เทคโนโลยีชาวบ้าน
ถั่วนัตโตะหรือถั่วเน่า คือ “ถั่วเหลืองหมัก” เป็นอาหารพื้นเมืองของคนญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าถั่วนัตโตะจะมีลักษณะข้นเหนียวและยืดออกมาเป็นเส้นๆ เหตุผลที่มันมีลักษณะแบบนั้น เพราะเกิดจากกระบวนการหมักของถั่วนัตโตะที่นำถั่วเหลืองมาหมักกับแบคทีเรีย (Bacillus subtilis) ที่เป็นสายพันธุ์แบคทีเรียที่เหมาะสำหรับทำนัตโตะโดยเฉพาะ สำหรับเมือกเหนียวยืดที่เคลือบอยู่บนผิวถั่วเหลืองมันได้มาจากกระบวนการย่อยโปรตีนระหว่างการหมักนั่นเอง ส่วนเวลาที่เรารับประทาน แนะนำว่าให้ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากับเครื่องปรุง ซึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมใส่ จะเป็นเครื่องปรุงคล้ายมัสตาร์ด ชื่อ “คาราชิ” หรือ “โชยุ” เวลาคีบขึ้นมาจะมีเมือกยืดติดกับตะเกียบ เราต้องหมุนตะเกียบวนๆ เพื่อให้เมือกยืดๆ ขาดออกจากกัน ส่วนมากนิยมรับประทานกับข้าวสวย แต่ด้วยกลิ่นของนัตโตะที่มีกลิ่นค่อนข้างฉุน และรสชาติที่ไม่ได้อร่อยลิ้น ทำให้หลายคนไม่ชอบรับประทานมัน แน่นอนว่าตามสำนวนที่คนโบราณเคยว่าไว้ ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ อะไรที่ดูไม่อร่อยแท้จริงมันอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ แถมโปรตีนสูง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ปรับสมดุลลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความแก่ก่อนวัย บำรุงสมอง เป็นต้น &nbs
คุณชยุทกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด เล่าว่า กลางเดือนกุมภาพันธ์2566 เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน จังหวัดตราด ได้รับผลกระทบจากลมพายุ ส่งผลให้ผลทุเรียนพันธุ์หมอนทองผลผลิต ในอำเภอเมืองตราด 3 ตำบล คือ ตำบลชำราก 4 หมู่บ้าน ผลผลิตร่วงประมาณ 1,500 ลูก ตำบลตะกาง 3 หมู่บ้านประมาณ 7,000 ลูก ตำบลท่ากุ่ม จำนวน 1 หมู่บ้าน ประมาณ 7,000 ลูก รวม 15,500 ลูก เป็นทุเรียนระยะกำลังพัฒนา อายุประมาณ 70 วัน ขนาดน้ำหนัก 0.5-2 กิโลกรัม เหลืออีก 40-50 วัน จะเริ่มแก่ตัดได้ ลักษณะของผลทุเรียนที่ร่วงหล่นเริ่มเข้าเนื้อแต่ไม่สามารถนำมาใช้รับประทานได้ ความเสียหายประมาณ 5-6 ล้านบาท เมื่อรับทราบความเสียหาย คุณลำยอง ครีบผา เกษตรอำเภอเมืองตราด ได้เข้าไปให้กำลังใจเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย พร้อมกับทีมงานของ คุณอภิเดช บุญล้อม นายกเทศบาลตำบลตะกาง อำเภอเมือง จังหวัดตราด นำรถเครื่องย่อยกิ่งไม้บดสับ 1 คัน พร้อมวัสดุที่ทำปุ๋ยหมัก เข้าไปช่วยเหลือแนะนำการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้ผลทุเรียนที่ร่วงหล่น ที่ไม่สามารถนำไปขาย นำมาใช้ประโยชน์ โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดร่วมกับเทศบาลตำบลตะกาง ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรทำปุ๋
เสาวรสพันธุ์พื้นเมือง มีผลค่อนข้างใหญ่ หลากสี ทั้งสีเหลือง สีม่วง สีแดง สีส้มเหลือง เสาวรสที่มีผลสดจะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอม เนื้อแน่น เนื้อเยอะ น้ำเยอะ ถ้าปล่อยให้เหี่ยวจะมีรสชาติหวานขึ้น ส่วนมากนิยมกินกับพริกเกลือ จะมีรสแซ่บยิ่งขึ้น หรือนำไปทำน้ำเสาวรสก็รสชาติดี ชื่นใจ เทคโนโลยชาวบ้านฉบับนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของ คุณชนากานต์ โสภาศรี วัย 28 ปี เกษตรกรผู้ปลูกเสาวรสในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่ต่อยอดและพัฒนาเสาวรสในที่ดินของ คุณรุ่งโรจน์ โสภาศรี จนเป็นที่รู้จักเป็นอย่างที่ดีในวงการของผู้ปลูกเสาวรสด้วยกันเอง จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้อย่างไร ? หากเล่าถึงจุดเริ่มต้น คุณชนากานต์ เล่าให้เราฟังว่า คุณพ่อรุ่งโรจน์ โสภาศรี ประกอบอาชีพเกษตรอยู่แล้ว เมื่อปี 2550 ศึกษาดูงานที่สวนเสาวรสที่หมู่บ้านหนึ่งในอำเภอด่านซ้าย จึงเกิดความสนใจ ได้เริ่มนำต้นกล้าเสาวรสมาปลูกนับแต่นั้นมา ในปีต่อไปก็ได้ใช้เมล็ดพันธุ์จากสวนตัวเองมาตลอด หลังจากคุณชนากานต์เรียนจบ ในปี พ.ศ. 2563 มาก็ได้กลับมาทำงานใกล้บ้าน จึงมีเวลาได้ศึกษาหาความรู้ในการทำสวนเสาวรสจากพ่อ ในช่วงปี พ.ศ 2
ดาหลา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณป่าร้อนชื้น นิยมปลูกมากในภาคใต้ของประเทศไทย ดาหลาถือเป็นดอกไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นระยะเวลานาน เช่น หลักฐานจากวรรณคดีเรืองลิลิตพระลอ ถูกแต่งขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น ปัจจุบันสามารถพบดาหลาได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ และพบตามอาคารบ้านเรือน สวนสาธารณะ หรือการปลูกเพื่อจำหน่าย แต่จะพบได้มากทางภาคใต้ เพราะคนในภาคใต้นำดาหลามาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว เพราะด้วยสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย เช่น ใช้ขับลม แก้ปวดหัว ต้านมะเร็ง โรคเกาต์ ดาหลาจัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้านี้จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอก และหน่อต้น ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่นคล้ายข่า เรียกว่าลำต้นเทียม โดยลำต้นเทียมที่อยู่เหนือดินจะมีสีเขียวเข้มสูงประมาณ 2-5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะคล้ายใบข่า เป็นรูปทรงยาวเรียว ไม่มีก้านใบ ใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันผิวใบเกลี้ยง ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวเป็นช่องอกขึ้นจากเหง้าใต้ดิน ส่วนกลีบดอกจะหนา ผิวเรียบเป็นมันวาวคล้ายพลาสติก กลีบดอกด้านนอกมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ ลดขนาดลงเข้าสู่ด้านใน ตรงศูนย
เด็กจบใหม่ไฟแรง ผันตัวเป็นเกษตรกรเต็มตัว นำความรู้ที่เรียนมานำมาปรับใช้สู่ฟาร์มผักอารมณ์ดี อินทรีย์แท้ 100% ไอเดียไม่ธรรมดา นำวัสดุเหลือใช้มาทำแปลงปลูกผักสู่การสร้างอาชีพ มอบสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภค คุณชลิดา จันทร์ปา หรือ มะหมี่ เจ้าของฟาร์มผักอารมณ์ดี อินทรีย์แท้ 100% – Roots to Leaves organic จังหวัดพะเยา เรียกได้ว่าเป็นเด็กจบใหม่ไฟแรง หลังจากเรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผันตัวเองเป็นเกษตรกรเต็มตัวด้วยการนำความรู้ที่เรียนมานำมาปรับใช้ในฟาร์ม ซึ่งคุณมะหมี่ เล่าว่า “การเกษตรมันไม่ได้มีแค่หน้างานเดียวจากเกษตรรุ่นพ่อรุ่นแม่เราทำ เขาไม่ได้รู้ถึงการพัฒนาและการตลาด ว่าสามารถต่อยอดแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่าได้ คิดว่าการต่อยอดของการเกษตรมันไปได้หลายทางมากๆ ไม่ว่าจะด้านสุขภาพ ด้านความงาม หรือว่าคาเฟ่ที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่งมันสามารถต่อยอดขึ้นไปได้เรื่อยๆ” จุดเริ่มต้นก่อนจะมาทำแปลงผักอินทรีย์บนพื้นที่ 2 งาน ก่อนหน้านี้ปลูกพริกเป็นแปลงเคมี ซึ่งตอนนั้นที่ปลูกพริกเจอโรคแมลงเยอะ การจัดการก็ต้องใช้สารเคมี กลิ่นสารเคมีแรง เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนเป็นแปลงผัก
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องของกาแฟขี้ชะมดที่ยังไม่มีใครรู้ เกี่ยวกับความทรมานของกาแฟพรีเมียมรสชาติดี ทว่าเมื่อมีการพัฒนาและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ กลับกลายเป็นความขมขื่นที่ไม่ใช่รสชาติของกาแฟ กาแฟขี้ชะมดมีจุดเริ่มต้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 “อินโดนีเซีย” เป็นอาณานิคมของฮอลันดา(ดัตช์) ที่เข้ามาทำไร่กาแฟ ซึ่งกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งกลับไปเนเธอร์แลนด์(ฮอลแลนด์) แต่กฎหนึ่งข้อของ “ดัตช์” คือห้ามทั้งคนงานในไร่กาแฟที่เป็นคนพื้นเมืองเก็บผลกาแฟมาบริโภคเอง ซึ่งพวกเขามีระบบลงโทษที่สุดเข้มงวด ทำให้คนอินโดในตอนนั้นไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำรสชาติกาแฟเลยสักนิด ระหว่างนั้นเองที่คนอินโดได้บังเอิญพบเมล็ดกาแฟที่ปะปนอยู่กับ “ขี้ชะมด” พวกเขาจึงทดลองเก็บขี้ชะมด มาแยกเมล็ดกาแฟออกแล้วนำมาทำความสะอาด จนสามารถนำไปคั่วได้ พวกเขาเริ่มบดเมล็ดกาแฟที่ได้มาเพื่อชงเป็นกาแฟดื่ม หากถามว่าผิดกฎหรือไม่? ตอบได้เต็มปากว่า ‘ไม่’ เพราะพวกเขามีกฎแค่ห้ามนำเมล็ดกาแฟที่เก็บจากไร่มารับประทานเอง และห้ามเก็บเมล็ดกาแฟจากต้น หรือที่ตกลงพื้น แต่กรณีของการเก็บเมล็ดกาแฟจาก “ขี้ชะมด” ถือว่าไม่ผิด และยังทำให้พวกเขาที่เป็นคนอินโดได้ดื่ม “กาแฟพรี
ใครที่ปลูกผักสวนครัว แล้วในแปลงมีผักบุ้งอยู่ นอกจากเอาไปทำเมนูต่างๆ ได้แล้ว ยังสามารถนำมาทำน้ำหมักได้ด้วย เนื่องจากในผักบุ้งมีฟอสฟอรัสและไนโตรเจนสูงเมื่อนำมาทำเป็นน้ำหมัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชและช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุยอีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีสูตร “น้ำหมักจากผักบุ้ง” มาฝากพี่ๆ น้องๆ ใช้บำรุงพืชที่สวนที่แปลงของตัวเองได้ง่ายๆ จะมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง มาดูรายละเอียดกันเลย คุณตาอุทัย แก่นสกล เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำเกษตรผสมผสานและทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ ได้แนะนำว่า น้ำหมักสูตรต่างๆ นั้นก็มีประโยชน์มากมาย เพียงแต่ว่าคนใช้นั้นต้องใช้ให้ถูกวิธี และในปริมาณที่เหมาะสม เป็นน้ำหมักแบบธรรมดาที่ทำเองได้อย่างง่าย ใช้ได้กับพืชทุกชนิดและใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน แปลงพืชผสม ผสานได้เป็นอย่างดี 🪴วิธีการ 1. นำผักบุ้งมาหั่นให้ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วก็นำลงไปในถังหมัก 2. ละลายสารเร่ง พด. 7 ในน้ำสะอาดเทลงไปในถังหมัก 3. ตามด้วยกากน้ำตาล คนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปใช้ในการบำรุงดินในนาข้าวและแปลงปลูกพืชอื่นๆ ได้เลย 🪴วัตถุดิบ ผักบุ้ง จำนวน 9 กิ
เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การเลือกอาหารในการกินในชีวิตประวันจำวันให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและเน้นเรื่องความปลอดภัย กลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ที่ทำให้หลายๆ คนหันกลับมาดูแลตนเองกันมากขึ้น เช่นเดียวกับ คุณประจักษ์ ธรรมโชติ แห่งบ้านไร่ธรรมโชติ ในพื้นที่บ้านหนองไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เนรมิตผืนดินของตนเองให้มีมูลค่า เน้นวิถีอินทรีย์ ปลูกพืชมากมายหลายชนิด ทั้งผักสลัด ผักสวนครัว สับปะรด และของดีที่ดีห้ามพลาดคือ กาแฟโรบัสต้าแห่งบ้านไร่ธรรมโชติ ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแรกในพื้นที่หัวหิน ด้วยรสชาติที่แตกต่าง หวานหอมละมุนลิ้น จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หากใครได้ลิ้มลอง รับรองต้องกลับมาซ้ำอีกแน่นอน พร้อมทั้งการันตีรางวัลชนะลิศ สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2566 บ้านไร่ธรรมโชติ แหล่งรวมพืชเพื่อสุขภาพ หากเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการลงมือทำบ้านไร่ธรรมโชติ พี่ประจักษ์ เล่าให้เราฟังว่า เริ่มต้นจากการปลูกขนุนในพื้นที่ แต่แล้วก็ต้องถอนต้นขนุนทั้งหมดที่มีทิ้ง เพื่อทำการปลูกสับปะรดแทนตามการปลูกของเกษตรกรในพื้นที่รอบข้าง เ
หลายๆ คนหันมาปลูกผักไว้รับประทานเอง ช่วงนี้กระแสปลูกผักกำลังเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากผักที่สามารถปลูกในกระถางได้ ยังมีไม้ผลบางชนิดที่สามารถเติบโตได้ในพื้นที่จำกัด บางบ้านมีพื้นที่น้อยแต่อยากปลูกผลไม้ไว้รับประทานเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม 6 ไม้ผล ที่สามารถปลูกในกระถางได้ กระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตรขึ้นไป หรือจะปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เลือกตามความสะดวกและเหมาะสมกับไม้ผลที่ปลูก ไปดูกันเลย มีไม้ผลชนิดไหนกันบ้างนะ 🌿มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน 🔻 จัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลางมีอายุยืน สามารถเจริญได้ดีตั้งแต่เขตอบอุ่นถึงเขตร้อน มีลักษณะเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก เมื่อออกผลใหม่ๆ จะมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีม่วงแดงเข้ม เกือบดำ อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและแมลงหลายชนิด นิยมปลูกประดับริมรั้ว ถ้าหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอจะได้ทรงพุ่มสวยงาม ต้นหม่อนสามารถนำไปปลูกในกระถางได้ โดยสามารถนำกิ่งชำมาเพาะลงกระถาง ควรตัดกิ่งแขนงต้นหม่อนอยู่เสมอ เพื่อให้ออกกิ่งใหม่ในทุกปี โดยตัดปีละ 2 ครั้งพร้อมกับรูดเอาใบออกด้วย 🌿เลม่อน 🔻ปลูกในถังขอบซีเมนต์เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำท่วมขัง ต้นเลม่อนสูงได้หลายเมตร สามารถปูด้วยเศษหินห
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ผักสดปลอดสารพิษและอาหารออร์แกนิกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หนึ่งในผักที่กลายเป็นดาวเด่นบนจานอาหารเพื่อสุขภาพก็คือ “ต้นอ่อนทานตะวัน” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ผักจิ๋วพลังสูง” เพราะถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่กลับอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเหลือเชื่อ “ต้นอ่อนทานตะวัน” ผักต้นจิ๋วประโยชน์สุดแจ๋วที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบยอดนิยมในการทำอาหารของกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากในต้นอ่อนทานตะวันประกอบไปด้วยวิตามินมากมายที่ดีต่อร่างกาย ถ้าถามว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีประโยชน์อะไรแอบซ่อนอยู่บ้าง บอกเลยว่าเทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบให้ค่ะ อันดับแรกต้องมาทำความรู้จักกับ ‘ต้นอ่อนทานตะวัน’ กันก่อน ต้นอ่อนทานตะวัน คือต้นอ่อนที่เพิ่งงอกออกจากเมล็ดทานตะวันเพียง 7-11 วัน ซึ่งต้นอ่อนที่งอกออกมานั้นอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ส่งผลดีต่อร่างกาย โดยมีงานวิจัย รองรับว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีสารกาบา (gamma-aminobutyric acid) ที่ช่วยในการป้องกันโรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคอัลไซเมอร์ และยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวต้นอ่อนที่งอกมายังมีโปรตีนสูงกว่าถั
