ให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชม พื้นที่ตั้งแต่ปากทางเข้าอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ติดถนนสายหลัก ประมาณ 100 เมตร ซ้ายมือมองเห็นหอถังน้ำเพื่อการเกษตร นั่นแหละใช่เลย จบการศึกษาปริญญาตรี เทคโนโลยีอาหาร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ที่อยู่ปัจจุบัน เลขที่ 5 หมู่ที่ 7 บ้านบัวทอง ตำบลบัวคำ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด 45000 โทร. (088) 772-1448 แต่งงานแล้ว กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุวธิดา ชาปัญญา คุณวิศิษฐ์เป็นคนน่ารัก เอื้ออาทร อารมณ์ดี พร้อมเล่าให้ฟังว่า เมื่อกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายเรื่อง Young smart farmer (YSF.) เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ตนเองได้รับการสนับสนุนจาก คุณเรืองศักดิ์ ถนอมสิทธิ์ เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรตำบล โดยเฉพาะ ท่านประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ให้ความสำคัญเรื่อง YSF. “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ต้องมีการวางแผนที่ดี แผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เช่น ตนเองปลูกป่า 2-2-0 ไร่ ปลูกต้นไม้ยาง
ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3480 สายกาญจนบุรี อำเภอหนองปรือ จะพบกับชุมชนและแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจตลอดทาง จวบจนเข้าเขตอำเภอหนองปรือ เลี้ยวซ้ายสู่ตำบลสมเด็จเจริญ ตลอดเส้นทางมีไม้ยืนต้นน้อยใหญ่นานาพันธุ์ สร้างความเขียวขจี ความร่มรื่นให้แก่พื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ตลอดสองฝั่งถนนภายในโครงการมีบ้านเรือนตั้งอยู่เรียงราย ที่แปลกตาคือแต่ละบ้านมีแปลงปลูกพืชผักสวนครัวและไม้ผลปลูกอยู่ในบริเวณเกือบทุกหลังคาเรือน เช่น ผักชี สะระเเหน่ ไปจนถึงเผือก กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และขนุน บางแปลงเป็นแปลงเกษตรแบบผสมผสานที่ปลูกตามหลักวิชาการเกษตรเชิงอิงอาศัย ดังเช่นบ้านของ นายชรินทร์ กลั่นแฮม เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัย จากโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรรมาจัดทำแปลงปลูกพืชชนิดต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี ลักษณะของการปลูกพืชแต่ละชนิดจะต้องอิงอาศัยเกื้อกูลกัน อาศัยร่มเงากัน ส่งผลให้พืชที่ปลูกในแปลงเดียวกันทุกชนิดมีผลผลิตสมบูรณ์ “ได้รับสิทธิ์เข้าทำกินในที่ดินโครงการ เมื่อปี 2
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน เพื่อชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ด้วยหลัก 3 ห่วง “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน” ภายใต้ 2 เงื่อนไข “ความรู้และคุณธรรม” เป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง และหลายองค์กรนำหลักปรัชญาดังกล่าวไปใช้จนประสบความสำเร็จ รวมไปถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สนับสนุนการจัดการและแก้ไขปัญหาร่วมกันของคนในชุมชน โดยมุ่งเน้นความสามัคคีและสร้างความเข้มแข็งในชุมชน “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จนสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรมากว่า 44 ปีแล้ว นายภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด เล่าว่า จากพื้นที่รกร้างไร้ประโยชน์กว่าพันไร่ในอดีต สู่ชุมชนเกษตรกรรมที่เข้มแข็งในวันนี้ได้ เกิดจากแนวคิดของ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการป
กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ต
“ผมเริ่มต้นชีวิตด้วยเงิน 46 บาท”!! เสียงเล่าผ่านชายวัย 71 ปี ที่ยังคงแข็งแรง เดินด้วยตัวเองด้วยความกระฉับกระเฉง ในอดีต โกไข่ในวัยคะนอง กิน เที่ยว สำมะเลเทเมามาไม่น้อย เคยไปรับจ้างแบกถังปฏิกูลบ้านคนรวย เพื่อนำเงินมาซื้อเหล้าดื่มกับเพื่อน ทำอยู่ 4 วันทนไม่ไหวแม้รายได้จะดีมากๆ เมื่อถึงเวลาต้องครองเรือน ก็ได้ตกแต่งกับสาวลูกคนมีเงิน โกไข่เล่นแชร์กับพี่น้องเพื่อนำเงินมาสู่ขอสาวเจ้า ทั้งสองผ่านงานมาสารพัด โกไข่เรียกภรรยาว่า “เจ๊” ด้วยความที่เจ๊มีสูตรทำเส้นบะหมี่ จึงเปิดร้านบะหมี่เล็กๆ ในตลาดมาบอำมฤต ปัจจุบัน ลูกสาวยังทำหน้าที่ต่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ที่หน้าร้านก็จะมีผัก ผลไม้สดๆ จากสวนมาวางขาย เรียกว่าทั้งปลูกทั้งขายเองไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเลยเชียว โกไข่ ออกรถไถมาหนึ่งคัน ในยามก่อนหน้านาก็ตระเวนรับจ้างไถไปเรื่อยจนถึงสตูล เก็บหอมรอมริบซื้อที่ดินทำสวนทุเรียน ยาง และปาล์ม “ไม่ไหว ปาล์มมันกินน้ำเยอะเหลือเกิน มาเลย์มันรู้ดี ตอนนี้ไม่ปลูกกันแล้ว ให้ไทยปลูกแล้วรอซื้อเอาดีกว่า” โกไข่เล่าให้ฟัง “แรกๆ ทุเรียนก็ดี แต่ตอนหลังมันเป็นท็อป ไม่รู้จะทำไง อ่านหนังสือไปเจอในหลวงท่านทรงแนะนำให้ปลูกป่าผสมผสาน ไ
“อโรคยา ปรมาลาภา … ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ยิ่งในยุคโควิด สุขภาพดีต้องมาก่อน “ดร. โชติมา ชุบชูวงศ์” แห่งไร่โชตวัน Organic Farm ในพื้นที่อำเภอปากช่อง ตั้งใจผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดี ป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้า ก้าวสู่อาชีพเกษตรกร ดร. โชติมา ชุบชูวงศ์ เป็นนักการตลาดผู้ปั้นแบรนด์สินค้าในองค์กรเอกชนมานานกว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับไปฟื้นฟูสวนเกษตรในพื้นที่ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ดินทำกินของครอบครัวมานานกว่า 100 ปี เป็นแปลงปลูกพืชไร่ประเภทอ้อย มันสำปะหลัง รวมทั้งพืชผัก ผลไม้นานาชนิด เช่น น้อยหน่าพันธุ์พื้นเมือง กระท้อน เงาะ ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ดร. โช ได้เปลี่ยนแปลงไร่แห่งนี้ให้กลายเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ โดยเข้าร่วมกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ SDGsPGS ปัจจุบันไร่แห่งนี้ ปลูกทั้งพืชผักไม้ผลนานาชนิด เช่น อะโวกาโด มัลเบอร์รี่ แก้วมังกรเหลืองอิสราเอล หมากเม่า ตะลิงปลิง เสาวรส ฯลฯ “ระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ ช่วงศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไ
ที่บ้าน คุณวิโรจน์ ทิตา เลขที่ 3/2 หมู่ที่ 7 ตำบลสร้อยทอง อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการปลูกข้าวกับพืชอื่น โดยมีเนื้อที่ทำเกษตรจำนวน 20 ไร่ แต่ในระยะหลังราคาผลผลิตเหล่านั้นตกต่ำ ขณะที่ตัวเขากำลังทำงานในโรงงานก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึงตัดสินใจลาออกเพื่อมาช่วยงานเกษตรที่บ้าน อีกทั้งยังได้มีโอกาสอยู่กับภรรยาและลูก 2 คน ความเป็นคนรุ่นใหม่ทำให้คุณวิโรจน์มองว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้น จึงเริ่มหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พูดคุยกับเพื่อนหลายคนที่มีประสบการณ์ แล้วจึงค่อยๆ ลงมือด้วยการแบ่งพื้นที่ทำเกษตรออกเป็นสัดส่วน อย่างการทำนา ได้ปรับการปลูกข้าวจากปีละ 2 ครั้ง ให้เหลือเพียงครั้งเดียว ภายหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ น้ำที่ถูกปล่อยมาเพื่อใช้สำหรับการเกษตรจะมีน้อยลง ดังนั้น คุณวิโรจน์ปรับที่นาด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย อย่างตระกูลถั่วและผักอายุสั้น เพื่อเก็บไปขายตามตลาดชุมชน จากนั้นจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้ขายด้วย พอเลิกปลูกผักชนิดต่างๆ ก็ไถกลบเพื่อหมักเป็นปุ๋ยพืชสดไว้รอการปลูกข้าวรอบต่อไป ส่วนพื้นที่ในบริเวณบ้านได้ปลูกพืชผักผลไม้หลายชนิด อย่างไผ่หวาน ไผ่ตงลืมแ
